ทีโอที อ้อน กระทรวงไอซีที เจรจา กสทช.ขอคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะหมดสัญญาสัมปทานกับเอไอเอส ก.ย.58 หวังช่วยพลิกฟื้นรายได้ให้กับองค์กรนายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ขอให้กระทรวงไอซีทีช่วยเจรจากับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ให้ทีโอทีได้สิทธิการถือครองคลื่นความถี่900เมกะเฮิรตซ์ ต่อหลังสิ้นสุดสัมปทานกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในเดือน ก.ย.2558ซึ่งตาม พ.ร.บ. กสทช.2553กำหนดให้ต้องนำคลื่นความถี่ที่หมดสัมปทานแล้วมาเปิดประมูล โดยกสทช. เตรียมแผนประมูลช่วงไตรมาส 1/58พร้อมกับคลื่นความถี่1800เมกะเฮิรตซ์ทั้งนี้ กระทรวงไอซีทีจะให้คณะทำงานร่วมไอซีที-กสทช. ที่ได้ตั้งโดยมีปลัดไอซีทีเป็นประธานทำหน้าที่ศึกษาในเรื่องนี้ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ให้ทีโอทีได้ถือครองคลื่น900เมกะเฮิรตซ์ ต่อไปเพราะถือเป็นอีกทางออกที่เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ทีโอทีพลิกวิกฤติองค์กรจากขาดทุนได้ นอกจากนี้ ทีโอทีจะต้องทำแผนสร้างรายได้อีก3คลื่นความถี่ที่มีอยู่ คือ470 1900และ2300เมกะเฮิรตซ์ ให้ชัดเจน สอดรับกับดิจิตอล อีโคโนมี ของรัฐบาลด้วย
“ทีโอที ต้องทำแผนให้ชัดเพื่อเสนอ กสทช. ว่าจะนำคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ไปให้บริการอย่างไรบ้าง ซึ่งทางออกของการขอใช้คลื่นดังกล่าวที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการเน้นนำคลื่นมาให้บริการสาธารณประโยชน์ เพราะทีโอทีมีคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการ 3 จี ในจำนวน 5,320 สถานีฐานอยู่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถสร้างรายได้ได้ตามแผนที่วางไว้”นายพรชัย กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ทีโอที’หวังขอคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์พลิกฟื้นองค์กร
เดือน: ตุลาคม 2014
-

‘ทีโอที’หวังขอคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์พลิกฟื้นองค์กร
-

หลักคิดทางการเงิน ทุนนิยมอเมริกัน (6) – โลกาภิวัตน์
จากประวัติศาสตร์ด้านนวัตกรรมการลงทุนของสหรัฐอเมริกา และผลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีคำถามที่น่าสนใจว่าทำไมบริษัทและนักลงทุนอเมริกันจึงสนใจแต่นวัตกรรมเพื่อประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายเพื่อทำให้เกิดผลกำไรให้ดูดีในตลาดหลักทรัพย์ และสะสมเงินสดจนเงินเหลือมากทำไมนักลงทุนหรือบริษัทต่าง ๆ ไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อการวิจัยและพัฒนาและสร้างนวัตกรรมชุดใหญ่ เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งด้านนวัตกรรมใหญ่ และเพื่อสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็งตรงนี้เป็นเรื่องหลักคิดหรือหลักความเชื่อทางด้านการเงินที่เป็นอยู่ ทำให้เศรษฐกิจตกอยู่ในสภาวะวิกฤติ ซึ่งเป็นคำกล่าวของ ดร.