นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในวัน10 ต.ค. 57 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ จะเป็นประธานประชุมคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งจะมีการพิจารณาทบทวนมาตรการควบคุมการขนย้ายสินค้าเกษตร เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในจังหวัดที่ติดชายแดน ที่ต้องขออนุญาตหากมีการขนย้าย จากเดิมกำหนดมาตรการดังกล่าวขึ้นมาเพื่อป้องกันการลักลอบนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาปลอมปนหรือสวมสิทธิ์ในโครงการรับจำนำข้าว แต่หลังจากที่โครงการรับจำนำข้าวสิ้นสุดลง และไม่มีการใช้มาตรการดังกล่าวในการแทรกแซง จึงมีการทบทวนมาตรการควบคุมการขนย้ายสินค้าเกษตร เพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ “การประชุม กกร. คงมีการพิจารณาสินค้าเกษตรเพียงเรื่องเดียว โดยเรื่องการทบทวนบัญชีสินค้าที่ติดตามดูแลยังไม่มีการเสนอในครั้งนี้ เพราะสถานการณ์สินค้าอยู่ในภาวะปกติ” รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ก่อนหน้านี้ทางสมาคมโรงสีข้าวไทยได้ทำหนังสือถึงกรมการค้าภายใน เพื่อขอให้ทบทวนการขอใบอนุญาตขนย้ายข้าวตามจังหวัดชายแดน โดยต้องการให้ยกเลิกหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อให้การค้าข้าวเป็นไปตามกลไกการค้าปกติ เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้มีโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว หากไม่ยกเลิกจะทำให้การขนย้ายข้าวเป็นไปอย่างไม่สะดวก โดยผู้ค้าต้องมาขอใบขนย้ายจากค้าภายในจังหวัดที่ติดกับแนวชายแดน ถือว่าไม่เป็นไปตามกลไกตลาด สำหรับรายการสินค้าที่อยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุมมีทั้งหมด 43 รายการ โดยสินค้าเกษตรที่อยู่ในบัญชีควบคุม เช่น กระเทียม ข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวโพด มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ไข่ไก่ เนื้อสุกร เป็นต้น โดยกกร.สามารถกำหนดมาตรการทางการกฏหมายในการดูแลสินค้าเกษตร เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาและดูแลราคาสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ได้สั่งการให้คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานข้าวส่งออก ทำการทบทวนการกำหนดมาตรฐานส่งออกข้าวหอมมะลิ โดยเบื้องต้นจะมีการยกเลิกเกณฑ์มาตรฐาน 98% หรือข้าวหอมมะลิเพื่อส่งออกจะมีสิ่งอื่นปนไม่เกิน 2% โดยเกณฑ์ใหม่กำหนดมาตรฐาน 92% 80% และ 70% เพื่อจูงใจการบริโภคเพิ่มและส่งเสริมการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย รวมถึงช่วยระบายข้าวหอมมะลิฤดูกาลใหม่ หลังจากไทยเสียส่วนแบ่งการตลาดข้าวหอมมะลิในหลายประเทศมาก่อนหน้านี้ โดยจะเร่งรัดจัดทำข้อสรุป ก่อนเสนอพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เห็นชอบ ก่อนออกเป็นประกาศกรมฯต่อไป เพื่อให้ทันบังคับใช้ก่อนผลผลิตข้าวหอมมะลินาปี 2557/58 ออกสู่ตลาดไม่เกินเดือน พ.ย. นี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ถกเลิกคุมขนย้ายสินค้าเกษตร
เดือน: ตุลาคม 2014
-

พาณิชย์ถกเลิกคุมขนย้ายสินค้าเกษตร
-

เอกชนฟันธงปีทองอสังหาฯ
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้เติบโตดีขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลังหลังจากการเมืองนิ่ง คาดว่าจะมียอดขายใกล้เคียงกับปีก่อน คือ 310,000-320,000 ล้านบาท และปีหน้า ถือว่ายังเป็นปีทองของอสังหาริมทรัพย์ ที่จะเติบโตดีที่สุดในรอบ 16-20 ปี โดยมีปัจจัยบวกมาจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่คาดว่าจะแล้วเสร็จปีหน้าหลายสาย ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้น และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะทำให้อสังหาริมทรัพย์ไทยมีความต้องการมากขึ้น โดยคาดว่าปริมาณคอนโดมิเนียมเกิดใหม่ปีหน้า จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% ของจำนวนอสังหาริมทรัพย์เกิดใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวล คือการขาดแคลนแรงงานภาคการก่อสร้าง ซึ่งอาจทำให้หลายโครงการต้องชะลอการส่งมอบที่อยู่อาศัยให้ลูกค้า และอาจถึงขั้นแย่งชิงแรงงานภาคการก่อสร้าง นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ภาพรวมภาคอสังหาริทรัพย์ทั้งปีนี้ยังคงติดลบ 10% เนื่องจากครึ่งปีแรกติดลบสูงถึง 21% เพราะเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองเป็นปัจจัยฉุดที่สำคัญ แต่มั่นใจว่า ปี 58 ภาคอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาสดใสมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยภายในประเทศต่าง ๆ เริ่มส่งผลในเชิงบวกต่อความมั่นใจของผู้ประกอบการ และผู้บริโภค รวมทั้งการลงทุนระบบรถไฟฟ้า จะส่งเสริมให้มีความต้องการที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า “แต่ทั้งนี้ ยอมรับว่าสิ่งที่น่ากังวล คือ ทิศทางดอกเบี้ยที่คาดว่าจะปรับขึ้นในปีหน้า เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยเฉพาะในด้านกำลังซื้อ หลังจากขณะนี้ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำจึงส่งผลบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์” ด้านนายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมบ้านจัดสรร กล่าวว่า ช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มเข้าสู่สภาวะที่ดีขึ้น ทำให้คาดว่าไตรมาส 4 นี้ จะการเติบโตต่อเนื่อง จนทำให้ตลาดกลับมาเป็นบวกได้ และคาดว่าทั้งปีนี้ ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์จะติดลบเพียง 5% โดยคาดว่า การจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดมิเนียม จะช่วยกระตุ้นยอดขายช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ และคาดว่าจะทำให้ภาพรวมดีขึ้น ก่อนจะเข้าสู่ภาวะปกติในปี 58 “ปีหน้า คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดอสังหา ริมทรัพย์ จะกลับมาฟื้นได้ดีเหมือนเดิม ตามสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตมากขึ้น ส่วนการเข้าสู่เออีซีนั้น จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุน ยิ่งทำให้ความต้องการในที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนฟันธงปีทองอสังหาฯ -

