เดือน: กันยายน 2014

  • กนอ.ไฟเขียวตั้ง 2 นิคมอุตสาหกรรม

    กนอ.ไฟเขียวตั้ง 2 นิคมอุตสาหกรรม

    นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการ กนอ.ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ กนอ. ร่วมกับเอกชนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ 2 แห่ง คือ นิคมอุตฯ หนองคาย และนิคมอุตฯ เชียงของ ในรูปแบบเอกชนเป็นผู้ลงทุน พัฒนา และให้บริการระบบสาธารณูปโภค เพื่อรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม และรองรับการค้า การลงทุนแนวชายแดนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพื้นที่ 2 โครงการ มี 3,422 ไร่ คาดว่า ทำให้เกิดการลงทุน 110,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานไม่น้อยกว่า 25,000 คนสำหรับนิคมอุตฯ หนองคาย พื้นที่ 2,960 ไร่ ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ดำเนินงานโดย บริษัท นาคา คลีนเพาเวอร์ จำกัด ทำเลที่ตั้งใกล้ศูนย์กลางคมนาคมหลัก พร้อมทั้งมีโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการประกอบอุตสาหกรรม ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี 34 กิโลเมตร สถานีรถไฟนาทา 13 กิโลเมตร และมีระบบถนนที่สามารถเชื่อมโยงไปยังภูมิภาคอื่นได้อย่างสะดวก คาดว่า จะทำให้เกิดมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 97,000 ล้านบาท การจ้างงานไม่น้อยกว่า 22,000 คน มีอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ อุตฯ แปรรูปผลิตผลทางการเกษตร อุตฯอาหารและเครื่องดื่ม อุตฯประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตฯชิ้นส่วนยานยนต์ อุตฯ โลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนภาคอุตสาหกรรมในหนองคายเพิ่มขึ้น และเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมระดับจังหวัด และรองรับการขยายการลงทุนด้านอุตสาหกรรมจากต่างประเทศส่วนนิคมอุตฯ เชียงของ พื้นที่ 460 ไร่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ดำเนินงานโดย บริษัท เมืองเงิน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จะทำให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ต่อพื้นที่ตามแนวชายแดนจังหวัดเชียงราย และอยู่ใกล้ศูนย์กลางคมนาคมหลักของประเทศ ที่เชื่อมโยงไปยังภูมิภาคอื่นได้สะดวก ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงราย 60 กิโลเมตร ท่าอากาศยานบ่อแก้ว สปป.ลาว 8 กิโลเมตร และสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชียงของ – ห้วยทราย13 กิโลเมตร ซึ่งเป็นนิคมอุต ฯ บริการโลจิสติกส์แห่งแรกของไทยที่กำหนดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ไว้อย่างครบวงจร และคาดว่า การพัฒนานิคมอุตฯ จะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า13,464 ล้านบาท การจ้างงานไม่น้อยกว่า 30,000 คน“บริษัทผู้พัฒนาทั้ง 2 ราย มีประสบการณ์และความสามารถทางด้านธุรกิจในการบริหารและจัดการทั้งด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การบริการจัดการด้านโลจิสติกส์ และมีแนวคิดการพัฒนานิคมอุตฯ เชิงนิเวศมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการ อีกทั้งมีความรู้ และประสบการณ์ ที่คาดว่าจะพัฒนาโครงการได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ นิคมอุตสาหกรรม ทั้ง 2 แห่งจะได้รับการสนับสนุนจาก กนอ. ดังนี้ การสนับสนุนการก่อสร้างศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจรพื้นที่ 500 ตารางเมตร ในวงเงินไม่เกิน 10ล้านบาท ยกเว้นค่ากำกับบริการ 2 ปี โดยให้ชำระบริการในปีที่ 5 เป็นต้นไป พร้อมทั้งสนับสนุนในเรื่องการประชาสัมพันธ์โครงการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศจาก กนอ.”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กนอ.ไฟเขียวตั้ง 2 นิคมอุตสาหกรรม

