เอไอเอส เดินหน้าขยายสถานีฐานให้บริการ 3จี 20,000 สถานี ภายในสิ้นปีนี้ รุกติดตั้ง สมอลเซลล์ รองรับพื้นที่การใช้งานดาต้าสูง นายกิตติ งามเจตนรมย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานปฏิบัติการภูมิภาค-ภาคกลาง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานีฐานมีจำนวน 19,000 สถานี โดยแบ่งเป็นสถานีฐาน 2จี และ 3จี จำนวน 14,000 สถานี และสถานีฐาน 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ จำนวน 5,000 สถานี และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะขยายสถานีฐานได้กว่า 20,000 สถานี ซึ่งถือว่าครอบคลุมพื้นที่ให้บริการกว่า 95% โดยเอไอเอสได้ขยายสถานีฐานได้เร็วกว่าที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กำหนดไว้ โดยทั้งนี้สถานีฐานจะรองรับการใช้งานลูกค้าเอไอเอสที่ปัจจุบันมี 34 ล้านราย โดยพื้นที่ภาคกลางยกเว้นกรุงเทพฯ มีลูกค้าให้ความสนใจใช้บริการ 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ประมาณ 3.5 ล้านราย จากจำนวนลูกค้าที่มีทั้งหมด 4.5 ล้านราย ซึ่งจากจำนวนลูกค้าดังกล่าว ได้เปิดให้บริการสถานีที่มีสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางเรียบร้อยแล้ว 2,397 สถานี โดยเปิดให้บริการในจังหวัดเพชรบุรี 152 สถานีฐาน, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 200 สถานีฐาน เป็นต้น และยังมีแผนการพัฒนาขยายจำนวนสถานีฐานอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมพื้นที่และตอบสนองความต้องการใช้งานของลูกค้าทั้งสัญญาณเสียงและการรับส่งข้อมูล ในขณะเดียวกันเอไอเอสยังให้ดำเนินการติดตั้งสมอลเซลล์ (Small Cel ) จำนวนกว่า 3,000 จุดทั่วประเทศ เพื่อเข้ามาเสริมการใช้งานดาต้าที่มีแนวโน้มปรับตัวการใช้งานเพิ่มสูงขึ้น โดยจะเน้นติดตั้งในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น อาทิ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ และรองรับความเร็วสูงสุดที่ 42 Mbps นายกิตติ กล่าวว่า สถานีฐานของเอไอเอสยังสร้างความมั่นใจให้ชุมชนว่าการตั้งสถานีฐานจะไม่กระทบต่อสุขภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มีค่าต่ำกว่ามาตรฐานที่ทาง กสทช.กำหนดถึง 1,000 เท่า ซึ่งมั่นใจได้ว่าสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่เป็นอันตรายและปลอดภัยกับประชาชนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงสถานีฐาน ซึ่งจะไม่กระทบต่อสุขภาพแน่นอน.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอไอเอสขยายสถานีฐาน 3จี เสริมสมอลเซลล์รองรับดาต้า
เดือน: กันยายน 2014
-

เอไอเอสขยายสถานีฐาน 3จี เสริมสมอลเซลล์รองรับดาต้า
-

พัฒนาระบบ PHR เชื่อมโยงข้อมูลสาธารณสุข
