เดือน: กันยายน 2014

  • โรงแรมขาดแคลนแม่บ้านหนัก

    โรงแรมขาดแคลนแม่บ้านหนัก

    นางวีรา พาสพัฒนพาณิชย์ อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี เปิดเผยว่า ต้องการให้ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมโรงแรม หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการผลิตบุคลากรให้มากขึ้น เนื่องจากขณะนี้กำลังขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก ในทุกสาขา โดยเฉพาะ สาขาแม่บ้าน และหัวหน้าแม่บ้าน ที่คนไทยส่วนใหญ่มักคิดว่า เป็นงานระดับล่าง และได้ค่าตอบแทนต่ำ ทำให้หันไปทำอาชีพอื่น ๆ แทน อีกทั้งโรงแรมยังต้องการ ผู้ที่มีทักษะเรื่องการดูแลโรงแรมให้ได้ในระดับสูง จึงทำให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในประเทศไทย สนใจเข้าทำงานในสาขาอาชีพนี้แทนมากขึ้น“ต้องยอมรับว่าปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในอุตสาหกรรมโรงแรมนั้น เป็นมานานแล้วกว่า 10 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นระดับล่าง ๆ ทั้งที่จริงแล้ว ค่าตอบแทนที่ได้รับนั้น ถือว่าสูงมาก เช่น ตำแหน่งหัวหน้าแม่บ้านประจำโรงแรมในระดับ 4-5 ดาว เมื่อ 10 ปีก่อน ได้ค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 200,000 บาท และปัจจุบันแม้จะต่ำลงมาแล้วก็ยังอยู่หลักแสนบาทอยู่ดี จึงต้องการให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับอาชีพนี้ให้มากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยเติบโตทุกปี ทำรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก”นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัย ที่ทำให้คนไทยไม่สนใจอาชีพนี้ เนื่องจากโรงแรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศได้ซื้อตัวคนไทยที่มีความสามารถ ไปทำงานในโรงแรมในต่างประเทศ และจูงใจด้วยการให้ค่าตอบแทนที่สูงมาก รวมถึงได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่า ขณะเดียวกัน ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ในการทำให้ชาวต่างชาติหันมาทำงานในไทย เนื่องจาก ปัจจุบันคนไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยังมีจุดอ่อนเรื่องภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก ต่างจากชาติอื่น ๆ ในอาเซียน อนาคตหากชาติสมาชิกอื่น ๆ มีศักยภาพ มากขึ้น คาดว่าจะมีความสามารถ และส่งออกคนต่างชาติมาทำงานในไทยได้มากขึ้นภายใน 10 ปีนี้แน่นอนอย่างไรก็ดี ปัจจุบันวิทยาลัยดุสิต ได้หันมาให้ความสำคัญกับการฝึกบุคลากรในกลุ่มแม่บ้าน รวมถึงกลุ่มพนักงานสปา หรือ หมอนวด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะหลักสูตรสปา เทอราฟี้ ที่คนไทยังไม่เห็นความสำคัญ และคิดว่าเป็นเพียงการเรียนเป็นหมอนวดเท่านั้น ขณะที่ความจริง เป็นการเรียนรู้เชิงลึก และนำไปต่อยอดเปิดกิจการได้ ซึ่งเชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติให้ความสนใจมาใช้บริการอย่างแน่นอนด้านนายกฤษฎา ตันตระกูล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการโรงแรมทางภาคใต้ ยังต้องการบุคลากรที่มาทำงานในสายงานโรงแรมและการบริการ อีกกว่า 10,000 อัตรา โดยที่ขาดแคลนเป็นอย่างมากได้แก่ พนักงานต้อนรับ (รีเซฟชั่น) แม่บ้าน ที่ต้องใช้ทักษะ และประสบการณ์การทำงานมากเป็นพิเศษ ทำให้กลุ่มนักศึกษาที่จบใหม่ ไม่สนใจที่จะทำงานด้านนี้ ซึ่งปัจจุบันโรงแรมหาทางออกด้วยการ จ้างบริษัทตัวแทน (เอาท์ซอส) นำเข้าบุคลากรเข้ามาทำงานแทน“ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ มองไม่เห็นความสำคัญของสายงานนี้ อีกทั้งด้วยความที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป เด็กอยู่ในยุคที่เต็มไปด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้ความอดทน และ สนใจในงานที่ตนเองทำอยู่นั้นลดลง มาลองทำงานหากคิดว่าเหนื่อย หรือ ไม่ชอบ ก็ถอดใจแล้ว เพราะคิดว่า ไม่มีงานทำ ก็กลับไปอยู่กับที่บ้าน พ่อแม่สามารถเลี้ยงดูได้ เพราะปัจจุบันสังคมครอบครัว ไม่ได้เป็นขนาดใหญ่มีลูกเพียง 1-2 คนเท่านั้น เด็ก ๆ จึงไม่กระตือรือร้นในการหางานเท่าที่ควร”อย่างไรก็ดี สมาคมฯได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วม (เอ็มโอยู) กับคณะกรรมการอาชีวะศึกษา ในการนำนักศึกษาอาชีวะมาฝึกงานในโรงแรม ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริง คาดว่าจะช่วยทำให้เข้าใจระบบการทำงานได้มากขึ้น และปูพื้นฐานให้หันมาให้ความสำคัญกับสายงานวิชาชีพนี้ให้มากขึ้นด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โรงแรมขาดแคลนแม่บ้านหนัก

