เป็นเรื่องน่าทึ่งในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถย่อส่วนห้องปฏิบัติการที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือมากมาย มาอยู่บนชิพ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เล็ก ๆ ที่มีขนาดเท่า ๆ กับซิมบนมือถือโดยเราเรียกเทคโนโลยีที่ถือว่าเป็นศาสตร์ใหม่และกำลังมาแรงทั่วโลกนี้ว่า “ห้องปฏิบัติการบนชิพ” หรือ “แล็บออนชิพ”(Lab on Chip) “ดร.อดิสร เตือนตรานนท์” ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะที่ปรึกษาสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) บอกว่า ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านเซ็นเซอร์ของประเทศ ซึ่งมีอยู่ 4 ด้านคือด้านอาหารและการเกษตร ด้านสุขภาพ ด้านขนส่งและโลจิสติกส์ และด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมซึ่งสิ่งที่ทีมวิจัยกำลังทำอยู่ก็คือด้านสุขภาพ ซึ่งมี 2 เทคโนโลยีที่น่าสนใจก็คือเรื่องของไบโอเซ็นเซอร์ และแล็บออนชิพนั่นเองดร.อดิสร บอกว่า ทำเรื่องแล็บออนชิพ มาเป็น 10 ปี เดิมเป็นที่รู้จักในชื่อว่า Microfluidics Chip หรือระบบของไหลจุลภาคบนชิพปัจจุบันถือเป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง โดยเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ทางเคมีที่มีประสิทธิภาพสูง ตรวจวัดได้รวดเร็ว มีความแม่นยำสูง น่าเชื่อถือ ขนาดเล็ก และสามารถพกพาไปออกตรวจนอกสถานที่ได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสร้างโครงสร้างขนาดเล็กของท่อขนาดไมโครเมตร บนแผ่นชิพที่ทำมาจากวัสดุประเภทแก้วหรือพลาสติก แล็บออนชิพ ถูกนำไปใช้ในการตรวจวัดได้หลากหลาย เช่น การตรวจวัดทางสิ่งแวดล้อม การตรวจวัดสารพิษในอาหาร หรือการตรวจวัดทางการแพทย์บางคนอาจจะนึกไปถึงเทสต์คิท หรือชุดตรวจทดสอบแบบพกพา แต่ ดร.อดิสร บอกว่า ไม่ใช่ เพราะแล็บออนชิพซับซ้อนมากกว่า เพราะในท่อที่ของเหลวไหลผ่านบนชิพเล็ก ๆ นั้น จะมีทั้งหัวฉีด ไมโครปั๊ม ตัวกรอง ตัวผสม วาล์ว รวมไปถึงเซ็นเซอร์ตรวจวัดสิ่งต่าง ๆ ทำให้เลือดเพียงหยดเดียว ก็เพียงพอสำหรับการตรวจสอบ คัดกรองและบอกผลได้เหมือนกับการใช้อุปกรณ์มากมายในห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่รวดเร็ว ประหยัด ทั้งสารตั้งต้นในการตรวจสอบและลดต้นทุนสารเคมีที่ใช้ถือเป็นสหสาขาวิชา… ที่เกิดขึ้นมานานในต่างประเทศและเริ่มเป็นที่สนใจอย่างแพร่หลายเมื่อไม่นานมานี้ ปัจจุบันมีบริษัทที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปสร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์จำนวนมาก แต่ยังอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกาและเกาหลี โดยมีมูลค่าตลาดประมาณ 5 หมื่นล้านบาทในปี 2556 และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย ดร.อดิสร บอกว่า มีความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนี้แบบเครือข่าย โดยนำไปประยุกต์ใช้งานด้านต่าง ๆ อย่างเช่น ได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการตรวจหาสารอัลบูมินหรือไข่ขาวในปัสสาวะ ซึ่งได้ผลเทียบเท่าในห้องปฏิบัติการ หรือได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ใช้ในการแปลงเพศไข่ปลานิลรวมไปถึงโครงการวิจัยห้องปฏิบัติการระบบของไหลจุลภาคบนชิพที่มีวัสดุนาโนประกอบรวมสำหรับการวิเคราะห์ทางเคมีอย่างรวดเร็ว ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ที่มุ่งเน้นการใช้วัสดุโครงสร้างระดับนาโน ได้แก่ ท่อคาร์บอนนาโน ลวดนาโน และอนุภาคนาโน มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวัดของเซ็นเซอร์บนชิพ ทำให้การตรวจวัดทางเคมีไฟฟ้าบนชิพมีความไวสูงขึ้น สามารถวัดสารปริมาณน้อย ๆ ได้ดีขึ้น มีอายุการใช้งานยาวนานยิ่งขึ้น และมีความแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเทคนิคใหม่ ๆ ในการติดวัสดุโครงสร้างนาโนด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบอิงค์ เพื่อความสะดวกและลดต้นทุนในการสร้างชิพ และวิจัยวัสดุใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการตรวจวัด ได้แก่ วัสดุกราฟีน ซึ่งเป็นวัสดุคาร์บอน 2 มิติ ที่มีพื้นที่ผิวมากกว่าท่อคาร์บอนนาโนถึงสองเท่า และมีการถ่ายเทอิเล็กตรอนที่ดี ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวัดได้เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัวสำหรับเทรนด์หรือแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ นักวิจัย บอกว่า ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่ 3 ด้านคือ การใช้ในการทดสอบยา แทนการทดสอบในสัตว์ทดลอง โดยจะช่วยลดเวลาในการพัฒนายา จาก 10 ปี เหลือประมาณ 3 ปี ต่อยาหนึ่งตัว งานด้านวิเคราะห์ ตรวจสอบต่างๆ เช่นการตรวจหาความผิดปกติของยีน หรือพันธุกรรม และการนำไปสร้างอุปกรณ์ทางการแพทย์ขนาดจิ๋ว เช่น ไมโครปั๊มสำหรับฟอกไตที่สามารถฝังในร่างกายผู้ป่วยได้เลยอย่างไรก็ดี ปัจจุบันประเทศไทยแม้จะมีการตั้งกลุ่มเครือข่ายงานวิจัยด้านนี้ และมีการร่วมวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการผลักดันให้เอกชนนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปฝากไว้ …เดี๋ยวจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน!!!.นาตยา คชินทรnattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห้องปฏิบัติการบนชิพ
เดือน: กันยายน 2014
-

ห้องปฏิบัติการบนชิพ
-

‘365คอมมูนิเคชั่น’ โวสิ้นปีลูกค้า 3จี แสนราย
365 คอมมูนิเคชั่น เปิดให้บริการ 3 จี บนย่านความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ มั่นใจสิ้นปีลูกค้า 1 แสนราย ล่าสุดผนึก โมเดอน จีเน็ต ชูคอนเซปต์โครงข่ายแห่งอนาคตเน้นเพิ่มความเร็วเน็ตตอบสนองความต้องการลูกค้า นายสุรินทร์ ฤทธีภมร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ให้บริการ MVNO กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการ 3 จี บนย่านความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ที่ครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเน้นจุดเด่นความเร็วที่ให้ลูกค้ามากกว่าคู่แข่งอีก 3 รายในตลาดกว่า 2 เท่า ตั้งเป้าหมายมีลูกค้า 100,000 ราย ในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 15,000 ราย จากการให้ทดลองใช้เป็นเวลา 1 เดือน สำหรับแผนการตลาดจะเน้นการตลาดออนไลน์ โดยใช้เงิน 100 ล้านบาท และการร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจเพื่อเพิ่มช่องทางการขายและให้บริการ ล่าสุดได้ร่วมมือกับ บริษัท โมเดอน จีเน็ต จำกัด ผู้นำเข้าโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และส่งทีมงานฝ่ายเทคนิคหารือกับ กสท เพื่อวางสเปกที่สูงในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งบนเครื่องของโมเดอน จีเน็ตให้รองรับคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ และรองรับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าลูกค้าปัจจุบันจะหันมาซื้อสมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต ที่คุณภาพสูงแต่ราคาพอรับได้ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่เปิดให้ลูกค้าทดลองใช้งานและการทำ3จี MVNO กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ผ่านมา ทำให้เข้าใจถึงปัญหาและนำมาปรับปรุงเพื่อให้บริการ จึงมั่นใจว่าโครงข่ายของ กสท ที่มีความพร้อมรองรับลูกค้าอีกกว่า 10 ล้านเลขหมาย จะทำให้ลูกค้าพอใจในความเร็วที่ให้มากกว่าคู่แข่งในราคาที่ถูกกว่า นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นให้เลือกกว่า 20 โปรโมชั่น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘365คอมมูนิเคชั่น’ โวสิ้นปีลูกค้า 3จี แสนราย -

‘บิ๊กตู่’ จี้ติดเร่งเบิกจ่ายงบฯ เครื่องยนต์หลักกระตุ้นศก.