  • นิด้าแนะรัฐเร่งเบิกจ่ายหนุนเอกชน

    นิด้าแนะรัฐเร่งเบิกจ่ายหนุนเอกชน

    นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ภาครัฐต้องทำหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณค้างท่อปี 57 โดยเฉพาะในส่วนของงบลงทุน และงบประมาณปี 58 ส่วนแรก ซึ่งรวมกันกว่า 400,000 ล้านบาท ส่วนมาตรการภาษีนั้น แม้จะตอบโจทย์เรื่องความเป็นธรรม แต่เป็นมาตรการที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินงานในระยะสั้น รัฐบาลต้องสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน ด้วยการปลดล็อคใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ซึ่งขณะนี้มีโรงงานที่สร้างแล้วเสร็จ รอเปิดกว่า 800 แห่ง ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน ตลอดจนดำเนินการต่อเนื่องไปถึงในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งอาจจัดให้เป็นมาตรการระยะกลาง ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนอกจากนี้ ต้องใช้โอกาสช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยอำนวยความสะดวก สร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว เน้นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากบริษัทประกันไม่คุ้มครองให้นักท่องเที่ยว ที่เข้ามาเที่ยวในประเทศที่มีการประกาศกฎอัยการศึก ดังนั้นหากรัฐบาลเร่งรัดปลดล็อคแก้ไขในส่วนนี้ได้อย่างเร่งด่วน จะช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ที่ก่อเกิดรายได้ให้ประเทศได้มากขึ้น"การที่จะบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจได้นั้น จำเป็นต้องใช้การดำเนินงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวง เพื่อขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันนั้น ซึ่งนับเป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลต้องใส่ใจ และต้องเร่งดำเนินมาตรการที่มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน และปัญหาทางเศรษฐกิจ ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว”ที่สำคัญ ต้องให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางเศรษฐกิจ 3 เรื่องหลัก คือ เศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูง ซึ่งจะก่อเกิดการจ้างงาน ประชาชนมีรายได้ ,กระจายรายได้เท่าเทียม นั่นคือประชาชนทุกคนได้ประโยชน์ และสุดท้าย คือรักษาเสถียรภาพระดับราคาและค่าเงิน ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ที่พึ่งพาภาคต่างประเทศ 72% และพึ่งพาภายในประเทศ 28% โดยต้องให้เกิดความผันผวนของค่าเงินน้อยที่สุด ในระดับที่ผู้ประกอบการรับได้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก และธุรกิจภาคการท่องเที่ยว ส่วนเงินเฟ้อนั้น ควรกำกับให้อยู่ในกรอบทั้งนี้ ตามกรอบเป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้น บางเรื่องสามารถดำเนินการได้ในระยะสั้น บางเรื่องต้องใช้เวลานาน ถึงจะสัมฤทธิ์ผล เช่น ในส่วนของเป้าหมายการกระจายรายได้เท่าเทียมนั้น ต้องใช้เวลานานในการดำเนินการ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุผล อาทิ การแก้ปัญหาในภาคเกษตรกร ควรจะดำเนินมาตรการเพื่อการเพิ่มผลผลิตในภาคการเกษตร เพราะนอกจากจะเป็นการลดต้นทุนแล้ว ยังเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลก่อเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน และยังตอบโจทย์เป้าหมายการกระจายรายได้ไปพร้อมกันด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นิด้าแนะรัฐเร่งเบิกจ่ายหนุนเอกชน

  • ช่อง 3 ยื่นหนังสือกสท.เชิญหารือร่วมกัน

    ช่อง 3 ยื่นหนังสือกสท.เชิญหารือร่วมกัน

    วันนี้(30ก.ย.)  ที่อาคารเอ็กซิมแบงก์เมื่อเวลา 10.00น.  ตัวแทนบริษัทบีอีซี มัลติมีเดีย จำกัดหรือช่อง3 ที่ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอล ได้มา ยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์( กสท. )เชิญเข้าร่วมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาการออกอากาศของช่อง 3 อนาล็อก และช่อง 3ดิจิตอล หลังศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาเมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ถึงพันเอกนทีศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยมีนายพสุศรีหิรัญ  ผอ.สำนักนโยบายและวิชาการกระจายเสียงและโทรทัศน์(กสท.) เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว พ.อ.ดร. นที ศุกลรัตน์ ประธานกสท. เปิดเผยว่า จะรีบดำเนินการนัดประชุมคณะกรรมการให้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ ยืนยันช่อง 3 ยินยอมออกอากาศคู่ขนานในช่อง 33HD  แต่กสท. ต้องมีความชัดเจนว่า การออกนั้นสามารถกระทำได้ด้วยไม่ผิดกฎหมายเช่นกัน  กสท. คาดว่าจะมีทางออกก่อนวันที่ 11 ต.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับมติที่ประชุมกสท.เมื่อวานนี้ (29 ก.ย.) นั้นให้ช่อง 3 ออกคู่ขนานได้ แต่ให้สำนักงานกสทช.ส่งหนังสือไปยังบริษัทบีอีซี – มัลติมีเดีย จำกัดซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอล  ว่า หากจะนำเอาคอนเทนต์ของช่อง3 อนาล็อก ในนามบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด มาออกคู่ขนานในช่อง 33 เอชดีนั้นต้องรับผิดชอบ มีอำนาจควบคุมและสามารถรับผิดรับชอบได้  หากรายการที่นำมาออกอากาศเกิดปัญหา พร้อมทั้งให้นำผังรายการมาให้กสท.พิจารณา

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ช่อง 3 ยื่นหนังสือกสท.เชิญหารือร่วมกัน