  • สศค.แจงคงคลังก.ย.ลดลงเล็กน้อย

    สศค.แจงคงคลังก.ย.ลดลงเล็กน้อย

    นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ช่วง 10 เดือน ของปีงบประมาณ 57 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1.68 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 73,858 ล้านบาท หรือ 4.2% เนื่องจากจัดเก็ฐภาษีสรรพสามิตรถยนต์ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะความต้องการซื้อรถยนต์ในประเทศชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ และการส่งมอบรถยนต์ของโครงการรถยนต์คันแรกเกือบครบทั้งหมดแล้ว รวมถึงการนําส่งรายได้จากการประมูลให้ใช้คลื่นความถี่ 3 จี ย่าน 2.1 จิกะเฮิรตซ์ขณะที่ การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีทั้งสิ้น 2.09 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 74,315 ล้านบาท หรือ 3.7% ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 416,491 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 66,033 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 482,524 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 224,164 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 258,360 ล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนก.ค.57 มีทั้งสิ้น 346,692 ล้านบาท ลดลงจากมิ.ย.44,590 ล้านบาท“ระดับเงินคงคลังสิ้นเดือนก.ค.57 มีทั้งสิ้น 346,692 ล้านบาท เชื่อว่าจะรองรับมาตรการเร่งรัด การเบิกจ่ายในช่วงที่เหลือของปี 57 และจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้การจัดเก็บรายได้จะชะลอตัวลง”ทั้งนี้ ฐานะการคลัง ช่วง 10 เดือน ปีงบประมาณ 57 รายจ่ายปีปัจจุบัน 1.90 ล้านล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำ 1.68 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 4.9% และรายจ่ายลงทุน 228,520 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 4% โดยการเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่สำคัญ ช่วง 10 เดือนของงบประมาณปีนี้ ได้แก่ รายจ่ายเงินอุดหนุนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 195,408 ล้านบาท รายจ่ายเงินอุดหนุนของกระทรวงศึกษาธิการ 138,149 ล้านบาท รายจ่ายชำระหนี้ของกระทรวงการคลัง 138,102 ล้านบาท รายจ่ายของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ115,177 ล้านบาท และรายจ่ายของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 82,770 ล้านบาทขณะที่ เดือนก.ค.57 รัฐบาลมีรายได้นําส่งคลัง 129,251 ล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 1,083 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น 200,235 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 29,148 ล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำ 170,070 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 23.4% และรายจ่ายลงทุน 19,351 ล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 6% และการเบิกจ่ายเงินจากงบประมาณปีก่อน 10,814 ล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 14.7อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่สำคัญ เดือน ก.ค.นี้ ได้แก่ รายจ่ายชำระหนี้ของกระทรวงการคลัง 29,239 ล้านบาท รายจ่ายเงินอุดหนุนของกระทรวงศึกษาธิการ 16,728 ล้านบาท และรายจ่ายกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 12,346 ล้านบาท โดยจากรายได้นําส่งคลังและการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลข้างต้น ส่งผลให้ดุลเงินงบประมาณ เดือนก.ค.57 ขาดดุล 70,984 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 9,883 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการถอนออกเงินฝากคลังของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยสุทธิ 7,562 ล้านบาท ทําให้รัฐบาลขาดดุลเงินสด 80,867 ล้านบาท ทั้งนี้ รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 36,277 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินสด หลังกู้ชดเชยการขาดดุลเท่ากับ 44,590 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.แจงคงคลังก.ย.ลดลงเล็กน้อย