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายให้โตตามเป้าหมายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งไว้ 2% ในปีนี้ คงเหลือเพียงทางเลือกเดียว… คือ การเร่งใช้จ่ายงบประมาณให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ทั้งงบประมาณเดิมที่ยังค้างท่อ และงบประมาณรายจ่ายก้อนใหม่ที่จะออกมาในต้นเดือน ต.ค.57 ซึ่งเป็นช่วง 3 เดือนสุดท้าย เพราะเวลานี้หากหวังพึ่งแต่การส่งออกที่เคยเป็นตัวหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวคงไม่รอด!! เพราะที่ผ่านมา 7 เดือนตัวเลขการส่งออกยังติดลบ 0.42% และเชื่อได้เลยว่า… ตลอดทั้งปี 57 นี้ ตัวเลขการส่งออกคงไม่พุ่งทะยานเกินกว่าที่คาดเดากันไว้ว่าไม่ถึง 2% ทำให้ล่าสุด “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องสั่งการในที่ประชุมคสช.นัดส่งท้าย ก่อนมีคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ให้ทุกหน่วยงาน ทั้งราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในปี 57 และตั้งแต่เดือน ต.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นวันเริ่มต้นของปีงบประมาณ 58 ก็เริ่มให้เบิกจ่ายงบประมาณก้อนใหม่โดยเฉพาะงบประมาณด้านลงทุนทันที เพื่อให้มีเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจย้ำโปร่งใส-ตรวจสอบได้ ที่สำคัญ…พล.อ.ประยุทธ์ ได้ย้ำนักย้ำหนาว่า การจัดทำโครงการต่าง ๆ ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีการทุจริตโดยเด็ดขาดจนทำให้ชาวบ้านหมดความเชื่อถือ ตั้งเป้าหมายเบิกจ่าย 96% ทั้งนี้ตามข้อมูลของสำนักงบประมาณ ได้ตั้งเป้าหมายได้สั่งให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทุกแห่งเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 58 โดยตั้งเป้าหมายเบิกจ่ายภาพรวม 2.47 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 96% ของวงเงินงบประมาณ 2.57 ล้านล้านบาท และเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้ 393,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 87% ของวงเงิน 450,000 ล้านบาท หากทำได้ก็จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจปี 57 ขยายตัวได้ 1.5-2% และเศรษฐกิจปี 58 ขยายตัวได้ 3.5-4.5% ต่อปีแต่ความคาดหวังจะทำได้มากน้อยอย่างไร ยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะเวลานี้ปัญหาหลัก… คือ การเบิกจ่ายยังต่ำกว่าเป้าหมายมาก เพราะจนถึงวันที่ 31 ส.ค. 57 รายจ่ายประจำ เบิกจ่ายไปเพียง 1.240 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 86.03% เมื่อเป็นเช่นนี้… คงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 57 เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 95% ขณะที่งบลงทุนก็สามารถเบิกจ่ายได้เพียง 234,042.86 ล้านบาท หรือประมาณ 58.26% ทั้งที่เป้าหมายของการเบิกจ่ายงบลงทุนตั้งไว้ที่ 82% ต้องยอมรับว่า…สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็เพราะปัญหาการเมืองที่เกิดความวุ่นวายขึ้นในช่วงปลายปีก่อนต่อเนื่องจนถึงต้นปีที่ผ่านมา ที่มีรัฐบาลรักษาการ จนทำให้ส่วนราชการไม่กล้าทำการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงมีการชุมนุมจนปิดหน่วยงานราชการหลายแห่งนานหลายเดือน ส่งผลให้การจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงนั้นต้องหยุดชะงัก แม้ว่าตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 57 คสช.