ค่าโดยสารเตรียมพาเหรดขึ้นสิ้นปี
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ จะเร่งพิจารณาการปรับอัตราขึ้นค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะทั้งระบบ ทั้งแท็กซี่ รถเมล์ร่วม องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) รถสองแถว และค่าเรือโดยสาร ให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ โดยเบื้องต้นราคารถแท็กซี่จะมีการปรับขึ้นราคาแน่นอน 8-11% ส่วนรถเมล์ร่วม ขสมก.และรถสองแถว ได้รับข้อเรียกร้องแล้ว และมอบหมายให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และผู้ช่วยรัฐมนตรีศึกษาหาข้อมูลการขึ้นราคาแล้ว “หลักการพิจารณาค่าโดยสารรถทุกชนิด จะต้องให้แล้วเสร็จให้ได้ภายในปี 57 และเร่งคลี่คลายความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ” สำหรับการกำหนดค่าโดยสารแท็กซี่อัตราใหม่ จะคงค่าโดยสารระยะเริ่มต้นไว้ที่ 35 บาทเท่าเดิม แต่จะมีการปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารตามระยะเดินทางทุกๆ 10 กม. ซึ่งหลังจากนี้นายอาคม รมช.คมนาคม จะเชิญผู้ประกอบการแท็กซี่มาหารือ ทำความเข้าใจกับค่าโดยสารที่ปรับขึ้น รวมถึงรับทราบถึงเงื่อนไขการปรับปรุงคุณภาพบริการให้ดีขึ้น เบื้องต้นจะให้เวลาแท็กซี่ปรับปรุงสภาพรถภายใน 45 วัน หลังจากนั้นจะมอบสติ๊กเกอร์ตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพให้รถแท็กซี่นำไปติดที่ตัวรถ คาดจะเริ่มปรับขึ้นราคาได้ภายในสิ้นเดือนพ.ย. หรือต้นเดือนธ.ค.นี้ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ข้อเรียกร้องขอขึ้นค่าโดยสารรถร่วมบริการ ขสมก.และรถสองแถวนั้นจะต้องมีการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียดก่อน เนื่องจากขณะนี้มีรถโดยสารหลายชนิดทยอยยื่นข้อเรียกร้องขอปรับขึ้นค่าโดยสารมาอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นมอบหมายให้นายอาคมไปจัดลำดับความสำคัญว่า ควรจะต้องมีการพิจารณาอัตราค่าโดยสารของรถชนิดใดก่อนและหลัง นายอาคม รมช.คมนาคม กล่าวว่า ได้จัดทำข้อสรุปเกี่ยวกับอัตราการปรับขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่เสร็จ 8-11% แล้ว และจะเสนอให้รมว.คมนาคม พิจารณาในสัปดาห์นี้ โดยเชื่อว่าการปรับค่าโดยสารจะไม่กระทบผู้ใช้บริการนัก เพราะเป็นการปรับตามระยะทางใกล้และไกล ขณะที่แท็กซี่ก็จะมีรายได้ที่เพียงพอคือไมต่ำกว่าวันละ 300 บาท “หลังจากอนุมัติให้แท็กซี่ขึ้นราคาแล้ว จะจัดทำระบบประเมินคุณภาพแท็กซี่โดยเปิดให้ประชาชนสามารถร้องเรียน ติชมได้ส่วนค่าเช่ารถแท็กซี่ที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากคนขับแท็กซี่นั้น ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นอัตราค่าเช่าที่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องศึกษาให้ละเอียดก่อน แต่เบื้องต้นเจ้าของอู่รถแท็กซี่ จะต้องคำนวณให้เป็นธรรมกับสภาพและอายุรถ หากรถมีสภาพเก่าก็ต้องถูกลง โดยในอนาคตกระทรวงคมนาคมจะต้องมีการออกสติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพให้กับรถแท็กซี่ทุกคันที่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งอาจใช้สติ๊กเกอร์เป็นตัวชี้วัดอัตราค่าเช่าที่เหมาะสม”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค่าโดยสารเตรียมพาเหรดขึ้นสิ้นปี