  • ทีเอ็มบีเปิดบริการรับเช็คถึงบริษัท

    ทีเอ็มบีเปิดบริการรับเช็คถึงบริษัท

    นายไตรรงค์ บุตรากาศ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้เปิดให้บริการรับเช็คถึงบริษัทฟรี โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม เจาะกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดกลางที่มียอดขายตั้งแต่ 50-500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า 93 อำเภอใน 27 จังหวัด ตามหัวเมืองใหญ่เช่น เชียงใหม่ เชียราย ขอนแก่น อุดรธานีอุบลราชธานี นครราชสีมา ภูเก็ต และสงขลารวมถึงลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งครอบคลุมผู้ประกอบการสัดส่วน 80% ของประเทศโดยที่ผ่านมามีลูกค้าใช้บริการแล้ว 20 ราย คิดเป็นวงเงิน60 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีจะมีลูกค้าเพิ่มเป็น 250-300 ราย วงเงินรวม 400-450 ล้านบาทปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้ากลุ่มนี้ 26,000 รายโดยมีบัญชีเงินฝากและสินเชื่อเคลื่อนไหวอยู่ 7,000 ราย และช่วง7 เดือนที่ผ่านมา(ม.ค.-ก.ค.) ลูกค้าทำธุรกรรมการซื้อขายสินค้า และรับเงินจากการขายสินค้ากว่า 1,545 ราย โดยใช้บัญชีของธนาคารเป็นบัญชีหลักทำให้มีเงินฝากเพิ่มขึ้น 16% และเชื่อว่าการเปิดบริการดังกล่าว จะช่วยขยายฐานลูกค้าเงินฝากของธนาคารเพิ่มขึ้นในอนาคตสำหรับกรณีปัญหาจำนวนเช็คคืนเพราะเงินในบัญชีไม่พอจ่าย หรือเช็คเด้งในช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้น มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นบ้าง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแต่เชื่อว่าหลังจากที่มีรัฐบาลใหม่ ภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ และการลงทุของเอกชนจะสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ คาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณเช็คเด้งลดลง อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ในไตรมาส 2 พบว่า เช็คเด้งมีปริมาณ 200,855 ฉบับคิดเป็นวงเงิน 27,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,254 ฉบับ หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปี56 ที่มีเช็คเด็ง 191,601 ฉบับ วงเงิน 26,000 ล้านบาท ส่วนปริมาณเช็คของธนาคารเพิ่มขึ้น 50%และมูลค่าเช็คเพิ่ม 69% “ปัจจุบันธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อคงค้างของลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดกลาง86,000ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีนี้จะเติบโต 11% ขณะที่ตลาดรวมโตเพียง 3-4% ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 4.8% ซึ่งเริ่มลดลงแล้ว จากก่อนหน้านี้ที่ 6%”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีเอ็มบีเปิดบริการรับเช็คถึงบริษัท