คริสเตียนเซ่นเรามาดูข้อสมมุติฐานหรือหลักความเชื่อทางเศรษฐศาสตร์ที่อยู่ในปัจุบันซึ่งมีแนวคิดว่าวัตถุดิบนำเข้าเพื่อสร้างผลผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ผู้บริโภคได้ใช้นั้น ส่วนใหญ่ถือว่ามีอยู่อย่างเหลือเฟือและราคาถูก เช่นทราย เป็นต้น ทรายมีอยู่มากมายดาษดื่นแทบไม่มีราคา แต่เวลาผลิตออกมาเป็นซิลิคอนเพื่อทำเป็นไมโครโปรเซสเซอร์ชิพมีราคาแพงลิบลิ่ว เพราะชิพนั้นเป็นต้นกำเนิดของอุปกรณ์อัจฉริยะที่ใช้กันทั่วโลก เพราะฉะนั้นหลักคิดทางการเงินนั้นเห็นว่าวัตถุดิบนำเข้าไม่มีราคา แต่เมื่อนำมาสร้างเป็นรายได้ก้อนเงินแล้ว ก้อนเงินนี้แหละหายากมากกว่าจะได้เป็นเงินสดออกมา เงินก้อนนี้แหละต้องแยกออกมาและมีราคาแพงเพราะฉะนั้นเหล่านักลงทุนและซีอีโอของบริษัททั้งหลายจึงถูกสอนให้คิดว่าจะต้องสร้างรายได้และกำไรจากเงินลงทุนให้ได้มากที่สุด ทุกดอลลาร์ที่ลงไปจะต้องมีรายได้และกำไรจากเงินลงทุนให้ได้มากที่สุด แข่งกันไปโชว์ผลกำไรในตลาดหุ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้าไปซื้อหุ้นถ้าหากมาดูเรื่องนี้ก็คงจริงเพราะหลักเศรษฐศาสตร์ความเชื่อคนอเมริกัน เชื่อว่าเงินลงทุนนี่แหละคือทรัพยากรที่หายาก จะต้องเก็บรักษาไว้และจัดการอย่างใกล้ชิดแต่มาดูเรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ล่าสุดจากการวิเคราะห์ของบริษัทเบนแอนด์คอมพานี ซึ่งได้วิเคราะห์ลักษณะการลงทุนของสหรัฐอเมริกา และได้สรุปว่า สหรัฐอเมริกาได้เริ่มเข้าสู่สภาวะแวดล้อมที่มี “เงินลงทุนอย่างอุดมสมบูรณ์” เบนได้วิเคราะห์ตัวเลขเอาไว้ว่า สินทรัพย์ทางการเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีประมาณ 10 เท่าของมูลค่าผลิตภาพของสินค้าและการบริการทั่วโลก และถ้าหากมีการพัฒนาด้านการเงินในเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ จะทำให้เงินลงทุนทั่วโลกเติบโตขึ้นอีก 50% ในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งก็หมายความว่าสหรัฐอเมริกาปล่อยให้ก้อนเงินทุนจมอยู่ใต้น้ำ โดยไม่ใช้ประโยชน์อะไรนักลงทุนอเมริกันถูกสอนให้เชื่อว่าประสิทธิภาพของเงินทุนนั้นคือคุณงามความดีเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เหมือนความเชื่อในหลักศาสนา และนักลงทุนอเมริกันหลงเชื่อว่า เงินคือพระเจ้า เพราะฉะนั้นนักการเงินจึงมักเริ่มวัดความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น แต่ไม่ใช้เงินกำไรต่อดอลลาร์ เยนหรือหยวน แต่มีอัตราส่วนเป็นเงินคืนกำไรต่อทรัพย์สิน (Return on Net Asset -RONA) เงินคืนกำไรต่อเงินลงทุน (Return on Invested Capital-ROIC) และอัตราคืนกำไร (Internal Rate of Return-IRR) อัตราส่วนเหล่านี้เศษหรือตัวบนที่ถูกหารก็มาจากเงินคืนกำไร ซึ่งก็เป็นอัตราส่วนธรรมดาที่นักลงทุนจะใช้กันในธุรกิจและกิจการ และก็เป็นสูตรคณิตศาสตร์ง่าย ๆ ตัวบนหารด้วยตัวล่างคือ เศษหารส่วน แค่เศษส่วนง่าย ๆ สองสามตัวเหล่านี้นักลงทุนหรือซีอีโอจะต้องคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ คิดแล้วคิดอีกจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาด้านการวัดผลการดำเนินการให้ดีขึ้น ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้ค่าเงินเดือนคืนกำไรต่อสินทรัพย์และเงินคืนกำไรที่มากขึ้นบวกไปยังที่เศษแน่นอน แต่อีกวิธีมักจะเกิดและคนไม่ชอบกันคือ ปรับลดตัวส่วนเพื่อหารแล้วยังคงได้ผลคืนกำไรมากขึ้น เช่น การตัดตอนจ้างให้ข้างนอกทำเพื่อลดค่าใช้จ่าย (Outsourcing) หรือการลดสินทรัพย์ออกจากบัญชีงบดุล ซึ่งก็อาจจะหมายถึงการปรับลดการจ้างคนไปด้วย เพื่อลดต้นทุนการดำเนินการเพื่อให้ได้อัตราการคืนกำไรที่สูงขึ้น ใช้สูตรคณิตศาสตร์เศษส่วนง่าย ๆ เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด และแน่นอน การลงทุนจึงมักจะเป็นโครงการที่ได้กำไรเร็ว ซึ่งจะได้อัตราการคืนกำไร หรือไออาร์อาร์สูงสุดนั่นเองถ้าพิจารณาเรื่องหลักคิดด้านการเงินเพื่อการลงทุนเพื่อเกิดอัตราคืนกำไรเร็วที่สุด เศรษฐกิจจะเกิดแต่ปัญหา.รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล
อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด
boonmark@stamford.edu
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หลักคิดทางการเงิน ทุนนิยมอเมริกัน (6) – โลกาภิวัตน์ -

เจิร์มการ์ด : สุดยอดนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อสังคม – ฉลาดคิด
คว้ารางวัลสุดยอดนวัตกรรมแห่งชาติด้านสังคมประจำปีนี้ กับผลงาน “เจิร์มการ์ด” (GermGuard) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เคลือบด้วยสารสกัดจากเปลือกมังคุดของบริษัท อินโนเวทีฟ ฟิลเทรชั่น เทคโนโลยี (ไอเอฟที) จำกัด“ศ.ดร.พิชญ์ ศุภผล” ผู้บริหารอินโนเวทีฟฯ และนักวิจัยจากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า เป็นการต่อยอดผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการมาสู่การสร้างผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ด้วยฝีมือนักวิจัยไทยเริ่มจากทีมวิจัยได้ทำการศึกษาและสกัดสาร “แซนโทน” (Xanthone) จากเปลือกมังคุด สิ่งที่เหลือทิ้งจากภาคการเกษตรอนุพันธ์ของสารแซนโทน มีประโยชน์ทางการแพทย์มากมาย รวมถึงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคทั้งชนิดแกรมบวกและแกรมลบ รวมถึงเชื้อไวรัสและเชื้อราบางชนิด จึงมีการนำมาต่อยอด พัฒนาวิธีการนำไปประยุกต์ใช้งานกับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีกักเก็บสารในระดับนาโนหรือ encapsulation ก่อนที่นำไปเคลือบบนผลิตภัณฑ์ ทั้งหน้ากากอนามัย แผ่นกรองอากาศ วัสดุปิดแผล และแผ่นปิดสิวจุดเด่นคือสามารถคงฤทธิ์ได้นานถึง 3 ปี ก่อนการใช้งานผู้วิจัยบอกว่า ปัจจุบันมีการนำไปทำเป็นแผ่นปิดแผลสำหรับผู้ป่วยแผลไฟไหม้-น้ำร้อนลวก เบาหวาน และแผลติดเชื้อ ซึ่งแผ่นปิดแผลเหล่านี้ ไม่ใช่ก๊อซที่ทำจากผ้าธรรมดา แต่ต้องป้องกันการติดแผลด้วย ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ถึง 90% และมีราคาแพง คนเป็นเบาหวานหรือผู้ป่วยไฟไหม้-น้ำร้อนลวก ต้องใช้แผ่นปิดแผลจำนวนมาก กว่าแผลจะหาย บางคนต้องเสียค่าวัสดุเหล่านี้ นับล้านบาททีเดียวแผ่นปิดแผลเคลือบสารสกัดจากเปลือกมังคุด จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการใช้งาน โดยมีราคาถูกกว่านำเข้า 3-9 เท่า นอกจากจะมีคุณสมบัติการฆ่าเชื้อโรคลดอาการติดเชื้อแล้ว แผ่นปิดแผลนี้ยังสามารถลดอาการบาดเจ็บ และมีฤทธิ์สมานแผล ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นอีกด้วยโดยผ่านการทดสอบใช้งานจริงในโรงพยาบาลต่าง ๆ มาแล้ว อย่างเช่น ที่แผนกตรวจโรคศัลยกรรม โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า แผ่นก๊อซปิดแผลที่พัฒนานี้ สามารถช่วยทำให้คนไข้ที่เป็นแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้นภายใน 10 วันทั้งนี้คาดว่าจะสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ภายในสิ้นปีนี้ หรือต้นปีหน้าเชื่อ…งานวิจัยแบบนี้ ใช้ได้จริง ๆ !!!.นาตยา คชินทร
nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เจิร์มการ์ด : สุดยอดนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อสังคม – ฉลาดคิด