ซิป้า – เนคเทค – สาธารณสุข ตั้งระบบ PHR นำร่อง จ.นครนายก หวังขยายทั่วประเทศ สร้างฐานข้อมูลกลางเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วย ประชาชนติดตามข้อมูลสุขภาพของตัวเองได้ นายอรรณพ เพ็ชรวิเศษ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันพัฒนาระบบสาธารณสุขข้อมูลส่วนบุคคลยุคใหม่ หรือ PHR โดยนำไอทีเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านสาธารณสุขตามนโยบาย สมาร์ท เฮลล์ ในขณะเดียวกันยังประยุกต์นำเอาไอซีที สร้างการแข่งขันเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสาธารณสุขเพื่อรองรับการเปิดประชมอาเซียน (เออีซี) ใน ปี 2558 ที่ผ่านมาซิป้า มีเป้าหมายผลิตซอฟต์แวร์ในกลุ่มของสุขภาพ แต่พบว่า ซอฟต์แวร์มีมาตรฐานที่แตกต่างกัน มีระบบการทำงานที่หลากหลาย ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากันได้ จึงร่วมมือกับเนคเทคในการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากัน ด้าน ดร.พันศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวว่า สำหรับระบบ PHR เริ่มนำร่องที่ จ.นครนายก โดยจะเป็นศูนย์ข้อมูลที่รับข้อมูลมาจากศูนย์ข้อมูลของสำนักงานสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และประชาชนเป็นผู้ที่ใส่ข้อมูลส่วนตัวทางสุขภาพ อาทิ การตรวจสุขภาพประจำปี ข้อมูลอาหารที่รับประทาน ข้อมูลการออกกำลังกาย รวมถึงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันต่าง ๆ อาทิ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา เป็นต้น ผ่านทางเว็บไซต์ www.phr.noph.go.th หลังจากนั้นจะเปิดโอกาสให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้คิดค้นแอพพลิเคชั่นสำหรับการใช้งานในระบบปฏิบัติการไอโอเอส และแอนดรอยด์ และยังเตรียมขยายผลในการใช้งานให้ครอบคลุมทั้งจังหวัดนครนายกภายในปี 58 ก่อนที่จะขยายไปทั่วประเทศ ระบบดังกล่าว จะช่วยทำให้ประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลในกรณีที่เกิดการเจ็บป่วยฉุกเฉิน แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นต่อการรักษาชีวิต รวมถึงประชาชนสามารถทราบรายละเอียดอาการของโรค ยารักษาโรค ระบบการนัดหมายจากแพทย์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถนำข้อมูล สถิติการรักษาพยาบาลของประชากรคนไทยไปรวบรวมและวิเคราะห์ นำไปสู่การวางนโยบายของประเทศเพื่อรองรับกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุในอนาคตได้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พัฒนาระบบ PHR เชื่อมโยงข้อมูลสาธารณสุข -

‘พิกกิโปะ’ คว้าตั๋วไปซิลิคอน วัลล์เล่ย์ – ฉลาดสุดๆ
มีเรื่องราวก่อเกิดขึ้นมากมายที่ “ซิลิคอน วัลล์เล่ย์ ” สถานที่ที่คนไอที รู้จักกันดี เพราะถือป็นศูนย์กลางทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดและที่ตั้งของบริษัทด้านไอทีชื่อดังมากมาย เป็นสถานที่ที่คนไอทีใฝ่ฝันจะได้เข้าไปทำงาน หรือเยือนสักครั้งในชีวิต ซึ่งโครงการดีแทค แอคเซลเลอเรท 2014 ที่ค้นหาผู้ประกอบการไอทีหน้าใหม่ หรือ “สตาร์ต อัพ” ก็ได้ทีมที่ได้เป็นตัวแทนคว้าสิทธิได้ไปร่วมโครงการแบล็ก บ๊อกซ์ (Black Box) ที่ซิลิคอน วัลล์เล่ย์แล้ว หลังจากสตาร์ตอัพที่ชนะเลิศ 5 ทีมสุดท้าย คือ ทีม เอนนี่แวร์ ทู โก (Anywhereto Go), ทีมพิกกิโปะ (Piggipo), ทีมฟาสท์ทิน โฟล( Fastin Flow) , ทีมไดรฟ์บอท ( Drivebot ) และทีมสตอรี่ล็อก (StoryLog) ได้นำเสนอผลงานในวันเดโม เดย์ 2014 