เดือน: ตุลาคม 2014

  • เพื่อนบ้านขอเพิ่มนำเข้าแอลพีจี

    เพื่อนบ้านขอเพิ่มนำเข้าแอลพีจี

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า สปป.ลาวและเมียนม่าร์ ได้ยื่นหนังสือมายังกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อขอเพิ่มปริมาณการนำเข้าก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ครัวเรือนจากไทยเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ มีมาตรการเข้มงวดในการลักลอบขนถังแอลพีจีข้ามประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณถังแอลพีจีที่จำหน่ายในแต่ละประเทศมีไม่เพียงพอโดยสปป.ลาว ขอนำเข้าแอลพีจี ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากเดิมเดือนละ 15 ตัน เป็นเดือนละ 150 ตัน ขณะที่เมียนม่าร์ ขอนำเข้าเดือนละ 240 ตัน เนื่องจากทั้ง2ประเทศ ไม่สามารผลิตแอลพีจีได้ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด“ที่ผ่านมาชายแดนไทยเข้มงวดกับการลักลอบขนส่งถังก๊าซฯเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่เป็นการขนเข้ามาใช้ในครัวเรือน แม้จะไมใช่การลักลอบ เพื่อนำมาจำหน่ายทางการค้าโดยตรง แต่ก็เป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย เพราะราคาแอลพีจีฝั่งไทยถูกกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะรัฐบาลไทยตรึงราคาไว้ โดยปัจจุบันราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนของไทยราคาก.ก.ละ 22.63 บาท ส่วนลาว47.20 บาท เมียนม่าร์ 42 บาท กัมพูชา 40.79 บาท และเวียดนาม 48.96 บาท”อย่างไรก็ตาม การอนุญาตให้ส่งออกแอลพีจีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ต้องอยู่บนพื้นฐานของปริมาณแอลพีจีในประเทศมีใช้อย่างเพียงพอด้วย ซึ่งขณะนี้ไทยต้องการใช้แอลพีจีเดือนละ 6.13 แสนตัน ผลิตแอลพีจีได้เดือนละ 4.8 แสนตัน ที่เหลือต้องนำเข้าเดือนละ 1.33 แสนตัน ซึ่งการส่งออกแอลพีจี ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นการให้ความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้แอลพีจีประเทศ ซึ่งปริมาณที่ขอนำเข้าแอลพีจีเพิ่มจากไทยก็ไม่มาก และเป็นการซื้อขายในราคาตลาดโลก“ขณะนี้ การให้โควตาส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาวและเมียนม่าร์ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐที่มีมานานแล้ว แต่ไม่ใช่จำนวนที่มาก เพียงแต่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการขอเพิ่มปริมาณนำเข้า ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าอาจมาจากความเข้มงวดของฝั่งไทยในเรื่องการหิ้วถังแอลพีจีข้ามแดนมากขึ้น เพราะแอลพีจีของไทยถูกกว่าประเทศอื่น ๆ จากการที่รัฐชดเชยราคาไว้”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เพื่อนบ้านขอเพิ่มนำเข้าแอลพีจี

  • แขนกลอุตสาหกรรมอัจฉริยะ – ฉลาดทันกาล

    แขนกลอุตสาหกรรมอัจฉริยะ – ฉลาดทันกาล

    จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้งานเพื่อให้สินค้าสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งในเรื่องราคา และคุณภาพ โดยหุ่นยนต์อุตสาหกรรมก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี ที่สามารถช่วยการทำงานให้ได้มาตรฐาน เพียงแค่เปลี่ยนโปรแกรมการใช้งานเท่านั้นวิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี โดยนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้คิดค้นการทำงานของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเลียนแบบร่างกายมนุษย์ เรียกว่า “แขนกลอุตสาหกรรม”ผลงานนี้ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากการแข่งขัน มหกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา ประจำปี 2557การทำงานของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเปรียบเทียบกับแขนของมนุษย์ ซึ่งแขนกลอุตสาหกรรม มีส่วนประกอบอยู่หลายส่วนได้แก่ ฐานของหุ่นยนต์ ท่อนชิ้นส่วนที่เป็นแขนกล ข้อต่อจุดหมุนตามชิ้นส่วนที่ต่อกัน ปลายของแขนกลที่ใช้ทำงาน เช่น มือคีบจับ หัวเชื่อม อุปกรณ์ประกอบชิ้นส่วน ปืนพ่นสี หัวเจาะ ฯลฯ ส่วนคอมพิวเตอร์ที่มาควบคุมแขนกลนั้นจะทำหน้าที่ควบคุมในส่วนที่เป็นมอเตอร์แบบสเต็ปนายอาทร คุ้มฉายา อาจารย์ประจำวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี ในฐานะที่ปรึกษาโครงงาน อธิบายว่า วิธีการสร้างแขนกลดังกล่าวอ่านจากผลงานวิจัย ใช้รูปแบบสมการทางคณิตศาสตร์ มาต่อยอดความรู้ให้กับนักเรียน ซึ่งเด็กจะเขียนโปรแกรมขึ้นเอง เพื่อควบคุมระบบโดยแขนกลอุตสาหกรรมนั้นจะมีโปรแกรม ทำหน้าที่เป็นมอเตอร์ที่แตกต่างจากมอเตอร์โดยทั่วไป คือ มอเตอร์แบบสเต็ป มีความสามารถหมุน และหยุดได้ตามความต้องการ ตามระยะที่ได้ตั้งโปรแกรมไว้ และสามารถทำซ้ำ ๆ กันได้ในการเคลื่อนที่ ส่วนมอเตอร์โดยทั่วไปเมื่อป้อนพลังงานก็จะหมุนตลอด และเวลาหยุดจะหมุนฟรีไปหลายรอบ มอเตอร์แบบสเต็ปจึงทำให้หุ่นยนต์ได้เคลื่อนไหวได้ตามโปรแกรมที่ได้ตั้งไว้นอกจากมอเตอร์แบบสเต็ปแล้ว แขนกลที่มีขนาดใหญ่ที่นำมาใช้ในงานหนักอาจจะใช้มอเตอร์ไฮดรอลิก หรือมอเตอร์ลมนิวแมติกส์ แทนก็ได้ แขนกลจะมีระบบเซ็นเซอร์ไว้คอยตรวจจับการทำงานเพื่อให้หุ่นยนต์นั้นได้มีการเคลื่อนที่ได้อย่างถูกต้อง เกิดความแน่นอนในการเคลื่อนที่ของแขนกลต้องยอมรับว่าผลงานแขนกลอุตสาหกรรมฝีมือนักศึกษาอาชีวะชิ้นนี้เป็นหุ่นยนต์ที่สามารถนำมาใช้งานในวงการอุตสาหกรรมการผลิตช่วยทุ่นแรงงานมนุษย์ได้เป็นอย่างดี และหวังว่าผลงานดี ๆ เหล่านี้จะได้รับการพัฒนาต่อยอดสู่ระดับประเทศต่อไป.อุทิตา รัตนภักดี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แขนกลอุตสาหกรรมอัจฉริยะ – ฉลาดทันกาล

