เอสไอเอส จับมือสมาร์ทโฟนยอดฮิตในฝรั่งเศส นำ “วีโก” เปิดตลาดในไทย ดันยอดขายมือถือ ประเดิม 7 รุ่น จับกลุ่มลูกค้าล่างถึงกลาง นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดมือถือไทยมีประมาณ 18-19 ล้านเครื่องต่อปี ซึ่งไม่ได้เติบโตมากนัก แต่ที่เห็นได้ชัดเจนคือคนหันมาใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น จากเดิมในปี 2556 มียอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนประมาณ 9 ล้านเครื่อง หรือ 50 % ของตลาดรวมมือถือ แต่ปีนี้บริษัทวิจัยตลาดจีเอฟเค คาดว่ามีเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านเครื่อง หรือกว่า 60% ของตลาดรวม และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15 ล้านเครื่องในปีหน้า นายสมชัย กล่าวว่า จากตลาดสมาร์ทโฟนที่มีขนาดใหญ่และเติบโตสูง เอสไอเอส ซึ่งเป็นผู้นำด้านการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไอทีและคอมพิวเตอร์จึงร่วมมือกับวีโก โมบาย ประเทศฝรั่งเศส นำสมาร์ทโฟน “วีโก”(WIKO) เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่ ซึ่งเอสไอเอสมีบริษัทในเครือคือ บริษัท คูล ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดูแลผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ ทั้งนี้จากการเปิดตัววีโก ซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้าระดับล่างถึงกลาง ทำให้เอสไอเอส ตั้งเป้าหมายครองส่วนแบ่งตลาด 10% ของตลาดรวมสมาร์ทโฟนภายในปลายปี 2558 ด้านนายเดวิด กราเซีย ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ วีโก โมบาย ประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า สมาร์ทโฟนวีโก ใช้เวลาเพียง 2 ปีก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ยอดฮิตอันดับ 2 ของประเทศฝรั่งเศส และกลายเป็นโกลบอลแบรนด์ ที่ขยายตลาดครอบคลุมกว่า 10 ประเทศ ด้วยนวัตกรรม ดีไซน์ ฟังก์ชั่น และ ราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งการทำตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2 รองจากเวียดนาม อย่างไรก็ดี วีโกได้ตั้งเป้าขยายตลาดไปยัง 50 ประเทศ ทั่วโลกภายในปี 2560 และมียอดขายรวม 50 ล้านเครื่อง สำหรับการเปิดตัววีโกครั้งแรกในไทย ได้เปิดพร้อมกัน 7 รุ่น ราคาตั้งแต่ 2,490-7,990 บาท โดยมี 2 รุ่นไฮไลต์ คือ รุ่น HIGNWAY SIGNS หน่วยประมวลผล 1.4 GHz OCTA Core ที่ทำงานพร้อมกันถึง 8 Core และรุ่น WAX4G ซึ่งถือเป็นสมาร์ทโฟนตัวแรกของโลกที่ใช้หน่วยประมวลผล NVIDIA Tegra 4i ที่โดดเด่นในการแสดงผลด้านกราฟิก ทั้งยังรองรับเทคโนโลยี 4G LTE.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘วีโก’ สมาร์ทโฟนหัวนอกบุกตลาดไทย
เดือน: กันยายน 2014
-

‘วีโก’ สมาร์ทโฟนหัวนอกบุกตลาดไทย
-

อนาคต Smart Watch – 1001
