เมืองไทยเริ่มเข้าสู่ยุคของการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติกันแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมอยู่ในขณะนี้คือ การแย่งใช้ก๊าซแอลพีจี ระหว่างภาคประชาชนกับภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ภาคประชาชนนำโดยแกนนำเอ็นจีโอ และนักวิชาการภาคประชาชนกลุ่มหนึ่ง ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรก๊าซแอลพีจีที่ได้จากโรงแยกก๊าซให้ประชาชนได้ใช้ก่อน ถ้ามีเหลือค่อยให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ ถ้าไม่เหลือก็ให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปนำเข้าจากต่างประเทศเอง ไม่ต้องมาเป็นภาระของกองทุนน้ำมันฯ ถ้าทำได้อย่างนี้ก็ไม่ต้องมาขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีกับประชาชน ฟังดูน่าเชื่อถือ ประชาชนก็ชอบ เพราะไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
ส่วนภาคผู้ประกอบการ กระทรวงพลังงาน และนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง ก็บอกว่าก๊าซในอ่าวไทยเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถนำมาแยกออกเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมีเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ ถ้าเอาไปเผาเป็นแอลพีจีให้ประชาชนใช้เป็นเชื้อเพลิงทั้งหมด เป็น การทำลายคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดไปอย่างน่าเสียดาย
อีกประการหนึ่ง การสร้างโรงแยกก๊าซ และโรงงานปิโตรเคมีนั้นเป็นสิ่งที่พัฒนามาด้วยกันและเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาอุตสาห กรรมชายฝั่งตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด เพื่อนำก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยขึ้นมาใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ดังนั้นการไล่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้ไปใช้ก๊าซนำเข้ามาเป็นวัตถุดิบ ย่อมเป็นการทำลายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 680,000 ล้านบาท ในทางอ้อมนั่นเอง เพราะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยที่สร้างขึ้นมาในระยะแรกนั้น เป็นโรงงานประเภท Gas-based ไม่ใช่ Liquid-based ที่มีความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบได้ทั้ง 2 ชนิด คือจะใช้แอลพีจี หรือ แนฟทา เป็นวัตถุดิบก็ได้ (ถ้าแอลพีจีแพงก็เปลี่ยนไปใช้แนฟทาได้ แต่โรงงานประเภท Gas-based ทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าต้องนำเข้าแอลพีจีในราคาแพงมาเป็นวัตถุดิบก็เจ๊งลูกเดียว หรือไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นที่เขามีวัตถุดิบในราคาถูกกว่าได้)
นอกจากนั้นถึงแม้จะไล่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปใช้แอลพีจีนำเข้าได้สำเร็จ ตามทึ่แกนนำภาคประชาชนบางคนต้องการ แอลพีจีที่ประชาชนใช้ก็ยังต้องขึ้นราคาอยู่ดี เพราะราคาที่ขายภาคประชาชนหน้าโรงแยกก๊าซอยู่ทุกวันนี้ (333 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน) เป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนของโรงแยกก๊าซ ซึ่งอยู่ที่ 550 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน แต่ทุกวันนี้ที่โรงแยกก๊าซเขายังอยู่ได้ก็เพราะมีส่วนที่ขายให้อุตสาห กรรมปิโตรเคมีในราคาสูง (590 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน) มาถัวเฉลี่ย ทำให้ยังไม่ถึงกับขาดทุน แต่ก็ไม่คุ้มกับการลงทุน ดังนั้นการขับไสไล่ส่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปใช้ก๊าซนำเข้าจากต่างประเทศ จึงทำให้ไม่มีใครมาถัวเฉลี่ยราคาก๊าซกับภาคประชาชนอีกต่อไป
