นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า วันที่ 22 ต.ค. นี้ กรมฯ จะจัดโครงการ “พบทูตพาณิชย์พิชิตตลาดต่างประเทศ” ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถ.รัชดาภิเษก โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ที่สนใจทำตลาดต่างประเทศ ทั้งการส่งออก การนำเข้า การเข้าไปลงทุน สามารถขอเข้ารับคำปรึกษากับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ในประเทศที่สนใจได้โดยตรง ซึ่งทำให้สามารถวางแผนในการทำธุรกิจได้ดีขึ้น“กรมฯได้ใช้โอกาสที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เรียกประชุมทูตพาณิชย์ ระหว่างวันที่18-20 ต.ค. 57 เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ที่สนใจทำตลาดต่างประเทศ ได้พบปะพูดคุย และขอรับคำปรึกษากับทูตพาณิชย์ได้โดยตรง ซึ่งสามารถขอรับคำปรึกษาได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การส่งออก ในแต่ละประเท ศแนวโน้มตลาดสินค้า และบริการ กฎระเบียบการค้า ลู่ทางในการทำธุรกิจ”สำหรับการจัดโครการในครั้งนี้มีทูตพาณิชย์จาก 51 ศูนย์ทั่วโลก มาให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ แบ่งเป็น 10 กลุ่มตลาด ได้แก่ตลาดอาเซียน เอเชียตะวันออกและโอเซียเนีย จีน (รวมฮ่องกงและไต้หวัน)เอเชียใต้อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา ยุโรป รัสเซียและ ซีไอเอส แอฟริกา และตะวันออกกลางผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมทูตพาณิชย์วันที่ 18 ต.ค. นี้ จะเป็นการระดมสมอง เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ และเป้าหมายการส่งออกของไทยในปี 58 โดยจะประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ และการค้าของโลก ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เพื่อที่จะได้วางแผนในการผลักดันการส่งออกได้อย่างถูกต้องรวมทั้งจะประเมินการส่งออกเป็นรายตลาด ทั้งตลาดหลัก ตลาดที่มีศักยภาพ และตลาดใหม่ เพื่อให้มองเห็นภาพในการส่งออกได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเบื้องต้น รมว.พาณิชย์ ได้กำหนดเป้าหมายการส่งออกในปี 58 ไว้ว่าจะขยายตัวที่ 4%และต้องการที่จะผลักดันให้ขยายตัวมากกว่านี้ส่วนปี 57 ได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.5%แต่มีแนวโน้มที่จะส่งออกไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่เบื้องต้น ประเมินว่า การส่งออกไม่น่าจะขยายตัวติดลบ ตามที่หลาย ๆ สำนักได้คาดการณ์ไว้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “พาณิชย์” จัดงานผู้ส่งออกพบทูตพาณิชย์
เดือน: ตุลาคม 2014
-

“พาณิชย์” จัดงานผู้ส่งออกพบทูตพาณิชย์
-

สั่งห้ามนำเข้าบารากู่ทุกชนิด
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.ได้เห็นชอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าที่ต้องห้าม ในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามพ.ร.บ.การส่งออกไปนอก หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 โดยให้มีผลทันที ขณะเดียวกัน ในส่วนของสินค้าประเภทดังกล่าว ที่มีขายอยู่ในประเทศนั้น ก็ก็จำกัดไว้เพียงเท่านี้ก่อน ส่วนที่เหลือ ต้องห้ามนำเข้าตามกฎหมายใหม่ที่ออกมาสำหรับเหตุผลของการออกประกาศควบคุมสินค้าดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมา กรมควบคุมโรคได้รับการร้องเรียนว่า ปัจจุบันมีการนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าวเข้ามาขายในประเทศไทย รวมถึงขายผ่านอินเทอร์เน็ต และตลาดนัดอย่างแพร่หลาย รวมทั้งสินค้าดัง กล่าวยังมีรูปแบบการใช้แปลกใหม่ ง่ายต่อการเชิญชวนให้เยาวชนทดลองใช้ มีรูปลักษณ์ กลิ่นสีดึงดูดใจ ซึ่งสินค้านี้จากการตรวจพบว่า มีสารพิษหลายชนิด เช่น สารพิษในกลุ่มของสารประกอบอินทรีย์ และกลุ่มโลหะหนักที่เป็นสารอันตรายต่อสุขภาพและต้องใช้ความระมัดระวังในการ ใช้งานเป็นอย่างมาก และปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายใดเข้ามาควบคุมสินค้าดังกล่าวด้วยทั้งนี้ในส่วนของบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนนั้น ตามพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวได้กำหนดว่า จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเงิน 5 เท่าของสินค้าที่ส่งออกหรือนำเข้า หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมทั้งให้ริบสินค้ารวมทั้งสิงที่ใช้บรรจุและพาหนะ ที่ใช้บรรทุกสินค้าด้วยพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในที่ประชุมครม.ด้วยว่า นอกจากการห้ามนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าวจากต่างประเทศแล้ว ยังแสดงความเป็นห่วงถึงการให้บริการขายเหล้าปั่น โดยเฉพาะร้านที่อยู่ใกล้กับสถานศึกษา แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีกฎหมายออกมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้บังคับใช้อย่างเข้มงวด ดังนั้นจึงให้คสช. ซึ่งมีทั้งฝ่ายทหารและตำรวจเข้าไปดูแลเรื่องดังกล่าวต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สั่งห้ามนำเข้าบารากู่ทุกชนิด -