ผมเขียนเรื่องนาฬิกาฉลาด (Smart Watch) มาถึงสองตอนแล้ว และได้ซื้อนาฬิกาใหม่มาสองเรือน บริษัทยักษ์ใหญ่ก็ได้เปิดตัว Smart Watch ในปีนี้ เพื่อเตรียมทำตลาดในช่วงปลายปีกันอย่างคึกคัก อุปกรณ์สวมใส่ข้อมือ (เดี๋ยวนี้มีศัพท์ใหม่ เรียก Wearable) กำลังเข้าสู่ตลาดและเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ก็ถือได้ว่าเป็นแค่ระยะเริ่มต้น ลองถูกลองผิด และพัฒนาของใหม่ ๆ เพื่อดูว่า ผู้บริโภคจะซื้อแบบไหนกันแน่ ผมเองเลิกใส่นาฬิกาข้อมือไปหลายปี ยังเอานาฬิกาในกรุของพ่อมาปัดฝุ่นใส่ใหม่ และลองใส่นาฬิกาสมัยใหม่เพื่อเข้าสู่ยุค Wearable นี้กับเขาด้วย ผมพบว่าทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนของนาฬิกาฉลาดแยกเป็นสองแนวทางด้วยกัน กระแสหลักที่พยายามผลักดันกันอยู่ คือ ทำให้เป็นคู่หูกับโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ใช้โทรศัพท์ได้สะดวกขึ้น สามารถเห็นการแจ้งเตือน และข้อความต่าง ๆ บนนาฬิกาข้อมือ โดยไม่ต้องควักโทรศัพท์ออกมา และบวกหน้าที่วัดและกระตุ้นการออกกำลัง เพื่อให้ผู้สวมใส่มีสุขภาพดี อีกกระแสหนึ่ง คือ เป็นกำไลข้อมือฟิตเนส บันทึกข้อมูลการเคลื่อนไหว ถ่ายโอนข้อมูลกับโทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์เป็นระยะ ๆ เพื่อเก็บสถิติ และสร้างการ “รู้ตัว” หรือ “กระตุ้น” ให้ผู้สวมใส่ออกกำลังกายให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจ อันนี้เป็นการพัฒนามาจากเครื่องวัดก้าวเดินที่เคยนิยมเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เพื่อสุขภาพที่ดี เช่น ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น แนะนำว่า ควรเดินให้ได้วันละหมื่นก้าว หรือการออกกำลังกายอย่างง่ายที่สุดที่ชาวจีนทำมาเป็นศตวรรษแล้ว คือ การแกว่งแขน เป็นต้น ก็สามารถวัดระดับกิจกรรมจากอุปกรณ์เหล่านี้ได้ง่าย นาฬิกาฉลาดในกระแสหลักยังไม่ถูกใจผมหลายประการ (แต่เขาก็ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเอาใจผม) ด้วยนิสัยที่ชอบคิดโน่นคิดนี่ ก็อดจะแสดงความเห็นในเชิงผู้ใช้ และในเชิงวิศวกรคนหนึ่งไม่ได้ โดยหวังว่า การช่วยกันคิด ช่วยกันทำ จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวหน้า เยาวชนสนใจสร้างนวัตกรรมจนทำรายได้ เป็นเศรษฐีกันเยอะ ๆ นายทุนก็กล้าที่จะสนับสนุน ผมขอสามอย่างจากนาฬิกาฉลาด 1. สวย สวมใส่แล้วดูเท่หรือแสดงบุคลิก (หรูหรา น่ารัก หรือเอาการเอางาน) 2. ใช้งานได้ดี แบตเตอรี่อยู่ได้นาน และ 3.กันน้ำได้ตามควร ฟังแล้วไม่น่าจะทำยากเลยใช่ไหมครับ ไม่น่าเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในขณะนี้จะทำเรื่องแค่นี้ได้ไม่ดี เรื่องแรก ความสวย เนื่องจากบริษัทที่ทำนาฬิกาฉลาดเกือบทั้งหมดมาจากผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ จึงอาจจะต้องเรียนรู้อีกพักใหญ่ ๆ ว่าจะทำนาฬิกาให้สวยได้อย่างไร เพราะคู่แข่ง คือ นาฬิกาข้อมือในท้องตลาดให้เปรียบเทียบนั้นมีอยู่มากมาย แต่ก็มีข่าวดีอยู่บ้างว่าผู้ผลิตนาฬิกาธรรมดา ก็เริ่มใส่ “ความฉลาด” เข้าไปในผลิตภัณฑ์ของตนเองเช่นกัน ไม่รู้ว่าใครจะเรียนรู้ได้เร็วกว่ากัน เรื่องที่สอง คือ การใช้งาน ขอแยกเป็นสองประเด็น คือ ใช้งานได้ดี และใช้งานง่าย ผมคิดว่า การพยายามเอาความสามารถของโทรศัพท์มือถือมายัดใส่นาฬิกาข้อมือ ไม่ค่อยมีอนาคตเท่าไรในสถานภาพของเทคโนโลยีขณะนี้ การทำเช่นนั้น เท่ากับว่า ต้อง “ย่อส่วน” โทรศัพท์มือถือให้เล็กลงมาจนเป็นนาฬิกาข้อมือสวย ๆ นอกจากจะมีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ไม่เพียงพอใช้งานแล้ว ขนาดจอยังเล็กจิ๋ว มองไม่ถนัดอีกด้วย (กลับไปสู่ยุคโทรศัพท์มือถือจอ 1 นิ้วหรือ 2 นิ้ว) การพยายามทำนาฬิกาฉลาดบนฐานของโทรศัพท์มือถือ เช่น ทุกคนอยากได้แอพเยอะ ๆ ทำงานได้สารพัดอย่าง ไม่ตรงกับลักษณะของนาฬิกาข้อมือเลย แถมซอฟต์แวร์อย่างนั้นกินแบตเตอรี่อย่างมากมายอีกด้วย ดูได้จากโทรศัพท์มือถือปัจจุบัน จอโตขึ้นและแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมาก แต่หลายคนยังต้องพกแบตเตอรี่เสริมเพื่อใช้งานในตอนหลังเลิกงาน ลองมาเปรียบเทียบกับนาฬิกาไม่ฉลาดที่ผมซื้อใหม่มาสองเรือน เรือนแรกแบบวัยรุ่น จอใหญ่ หนา ทั้งตัวทำด้วยพลาสติก ทนการกระแทก กันน้ำ 100 เมตร ผมใส่ว่ายน้ำมาแล้ว ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มีเข็มสั้นและเข็มยาวบอกเวลา จับเวลาได้ มีหน้า ปัดบอกเวลาได้สองประเทศ ตอนกลางคืน มันจะหลับเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ (ไม่ต้องเสียบชาร์จไฟ) ตอนเช้าเมื่อมีแสงมันจะตื่น ใส่เดินรับแสงอาทิตย์อยู่นอกบ้านสัก 8 นาที จะเติมแบตเตอรี่เต็ม ผมซื้อมาไม่ต้องตั้งเวลาใด ๆ ทั้งสิ้น แกะจากกล่อง คาดข้อมือ เดินเข้าห้องบรรยายไปสอน พอหันมาดูอีกที นาฬิกาตื่นแล้ว เข็มชี้เวลาถูกต้อง ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้อง login กรอกรหัสผ่าน หรือซิงค์ข้อมูลกับผู้ให้บริการ (นึกถึง gmail) เรือนที่สอง เป็นนาฬิกาพลาสติกของสวิส กันน้ำได้ 200 เมตร มีเม็ดมะยมตั้งเวลา ผมใช้จับเวลาในการว่ายน้ำ โดยหมุนหน้าปัด กลไก ให้ขีดหลักมาตรงกับเข็มวินาที แล้วเริ่มพุ่งตัวออกจากแท่นสตาร์ต พอแตะขอบสระ รีบเหลือบดูว่า ทำเวลาได้เท่าไร กลไกล้วน ๆ ไม่ต้องอ่านคู่มือในการใช้งานใด ๆ ทั้งสิ้น ทนสุดยอด เผลอลืมอยู่ในเครื่องซักผ้า ซักผ้าจนเสร็จ นาฬิกายังใช้งานได้ปกติ มีบทเรียนมากมายที่นาฬิกาฉลาดในอนาคตจะเรียนรู้จากสองตัวอย่างนี้ได้ ผมเป็นวิศวกรที่ปรึกษา ทำงานออกแบบคอมพิวเตอร์ประหยัดไฟขนาดจิ๋ว ร่วมกับวิศวกรของบริษัทไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของคนไทยล้วน ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีข้อกำหนดให้คอมพิวเตอร์ใช้กระแสไฟฟ้าไม่เกิน 0.00001 (หนึ่งในหมื่น) แอมป์ ขณะทำงาน การทำนาฬิกาฉลาดให้แบตเตอรี่ทนทานใช้งานหลายวันหรือเป็นเดือน ทำได้ครับ แต่ไม่ใช่อยู่บนพื้นฐานซอฟต์แวร์โทรศัพท์มือถือ นาฬิกาข้อมือในปัจจุบันประหยัดพลังงานมาก ใช้แสงอาทิตย์บ้าง ใช้กลไกลูกตุ้ม หมุนลาน หรือชาร์จประจุแบตเตอรี่บ้าง ก็ทำอยู่หลายรุ่นที่ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน และไม่ต้องชาร์จไฟทุกวัน เหมือนโทรศัพท์มือถือ ตลาดนาฬิกาฉลาดยังเปิดอยู่ นวัตกรรมใหม่ ๆ ยังรอให้เยาวชนไทย คิดค้น ไขว่คว้า แสวงหาความสำเร็จ งานไฮเทคไม่ได้ยากเหมือนที่คิด การผสมผสานกันระหว่างศาสตร์กับศิลปะ เป็นเรื่องที่คนไทยทำได้ดี ผมขอเชียร์ครับ ความคิดในบทความนี้เอาไปใช้ได้ฟรี ไม่ติดลิขสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น. ประภาส จงสถิตย์วัฒนา ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อนาคต Smart Watch – 1001 -

ปั้นค้าชายแดน1ล้านล้าน เป้าหมายใหม่พยุงส่งออก