เห็นได้ว่า ข้อเสนอการแย่งชิงก๊าซแอลพีจีให้ประชาชนใช้ก่อน แล้วไล่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปใช้ก๊าซนำเข้า นอกจากจะเป็นการทำลายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยแล้ว ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาก๊าซขึ้นราคาอย่างที่เขาโฆษณาให้ประชาชนเชื่อแต่อย่างใด ดังนั้นการแบ่งสันปันส่วนทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างคุ้มค่า หรือกลัวว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้ว จะไม่มีจุดขายไปปลุกกระแสสังคมให้คนมากดไลค์!!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การแย่งชิงทรัพยากรปิโตรเลียม – พลังงานรอบทิศ


วันนี้(24 ก.ย. ) นายประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการบริหาร ช่อง 3 และนายฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัทบางกอกเอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ โดยมีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งนายประวิทย์ ยืนกรานว่า ช่อง3 อนาเล็อก พร้อมจะไปออกช่องดิจิตอล แต่ขอให้ กสท แก้ไขกฎหมายก่อน ส่วนการเยียวยาเป็นเรื่องรอง เพราะช่อง 3 อนาล็อก และช่อง ดิจิตอลนั้น เป็นคนละนิติบุคคล นายประวิทย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ช่อง 3 ก็อยู่ในสนามเดียวกันกับช่องอื่นๆ รวมทั้งช่องดิจิทัล ผู้ประกอบการทุกราย เมื่อได้รับใบอนุญาตก็ทำเต็มที่ โครงข่ายก็ขยายตามแผน แต่อุปสรรคใหญ่คือ คูปองที่ยังไม่แจกตั้งเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถ้าจะให้เปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์ควรให้โครงข่ายและคูปองพร้อม เพื่อดึงคนดูมาสู่ระบบใหม่ แต่ทุกวันนี้ ให้ลงสนามแข่ง โดยไม่มีคนดู ไม่มีสนาม มาถึงตอนนี้ทุกคนหมดแรงแล้ว เมื่อถูกถามว่า เมื่อถึงเวลาจอดำ หรือจอดับ เตรียมการไว้อย่างไร นายประวิทย์ และนายฉัตรชัย ตอบว่า เป็นเรื่องน่าเศร้า ช่อง 3 ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ขอร้องว่า อย่าทำเลย เพราะช่อง 3 จะได้รับความเสียหายชัดเจนมาก คนดูกว่า 70 %ที่ดูแลกันมากว่า 40 ปีจะหายไปในพริบตา และต้องเงินคืนค่าโฆษณาให้กับลูกค้าทุกรายหากจอดำ จากผลประกอบการที่ดีจะเปลี่ยนเป็นขาดทุนมหาศาล หากถึงเวลาแล้วจอดำ ก็คงต้องไปพึ่งอำนาจศาลขอความคุ้มครอง ทั้งนี้หลังจบการรายการดังกล่าว น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม(กสทช.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ใช้ชื่อว่า @supinya ว่า กสท. ยืนยันตามคำสั่งทางปกครองที่ออกไปแล้ว นับถอยหลัง 15 วัน เป็นที่สิ้นสุด เว้นศาลสั่งเพิกถอน ซึ่งคดีที่เคเบิล5รายฟ้องมติกสท.ที่ศาลปกครองยังไม่มีการติดต่อเพื่อนัดไต่สวนฉุกเฉิน หมายความว่ามติ กสท.ยังมีผลเช่นเดิม ถ้าผู้รับใบอนุญาตโครงข่ายดาวเทียม เคเบิลทีวีฝ่าฝืน โดนปรับวันละ 20,000 บาท หรืออาจพักใช้ใบอนุญาต ทั้งนี้ แนะนำ บริษัท บีอีซี -มัลติมีเดีย จำกัด( ผู้ประมูลช่องทีวีดิจิตอล 3 ช่อง ) ทำข้อตกลงกับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด(ช่อง 3 อนาล็อก ) ผ่านบริษัท บีอีซี เวิล์ค จำกัด (มหาชน) (บริษัทแม่) แล้วบริษัทบีอีซี -มัลติมีเดีย จำกัด ยื่นเรื่องมา กสท.จะพิจารณาเองว่าให้ออกคู่ขนานได้หรือไม่ ถ้าหากไม่เคยยื่นจดหมายขอออกคู่ขนานเข้ามาที่กสท. กรุณาอย่าอ้างอีกว่าออกคู่ขนานไม่ได้ ผิดกฏหมาย เพราะยังไม่เคยส่งเรื่องให้ กสท.ลงมติ ส่วนการจะออกคู่ขนานได้หรือไม่ได้ กสท.มีอำนาจวินิจฉัย มีมติอย่างไร กสท.รับผิดชอบเองอยู่แล้ว แต่ขอให้ทุกอย่างมีเป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากต้องการความชัดเจนทางกฎหมายอย่าทำเพียงการพูดลอยๆ อย่าผลักภาระให้เป็นของคนอื่น ในเมื่อปัญหาอยู่ที่ตัวผู้รับใบอนุญาตเอง ถ้า กสท.