เดือน: กันยายน 2014

  • ดีแทคทุ่ม 1 หมื่นล้าน ขยายโครงข่าย 3จี-4จี

    ดีแทคทุ่ม 1 หมื่นล้าน ขยายโครงข่าย 3จี-4จี

    วันนี้ (25 ก.ย.) ที่โรงแรมฎ-ชฏา รีสอร์ท บาย เดอะ ซี จ.ชลบุรี นายซิคเว่ เบรคเก้ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า ดีแทคจะลงทุน10,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 6 เดือนต่อจากนี้เพื่อขยายโครงข่ายเพิ่มอีก 6,500 สถานีฐานจากเดิมมี 1.2 หมื่นสถานีฐาน โดยทั้งหมดจะแล้วเสร็จวันที่ 31 มี.ค.2558 แบ่งเป็นในโครงข่าย 3จี บนคลื่น 850 เมกะเฮิร์ตซ และ 2100 เมกะเฮิร์ตซ จำนวน 3,500 สถานี และ 4จี แอลทีอี บน 2100 เมกะเฮิร์ตซ จำนวน 3,000 สถานีฐาน ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงอีก 30 หัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศโดยตั้งเป้าขยายเฉลี่ย 1,000 สถานีต่อเดือนทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีแนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ลูกค้าใช้งานบนโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพต่อเนื่อง ทั้งการใช้โซเชี่ยลมีเดีย อาทิ เฟซบุค, อินสตราแกรม, ไลน์, ทวิตเตอร์ จากการให้บริการโครงข่าย 4จี และลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างราบรื่นต่อเนื่องทุกที่ทุกเวลาส่วนแผนการขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมมีทั้งในกรุงเทพฯ ,นนทบุรี ,ปทุมธานี ,สมุทรปราการ รวมถึงเมืองสำคัญๆ ติดชายแดน อาทิ ตาก ,สะพานมิตรภาพไทย-ลาว,โรงเกลือ (สระแก้ว) และราชบุรี ส่วนเมืองท่องเที่ยว อาทิ ภูเก็ต ,นครราชสีมา ,เชียงใหม่ ,ระยอง ,หัวหิน ,ชะอำ,เชียงรายสำหรับเมืองใหญ่ ที่กำลังเติบโต อาทิ สงขลา ,สุราษฎร์ธานี ,ชลบุรี ,สมุทรสาคร ,ขอนแก่น ,อุบลราชธานี,เชียงใหม่ ,ฉะเชิงเทรา ,นครปฐม ,พิษณุโลก ,อยุธยา ,นครศรีธรรมราช ,นครสวรรค์ ,ศรีสะเกษ,อุดรธานี ,กำแพงเพชร ,สระบุรี ,ตรัง ,บุรีรัมย์ ,เพชรบูรณ์ ,พิจิตร ,มหาสารคาม ,สุรินทร์ และ ร้อยเอ็ดทั้งนี้ การมารับตำแหน่งรักษาการครั้งนี้ จะสานต่อการทำงานจากนายจอน เอ็ดดี้ อับดุลห์ลา ใน 3 เรื่อง คือ 1.การขยายโครงข่ายของดีแทคให้ครอบคลุมทั่วถึงและมีคุณภาพ 2.การสร้างแบรนด์ดีแทคให้เป็นอินเตอร์เน็ตแบรนด์มากขึ้น และ3.การพัฒนาในส่วนของพนักงานให้มีศักยภาพและเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ยังไม่มีความรู้ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากนัก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดีแทคทุ่ม 1 หมื่นล้าน ขยายโครงข่าย 3จี-4จี

  • แนะรัฐแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514

    แนะรัฐแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514

    นายวิวัฒน์ชัย อัตถากร  คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยระหว่างการสัมมนาเรื่อง”พลังงานปิโตรเลียมในมิติสิทธิมนุษยชน เพื่อคืนความสุขประชาชน” จัดโดยคณะอนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมว่า  แนวทางการแก้ปัญหาในเรื่องพลังงาน ในมุมสิทธิมนุษยชน มองว่า รัฐควรแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514  เนื่องจากพ.รบ. ปิโตรฯ ดังกล่าวมีหลายมาตราปิดกั้นประชาชน  ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน  ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดความขัดแย้งในเรื่องพลังงานทุกวันนี้   “การสัมมนาเรื่องพลังงานที่ผ่านมาๆ  มีการพูดถึงแต่ปลายเหตุ ไม่ค่อยได้พูดถึงต้นเหตุของปัญหาว่าเกิดจากอะไร ในมุมมองของผมในเรื่องต้นตอของมนุษยชน อยากให้มองถึงต้นตอของปัญหาของทุกวันนี้  คือ พ.ร.บ.ปิโตร ฯ  ซึ่งกีดกันการเข้าถึงแหล่งข้อมูลของประชาชน  รวมทั้งต้องการให้ภาครัฐเข้าถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานมากกว่า  70 % หรือถือครอง 100 % เพื่อให้เกิดความมั่งคงและประโยชน์สูงสุดของประเทศ  และต้องการให้หยุดการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 โดยให้ฟังเสียงประชาชนก่อน” สำหรับมาตราที่ต้องแก้ไขมากที่สุด คือ มาตรา 23  ที่ระบุว่า ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ ผู้ใดสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในที่ใดไม่ว่าที่นั้นเป็นของตนเองหรือของบุคคลอื่น ต้องได้รับสัมปทาน การขอสัมปทานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง แบบสัมปทานให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งเป็นจุดอ่อน เพราะการที่รัฐให้สัมปทานกับภาคเอกชน ทำให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิมากที่สุด เพราะใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานของภาครัฐไม่เต็มที่  ต้องการให้ภาครัฐ มองว่า ปิโตรเลียมต้องเป็นของประชาชนถูกต้องที่สุด   นอกจากนี้ยังมีมาตรา 22  เรื่องรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่มากเกินไป ทำให้ถูกยึดโยง คลอบงำโดยนักการเมืองได้สะดวก  , มาตรา 25 – 26  ระยะเวลาสำรวจปิโตรเลียมตามสัมปทานมากเกินไป ทำให้ประชาชนเสียเปรียบ  มาตรา 64 ให้ผู้รับสัมปทานได้รับหลักประกันว่า รัฐจะไม่จำกัดการส่งปิโตรเลียมออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่กรณีตามมาตรา 61 ซึ่งต้องการให้ภาครัฐจำกัดการส่งออกปิโตรเลียม  เพื่อให้ใช้พลังงานในประเทศให้เพียงพอ เพราะทุกวันนี้ทางภาครัฐ จะระบุว่า พลังงานในประเทศไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ     นายวิศรุต ตั้งสุนทรขัณฑ์ วิศวกรปิโตรเลียมชำนาญการพิเศษ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ตัวแทนกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  การสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมของไทย มีขั้นตอนโปร่งใสตรวจสอบได้ รวมทั้งการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมแต่ละแห่ง ก็มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ  ซึ่งการเปิดขุดเจาะสัมปทาน ต้องใช้เวลาในการสำรวจ เพราะการขุดเจาะแต่ละครั้งก็ไม่สามารถระบุได้ว่า จะมีแหล่งพลังงานเท่าไร และที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน จะทำแผนใด ๆ เช่น แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (แผนพีดีพี) และแผนพลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน ก็ได้มีการสำรวจความเห็นของประชาชนแต่ละพื้นที่ก่อนอยู่แล้ว    

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะรัฐแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514

  • ประยุทธ์สั่งทวงแชมป์ส่งออกข้าวคืน

    ประยุทธ์สั่งทวงแชมป์ส่งออกข้าวคืน

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องการบริหารจัดการข้าว เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเชื่อว่า จากนี้ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวอย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันราคาข้าวเกิดปัญหาราคาตกต่ำทั้งโลก ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหา ส่วนความคืบหน้าการตรวจสต็อกข้าวนั้น ล่าสุดอยู่ระหว่างการสรุปข้อมูล ส่วนเรื่องการดำเนินคดีก็ให้เป็นไปตามกระบวนการขณะเดียวกันเรื่องแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจากนี้ จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณปี 58 ตั้งแต่ไตรมาสแรก รวมถึงการเร่งรัดการใช้งบประมาณของปี 57 ที่ยังค้างอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท โดยจะเน้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย การลงทุน การส่งออก สร้างเสริมการจ้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่า หากทำตามแผนดังกล่าวได้ทั้งหมดจะทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น และให้ทุกส่วนราชการรายงานผลการดำเนินงานเป็นประจำทุก 3 เดือน“การกระตุ้นเศรษฐกิจจากนี้ ไม่ใช่เอาเงินมาแจกชาวบ้าน แต่จะมีแผนงานโครงการที่ต้องเร่งทำตั้งแต่ไตรมาสแรก รวมทั้งเร่งรัดงบประมาณที่ค้างอยู่ เช่นงานก่อสร้าง งานซ่อมแซม เพื่อให้เกิดเงินเข้ามาในระบบ และยังย้ำเรื่องของการทุจริต หากเกิดขึ้นจริงก็ต้องลงโทษกัน”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประยุทธ์สั่งทวงแชมป์ส่งออกข้าวคืน