  • ใต้เตรียมตัว!! – รู้หลบ

    ใต้เตรียมตัว!! – รู้หลบ

    ปกติฤดูหนาวจะเริ่มกลางเดือน ต.ค.ซึ่งคาดว่าปีนี้ อุณหภูมิจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย หนาวได้ไม่สะใจ แต่ปรากฏว่า ความกดอากาศสูงหรือลมหนาว รีบเข้าคลุมภาคเหนือแล้วตั้งแต่ต้นสัปดาห์ เมื่อ 5 ต.ค.นี่เองดันร่องมรสุมตัวการฝน ให้เลื่อนไหลลงภาคใต้ไปพยากรณ์ที่เป็นทางการจากกรมอุตุนิยมวิทยา บอกวันที่5–11ต.ค.ความกดอากาศสูง กำลังค่อนข้างแรง ลงมาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนองในระยะแรก และมีลมแรงอุณหภูมิลดลง3–5องศาเซลเซียสร่องมรสุม ลงไปพาดผ่านภาคใต้ ผสมโรงกับหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ตอนกลางภาคใต้จึงมีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่งภาคใต้ฝั่งตะวันออก หรือฝั่งอ่าวไทย มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ60-70ของพื้นที่ ตกหนักบางแห่ง ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมาส่วนฝั่งตะวันตกหรือฝั่งทะเลอันดามัน มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ถึงร้อยละ70-80ของพื้นที่ มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นจะสูงประมาณ2เมตรทางภาคใต้ จึงต้องเฝ้าระวังฝน โดยเฉพาะ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ที่อาจฝนตกหนัก ซึ่งตกสะสมต่อเนื่องเข้าไว้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าเจอฝนหลายวันอย่างไรก็ตาม สภาพฝนที่ตกเป็นช่วง ๆ อาจเกิดผลกระทบ มีน้ำท่วม น้ำหลาก แต่โดยรวม ยังตกน้อยกว่าเฉลี่ย ทำให้มีปริมาณน้ำกักเก็บต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การใช้น้ำ ต่อจากนี้จึงต้องระวังการเพาะปลูกในฤดูแล้ง จะทำได้ยากปัญหานี้ มีความสำคัญระดับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ นำไปพูดในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ไม่แนะนำให้ทำนาปรังในฤดูนี้ เพราะน้ำในเขื่อนมีไม่เกินร้อยละ60โดยจะให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปหาทางช่วยเหลือ เกษตรกรพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาทั้ง1แสนคน ว่าจะให้ทำอะไรแทนการปลูกข้าวรัฐจะหาทางสร้างรายได้ทดแทนตั้งแต่เดือน พ.ย.จนถึง เม.ย.ปีหน้าถึงขั้นผู้นำออกปากขนาดนี้ พี่น้องชาวนาอย่าขืนฝืนทำเพราะเชื่อได้ว่า น้ำจะไม่ไหลมาตอบสนองส่วนเขาจะให้ทำอะไรที่เป็นการสร้างรายได้ ก็เลือกไว้ก่อน
    สำหรับลมหนาวที่เริ่มสะบัดเข้ามา แม้จะทำให้สบายขึ้น แต่ก็ควรระวังปัญหาสุขภาพที่จะเกิดได้ทั้งคนและสัตว์รักษาเนื้อ รักษาตัวกันไว้ถึงหน้าหนาวจะไม่สะใจ แต่ถ้าไม่ระวังก็ป่วยได้.หยาดน้ำฟ้า

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ใต้เตรียมตัว!! – รู้หลบ