กว่า 4 เดือนแล้ว ที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารงานของ “ทหาร” ที่บรรดาสารพัดโพลต่างการันตีจากผลสำรวจประชาชนว่าทหารสามารถคืนความสุขให้กับปวงชนชาวไทยได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะความพยายามในการผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งหลายฝ่ายต่างยืนยันตัวเลขที่สอดคล้องกันว่าภายในปี 57 นี้ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2% ก่อนปรับตัวดีขึ้นในปี 58 ที่เบื้องต้นในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ประมาณ 3.5-4.5% เป็นอย่างน้อยแน่นอน“การค้าชายแดน” ถือเป็นอีกหนึ่งในเป้าหมายหลักที่รัฐบาลภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ได้หมายมั่นปั้นมือให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่จะเข้ามาช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจ หลังจากที่การส่งออกของไทยยังอยู่ในอาการที่ไม่ดีนัก ที่ประเมินกันว่าการส่งออกไทยในปีนี้คงเติบโตได้ไม่เกิน 3%เป้าหมายของการค้าชายแดนครั้งนี้…อย่างน้อยต้องให้แตะ 1 ล้านล้านบาท แม้ว่าการค้าชายแดน อาจเป็นเพียงแค่เฟืองตัวเล็ก ๆ แต่หากพิจารณาตัวเลขในแต่ละปีแล้วพบว่ามูลค่าการค้าชายแดน มีตัวเลขสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 15-20% โดยในปี 56 มีมูลค่าสูงถึง 9.24 แสนล้านบาท ขณะที่ในเดือน ม.ค.-พ.ค. 57 มีมูลค่าการค้ารวมแล้ว 4.05 แสนล้านบาท ทั้งที่เป็นช่วงที่ไม่ปกติทางการเมือง โดยการค้าชายแดนระหว่างไทยกับมาเลเซียนั้น มีมูลค่ามากเป็นอันดับหนึ่งของการค้าชายแดนทั้งหมด โดยมีมูลค่าการค้ามากถึง 2.15 แสนล้านบาทปรับปรุงด่านชายแดนด้วยเหตุที่มูลค่าสูงและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลได้สั่งการมาตั้งแต่สมัยเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช. ให้ทุกหน่วยงานเร่งปรับปรุงเรื่องของการค้าชายแดนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะด่านศุลกากรที่ถือเป็นหน้าด่านการค้าแรกของไทย ซึ่งปัจจุบันไทยมีด่านชายแดนอยู่ครอบคลุม 25 จังหวัด เป็นด่านถาวร ประมาณ 33 แห่ง ที่เหลือเป็นด่านผ่อนปรน และด่านชั่วคราว ล่าสุดทั้งคสช.และรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณให้กรมศุลกากรเร่งดำเนินการเดินหน้าพัฒนาด่านในระยะแรก 5 ด่านเริ่มตั้งแต่ด่านแม่สอด จังหวัดตาก ด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ด่านคลองใหญ่ จังหวัดตาก ด่านมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร และด่านสะเดากับด่านปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา จากนั้นในระยะต่อไป ค่อยขยับหันมาพัฒนาด่านเพิ่มเติมกันอีก 7 ด่านโดยด่านที่สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขให้เสร็จก่อน คือ ด่านศุลกากรสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นด่านชายแดนไทย- มาเลเซียที่สำคัญที่สุด เพราะมีมูลค่าสินค้าผ่านแดนสูงถึงปีละ 3 แสนล้านบาท และยังมีประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวเดินทางเข้า-ออก ปีละ 4.7 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นถึงสองหลักทุกปีแม้ด่านทั้ง 5 แห่งจะสร้างมูลค่าการค้าขายให้มาก แต่ด้วยสารพัดปัญหาทำให้การค้าการขายนั้นไม่สะดวก โดยเฉพาะความแออัดของสินค้า หรือแม้แต่จำนวนประชาชนที่เดินทางผ่านแดน ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการนำระบบไอทีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ปั้นเขต ศก.