ท่องเที่ยวเฮครม.เว้นภาษีสัมมนา-ท่องเที่ยว
ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบมาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และจัดอบรมสัมมนาในประเทศ โดยกำหนดให้บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ สามารถนำเงินที่จ่ายเป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้แก่ลูกจ้าง หรือรายจ่าย ที่จ่ายให้กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว เพื่อการอบรมสัมมนา มาหักลดหย่อนภาษีได้ 100%นอกจากนี้ ยังกำหนดให้นักท่องเที่ยว นำเงินที่จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือที่จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้ว ไม่เกิน 15,000 บาท มาหักลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน โดยทั้งหมดมีผลบังคับใช้ถึง 31 ธ.ค. 58 นี้ เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูการท่องเที่ยว และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อีกทางหนึ่ง แม้ว่ารัฐต้องสูญเสียรายได้ 1,000 ล้านบาท แต่ช่วยกระตุ้นให้เกิดผลดีต่อธุรกิจนำเที่ยวในประเทศ 3,000 ล้านบาทด้านนางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า มาตรการครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศได้ โดยเฉพาะการวางแผนท่องเที่ยว ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 31ธ.ค.57- 4ม.ค.58 ที่ขณะนี้ เริ่มมีคนไทยวางแผนไปท่องเที่ยวต่างประเทศบ้างแล้ว จากนี้อาจเปลี่ยนแผน แล้วเลือกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศแทน เพราะนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้อย่างไรก็ดี จากนี้ หน่วยงานภาครัฐ ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเกิดการรับรู้ให้มากขึ้น ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จะต้องประชาสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ ในกลุ่มคนไทยที่นิยมท่องเที่ยวเอง และ กับกรุ๊ปทัวร์ ส่วน ด้านการประชุมสัมมนาของราชาการ ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ด้วยนั้น สำนักงานการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) ต้องเร่งออกมาทำการตลาดด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ การประชาสัมพันธ์ในเมืองดีไมซ์ ที่อยู่ตามภูมิภาคหลัก และเป็นหัวเมืองทางการท่องเที่ยว อาทิ ขอนแก่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ฯลฯ เป็นต้นรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สทท. ได้เสนอให้นำค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศมาหักค่าลดหย่อน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้ในวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และสร้างรายได้ ให้เป็นไปตามเป้าหมายของปี 58 คือ มีรายได้ 800,000 ล้านบาท และ มีจำนวนการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทย 148 ล้านคนต่อครั้ง โดยที่ผ่านมามาตรการนี้เคยได้รับการอนุมัติสมัยรัฐบาล นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้ว แต่ได้รับการอนุมัติแค่เพียง 3 เดือน และลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท ซึ่งยังไม่เห็นผลตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจนมากนัก เพราะมีเวลาน้อยเกินไปขณะที่นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า มาตรการภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวนี้ จะทำให้กรมสรรพากรสูญเสียรายได้ภาษีไม่เกิน 2,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมา คือ รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการบริโภคภายในประเทศที่สูงขึ้น จากการเดินทางท่องเที่ยวและอบรมสัมมนา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ท่องเที่ยวเฮครม.เว้นภาษีสัมมนา-ท่องเที่ยว