หลังจากเสร็จสิ้นการร่วมเวิร์กช็อปบูธแคมป์ เป็นเวลา 3 เดือน โดยมีนักลงทุนชั้นนำจากทั่วโลกมาเป็นคณะกรรมการตัดสิน อาทิ เจฟฟรีย์ เพนน์ จากโกลเด้นท์ เกตเวนเจอร์, กวงฮัว ซู จาก กรี เวนเจอร์, อเล็กซ์ จาวิซ จาก จังเกิล เวนเจอร์, เอเดรียน แวนเซล ซีอีโอ อาร์เด้นท์ แคปปิตอล, ฮิโร มาชิตะ จาก M&S Partners และ โคชิ ไซโตะ จาก IMJฯลฯ ซึ่งทีมที่ได้เป็นตัวแทนไปร่วมโครงการแบล็ก บ๊อกซ์ ที่ซิลิคอน วัลล์เล่ย์ คือ พิกกิโปะ(Piggipo) ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นจัดการบัตรเครดิตทุกใบในแอพเดียว ขณะที่ทีมเคลมดิ(Claim Di) ที่เป็นแอพพลิเคชั่นในการเคลมประกันรถยนต์ ได้รับรางวัลดิจิตอล วินเนอร์ เป็นตัวแทนสตาร์ตอัพจากทีมดีแทคประเทศไทยไปแข่งขันกับตัวแทนจากเทเลนอร์ทั่วโลกทั้ง 13 ประเทศ ณ ประเทศนอร์เวย์ ผลงานของ “พิกกิโปะ” ได้ออกสู่ตลาดจริงแล้วถือเป็นแอพพลิเคชั่นด้านการเงินที่ได้รับความนิยมขึ้นเป็นอันดับ 1 ในแอพสโตร์ และยังได้รับเงินสนับสนุนจากอุ๊กบี (Ookbee ) ด้วย ขณะที่แอพพลิเคชั่น เคลม ดิ ก็พร้อมจะทำตลาดถึงกลุ่มลูกค้าแล้ว โดยได้รับเงินลงทุนจาก 500 Startups เพื่อขยายตลาดไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียด้วย นายแอนดริว กวาลเซท ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์และนวัตกรรมธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า การเลือกทีม พิกกิโปะ ไปซิลิคอน วัลล์เล่ย์ เนื่องจากมีการนำเสนอผลงานที่ดี มีกลยุทธ์และมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และมีโอกาสจะประสบความสำเร็จได้ ซึ่งแผนงาน ของดีแทค แอคเซลเลอเรท ต่อจากนี้จะมีรูปแบบธุรกิจและเข้าไปเป็นพันธมิตรเพื่อวางกลยุทธ์และให้เงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยทำตลาดเชิงพาณิชย์ โปรโมตให้แอพพลิเคชั่นของทั้ง 5 ทีม เพื่อให้มีการดาวน์โหลดมีและรายได้เข้ามา คาดว่าจะมี 2-3 ทีมที่พร้อมทำตลาดในปลายปีนี้ โดยจะช่วยขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และลูกค้าของเทเลนอร์ที่มีอยู่ใน 13 ประเทศทั่วโลก ด้าน น.ส.สุพิชญา สูรพันธุ์ อายุ 24 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งและพัฒนาแอพพลิเคชั่น พิกกิโปะ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่อยากพัฒนาแอพพลิเคชั่นช่วยจัดการเรื่องการใช้งานบัตรเครดิต เนื่องจากมีญาติที่เคยประสบปัญหามีบัตรเครดิตหลายใบแล้วไม่รู้ว่าใช้รูดไปแล้วเป็นเงินเท่าไร เกิดปัญญาใช้จ่ายบัตรเครดิตเกินตัว สลิปล้นกระเป๋าเพราะต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน หรือ ลืมวันชำระเงิน จนทำให้เกิดมีดอกเบี้ยตามมา จึงคิดที่จะหาเครื่องมือในการช่วยเหลือในเรื่องนี้ จนมาเป็น พิกกิโปะ ที่เป็นแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนรองรับทั้งไอโอเอส และแอนดรอยด์ โดยมีทีมงานร่วมกันพัฒนาทั้งหมด 7 คน สำหรับจุดเด่นของ พิกกิโปะ คือ สามารถเห็นภาพรวมค่าใช้จ่ายของบัตรเครดิตทุกใบในหน้าแรกของแอพพลิเคชั่น โดยยอดค่าใช้จ่ายจะแยกตามรอบบิลของแต่ละบัตร ทำให้ผู้ใช้รู้ยอดใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ และสามารถตั้งยอดค่าใช้จ่ายต่อบัตรได้ โดยเมื่อใช้จ่ายใกล้ถึงยอดจะมีอีโมชั่น พิกกิโปะ รูปหมู ที่จะเปลี่ยนอีโมชั่นไปตามการใช้จ่ายคอยเตือนให้รู้ นอกจากนี้ยังมีระบบผ่อนชำระ เปรียบเสมือนเลขาส่วนตัว ช่วยคำนวณดอกเบี้ยและวางแผนการใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังมีกราฟช่วยวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่ได้ใช้ไป พร้อมทั้งบันทึกทุกค่าใช้จ่าย ป้องกันปัญหาหลงลืมว่าใช้อะไรไปบ้าง และแสดงวันตัดรอบแต่ละใบ ช่วยให้เราเลือกใช้บัตรที่ให้ช่วงระยะเวลาจ่ายนานสุดได้อย่างรวดเร็ว และมีระบบเตือนไม่ให้ลืมวันชำระเงินด้วย ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็ได้มาตรฐานเพราะไม่ต้องใส่ข้อมูลบัครเครดิตใด ๆ และแอพก็มีการเข้าระบบ 128 bit เป็นมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกับธนาคารทั่วโลก ทั้งนี้หลังจากเปิดให้คนได้ดาวน์โหลดแล้วปรากฏว่ามียอดดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 6 หมื่นครั้ง และมีผู้เปิดใช้ประจำมากกว่า 50% ก็มีการเข้าไปพูดคุยกับธนาคารต่าง ๆ ซึ่งก็มีหลายแห่งสนใจ และกำลังอยู่ระหว่างคุยกับนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลกอยู่ด้วยคาดว่าจะมีความชัดเจนเร็ว ๆ นี้ “หลังจากจบปริญญาโท ด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีความคิดว่าไม่อยากทำงานประจำต้องการเข้าสู่วงการสตาร์ตอัพ คิดพัฒนาผลงานและรูปแบบธุรกิจที่ต้องการทำให้สำเร็จ แล้วนำไปประกวดในเวทีต่าง ๆ จนช่วงแรกๆ พ่อแม่ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่หางานทำ แต่ตอนหลังเห็นว่าเราสามารถทำได้ก็เข้าใจ จึงอยากฝากให้คนที่สนใจด้านนี้มีความตั้งใจและพยายามเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จได้” น.ส.สุพิชญา กล่าว อย่างไรก็ตามสำหรับผลงานของอีก 3 ทีมชนะเลิศ ประกอบด้วย ทีมฟาสท์ทิน โฟล ซึ่งเป็นบริการทำวิจัยผู้บริโภคสำหรับนักการตลาดผ่านเว็บและแอพพลิเคชั่น ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานแล้ว และมีกว่า 100 บริษัทที่เข้ามาเป็นลูกค้าขณะที่ผู้เข้ามาตอบแบบสอบถามก็จะได้แต้มเพื่อนำไปแลกของรางวัลต่าง ๆ ส่วน ทีมไดรฟ์ บอท เป็นโมบายแอพที่ช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถ จะคอยเตือนเมื่อรถมีปัญหา หรือถึงเวลาต้องตรวจสภาพรถ จะเปิดตัวในเชิงพาณิชย์เร็ว ๆ นี้ และสุดท้าย คือทีม สตอรี่ล็อก เป็นสังคมออนไลน์ สำหรับใช้แบ่งปันเรื่องราวสุข เศร้า ตลกของทุกคน แชร์ได้ทุกเรื่อง และเรื่องราวเรานี้จะถูกเก็บไว้ไม่ให้ตาย ปัจจุบันมีคนเข้ามาดูแล้วมากกว่า 1 ล้านวิว และมีแฟนเพจติดตามจำนวนมาก ทั้งนี้ดีแทคได้เตรียมงบประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติมทั้ง 5 ทีม รวมถึงสนับสนุนการทำตลาด เพื่อให้ผลงานทั้งหมดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในเร็ว ๆ นี้. จิราวัฒน์ จารุพันธ์ JirawatJ@dailynews.co.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘พิกกิโปะ’ คว้าตั๋วไปซิลิคอน วัลล์เล่ย์ – ฉลาดสุดๆ