พิเศษไม่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาในเรื่องด่านการค้าชายแดนเท่านั้น แต่ทั้งรัฐบาลทั้ง คสช.ต่างให้ความสำคัญกับเรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ด้วยเช่นกัน โดยไฟเขียวให้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 แห่งริมชายแดน คือ ด่านแม่สอด จังหวัดตาก ด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ด่านคลองใหญ่ จังหวัดตาก ด่านมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร และด่านสะเดากับด่านปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีมูลค่าการค้ารวมกันมากถึง 6.56 แสนล้านบาท ตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะเชื่อว่าจะช่วยสนับสนุนการค้าชายแดนให้ได้ปีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาทดันรถไฟทางคู่เชื่อมนอกจากการเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง ที่ล่าสุดได้มีการสั่งการให้เดินหน้าในโครงการรถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง ระยะทางรวม 887 กิโลเมตร วงเงินรวม 1.27 แสนล้านบาทไปแล้ว ทั้งเส้นทางคู่สายชุมทางจิระ-ขอนแก่น, ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร, นครปฐม–หัวหิน, มาบกะเบา–นครราชสีมา, ลพบุรี-ปากน้ำโพ และหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ วางเป้าหมายสร้างเสร็จในปี 63 เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าจากถนนริมชายแดนมายังเส้นทางรถไฟ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้กับผู้ประกอบการได้ขณะเดียวกันยังได้ปรับแผนโครงการรถไฟความเร็วสูง มาสร้างทางคู่ที่ใช้รางขนาดมาตรฐาน ขนาด 1.435 เมตร 2 เส้นทาง คือ เส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะทาง 737 กิโลเมตร วงเงิน 3.92 แสนล้านบาท และเส้นทางเชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี ระยะทาง 655 กิโลเมตร วงเงิน 3.48 แสนล้านบาท เพื่อรองรับระบบรถไฟความเร็วสูงจากจีนที่เชื่อมโยงมายังชายแดนไทยจี้แก้ลักลอบนำเข้าแม้ว่ารัฐบาลได้ลงทุนลงแรงเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง เพื่อผลักดันให้การค้าชายแดนคล่องตัวมากขึ้น แต่ยังมีเรื่องของการแก้ไขปัญหาลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อน สินค้าไม่มีคุณภาพ ที่ยังทะลักทลายเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันดูแลกันอย่างจริงจังและให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไปด้วย เพราะไม่เช่นนั้นการผลักดันให้การค้าชายแดนเติบโตอย่างก้าวกระโดด อาจกลับกลายมาเป็นหอกทิ่มแทงตัวเองก็เป็นไปได้อย่างไรก็ตามนับจากนี้คงต้องจับตาดูว่าการบ้านใหญ่ชิ้นนี้จะเดินทางไปถึงดวงดาวตามที่หัวหน้ารัฐบาลได้พยายามผลักดันหรือไม่!.วสวัตติ์ โอดทวี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปั้นค้าชายแดน1ล้านล้าน เป้าหมายใหม่พยุงส่งออก