ออกคำสั่งไปบังคับให้เอกชนออกคู่ขนาน จะโดนฟ้องข้อหาละเมิดได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับที่ผ่านมาช่อง 3 ได้ยืนยันว่าไม่สามารถดำเนินการออกคู่ขนานได้ เนื่องจาก ช่อง 3 โดยบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ไม่ได้เข้าร่วมประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอลเนื่องจากติดเงื่อนไขสัญญาสัมปทานเดิม ช่อง 3 จึงไม่มีใบอนุญาตช่องรายการในระบบดิจิตอล และบริษัท บีอีซีมัลติมีเดีย จำกัด ซึ่งประมูลได้ช่องทีวีดิจิตอลมา 3 ช่อง ก็ไม่สามารถจะนำ ช่อง 3 อนาล็อก ไปออกอากาศคู่ขนานได้ เนื่องจากผิดกฎกติกาของ กสทช. เอง ที่กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาต จะต้องดำเนินการด้วยตนเอง 
เมื่อวันที่ 24 ก.ย. นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริหารวิชาการ ม.รังสิต กล่าวเตือนรัฐบาลว่าหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาสินค้าราคาเกษตรตกต่ำโดยเร็ว จะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของ คสช.และปัญหาพลังงานเป็นระเบิดเวลาลูกที่สอง หากไม่ปล่อยลอยตัวราคาพลังงาน ขณะนี้ปัญหาสะสมเหมือนสโนวส์บอล ทั้งข้าวและยางที่ยังไม่มีทิศทาง พร้อมระเบิดได้ตลอดเวลา เพราะสินค้าเกษตรคือตัวจักรสำคัญสุดในการฟื้นเศรษฐกิจจากระดับรากหญ้า จะทำให้เห็นภาพเศรษฐกิจของประเทศชัดเจนว่าฟื้นตัวแท้จริงหรือไม่ และถ้ารัฐบาลไม่ยอมแทรกแซงราคาต่อสักระยะ เกษตรกรจะเดือดร้อนหนักเพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้สินอยู่แล้ว รายงานข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการกำกับติดตามแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ฤดูกาลผลิต57/58 ได้สรุปผลการดำเนินการทุกขั้นตอน โดยเฉพาะการช่วยเหลือลดต้นทุนการผลิต 432 บาทต่อไร่ ในส่วนค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง และค่าเมล็ดพันธ์ุ ซึ่งได้ติดตามประเมินผลโครงการที่มีเป้าหมายช่วยเหลือชาวนา เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต รวมถึงการปล่อยสินเชื่อ ขณะนี้การประเมินผลยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน เพราะฤดูนาปีเริ่มปลูก 1 ก.ค. และจะเก็บเกี่ยวในเดือน ต.ค.นี้ อย่างไรก็ตามขณะนี้กระทรวงมหาดไทย ได้เข้าประกาศราคาค่าเช่านาที่เป็นราคาเหมาะสมให้ทุกพื้นที่แล้ว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ในราคาไร่ละ 800 บาท จากเดิมที่เจ้าของเก็บค่าเช่า 1-2 พันบาทต่อไร่ ทั้งนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ร่วมในการกำหนดเขตปลูกพืชเศรษฐกิจ หรือโซนนิ่ง ที่มีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้วางยุทธศาสตร์ส่งเสริมพืช 4 ชนิด เช่นข้าวโพด อ้อย มันสำหลัง และปาล์ม และตั้งคณะทำงานกำกับดูแลในสินค้าเกษตรแต่ละชนิดเพื่อกำหนดการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นคำสั่งหลักของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้เร่งสร้างความสมดุลให้กับภาคเกษตร โดยใช้แนวทางการทำงานให้เกษตรกรทุกราย เข้าสู่การปรับโครงสร้างการผลิต ซึ่งเป้าหมายแรกคือเกษตรกรชาวนาทั้งหมด ให้ปรับเปลี่ยนอาชีพ ทั้งในพื้นที่นอกเขตและในเขตชลประทาน โดยใช้โซนนิ่งมากำหนดเขตปลูกพืช เช่นในพื้นที่ที่ปลูกข้าวมาต่อเนื่อง แต่หากสภาพดิน ปริมาณน้ำ สภาพอากาศ ไม่เหมาะสม ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่รัฐส่งเสริมแทน ซึ่งจะเป็นพืชมีปริมาณผลผลิตที่ดีกว่าทำนา โดยภายในสิ้นเดือนนี้จะทำแผนยุทธศาสตร์แล้วเสร็จ.