จะเข้ามาบริหารประเทศแทนแล้ว แต่ไม่สามารถกระตุ้นให้เบิกจ่ายเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้! ทำให้การบริหารระบบงบประมาณจากนี้ไป โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 58 จึงต้องกำหนดแนวทางให้ดีกว่าเดิม คือ… ต้องมีทั้งความรัดกุม เตรียมความพร้อม และจัดลำดับความสำคัญในแผนงานที่รู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาการใช้งบประมาณของทุกหน่วยงานมักใช้กันแบบไม่สมเหตุสมผล เพื่อเสนอขอทำโครงการ แต่สุดท้ายกลับไม่สำเร็จ ต้องขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณไปใช้ในโครงการอื่น หรือไม่ก็เร่งใช้แบบให้หมดไปด้วยการจัดโครงการสัมมนาพาเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่าทำไม่ได้ถูกตัดงบปีหน้า ในฐานะที่เข้ามากำกับดูแลและบริหารประเทศ และได้ตั้งความหวังให้การเบิกจ่ายงบประมาณจากนี้ไปจะเป็นเครื่องยนต์กลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น “พล.อ.ประยุทธ์” จึงต้อง “คาดโทษ” แม้เป็นมาตรการเดิมแต่ก็ถือว่าได้ผล โดยเฉพาะการ “ตัดงบประมาณ” ในปีหน้า หากส่วนราชการและหน่วยงานไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ทันไม่เพียงเท่านี้นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังต้องการให้บรรดาส่วนราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะในเรื่องของการซ่อมแซมอาคารสถานที่ เพราะเห็นว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ง่ายสะดวกและรวดเร็ว และยังไม่ใช่วงเงินงบประมาณจำนวนมาก แต่ก็สามารถผลักดันออกมาได้เร็วและยังทำให้เงินเข้าสู่ระบบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังกำชับนักหนาเรื่องการใช้งบประมาณในการจัดประชุมสัมมนาที่ต้องการให้ทุกส่วนราชการจัดการประชุมสัมมนาภายในประเทศแทนการเดินทางไปต่างประเทศ และต้องการให้ประชาชนในท้องที่เข้ามามีส่วนร่วมกับงาน หรือสามารถนำสินค้ามาจัดแสดงและจำหน่าย สร้างรายได้ให้เกิดกับพื้นที่นอกจากนี้วิธีการที่จะทำให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณออกมาได้อย่างรวดเร็วอีกวิธีหนึ่ง คือการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ หากมีแผนล่วงหน้าหรือรู้อยู่แล้วว่าต้องจัดซื้อ ก็ให้จัดซื้อโดยทันทีไม่ต้องรอเวลา แต่ที่สำคัญต้องคำนึงถึงความจำเป็นและประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นการเปิดช่องให้ทุจริตแล้วมานั่งไล่เช็กบิลกันทีหลังส่งหนังสือสั่งเตรียมพร้อม อย่างไรก็ตามเพื่อให้งานเดินไปตามแผนทั้งหมด ล่าสุดกรมบัญชีกลางก็ได้ทำหนังสือเวียนไปถึงหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ให้เร่งจัดเตรียมขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างไว้รอล่วงหน้า เริ่มตั้งแต่การทำรายละเอียดของโครงการ จัดประมูลหาผู้รับเหมาโครงการให้เสร็จเรียบร้อย เพื่อให้พร้อมลงนามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 58 เพราะเมื่อถึงตอนนั้นจะสามารถเบิกเงินมาได้ทันทีขีดเส้นตาย 30 ธ.ค. ขณะเดียวกันยังกำชับให้ทุกหน่วยงาน ต้องรายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างให้กรมบัญชีกลางรับทราบภายในวันที่ 30 ธ.ค. 57 จากนั้นจึงรวบรมข้อมูลชงให้ที่ประชุม ครม. รับทราบความคืบหน้า และต้องทำรายงานผลการเบิกจ่ายเป็นแบบรายไตรมาสด้วย เผื่อว่าหากเกิดปัญหาขึ้นมาจะได้รู้ต้นตอ และสามารถแก้ไขให้ถูกทาง รวมทั้งยังเร่งให้ทุกหน่วยงานเบิกจ่ายงบการฝึกอบรม และประชุมสัมมนาให้ได้ไม่น้อยกว่า 50% ของงบที่ได้รับจัดสรรภายในไตรมาสแรก อีกทั้งยังให้หน่วยราชการ ร่วมกับรัฐวิสาหกิจ และผู้ว่าราชการจังหวัด คอยจับตาหน่วยงานในสังกัดให้เร่งเบิกจ่ายอย่างเคร่งครัด แม้ว่า “การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ” จะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการบู๊ทเศรษฐกิจของประเทศ ทดแทนเครื่องยนต์ตัวอื่นที่กำลังอ่อนแอ แต่ความหวังในครั้งนี้กำลังกลายเป็นความท้าทายหลักของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะสามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายนี้ได้มากน้อยเพียงใด.วสวัตติ์ โอดทวี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘บิ๊กตู่’ จี้ติดเร่งเบิกจ่ายงบฯ เครื่องยนต์หลักกระตุ้นศก.