เปลี่ยนภาพลักษณ์
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อุตสาหกรรมน้ำส้มของสหรัฐอเมริกาลงทุนจ้างมาร์เวล อินเตอร์เทนเมนส์ ผู้ผลิตการ์ตูนชื่อดังระดับโลก ออกแบบยอดมนุษย์น้ำส้ม หรือกัปตันไซตรัส เน้นรูปร่างกำยำ บึกบึน เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมน้ำส้มที่ถูกมองว่ามีรสหวาน มีน้ำตาลมากไป ในยุคที่ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจเรื่องรูปร่างและอาหารสุขภาพ เพราะกังวลเรื่องความอ้วนมอบแอพให้เอสเอ็มอีไทย
ไมโครซอฟท์ มอบ Lync แอพพลิเคชั่นเพื่อการสื่อสารแบบรวมศูนย์ (Unified Communications–UC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Office 365 โซลูชั่นการทำงานระบบคลาวด์ ให้แก่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เพื่อสนับสนุนให้การประชุมทางไกลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างสำนักงานในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศไทยเป็นไปโดยราบรื่นและรวดเร็ว นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังเสริมศักยภาพด้านการติดต่อสื่อสารและประสานงานของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้เทียบเท่ากับองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยการมอบไลเซนส์ Office 365 ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) อันถือเป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์กับ สสว. ให้ก้าวขึ้นสู่ปีที่สองสินค้าออนไลน์เพื่อการศึกษา
“ล็อกซเล่ย์ เปิดตัวร้านค้าออนไลน์ “EduZone by Loxley” สำหรับนักเรียน นักศึกษาและผู้สนใจสินค้าเกี่ยวกับการศึกษา ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตและขยายตัวต่อเนื่อง ล็อกซเล่ย์ จึงเปิดตัวร้านค้าออนไลน์ “อีดู โซน บาย ล็อกซเล่ย์” (EduZoneby Loxley) บนเว็บไซต์ชอปปิง ลาซาด้า (Lazada) เพื่อจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับการศึกษาทุกรูปแบบในราคาพิเศษที่ถูกกว่าท้องตลาด สินค้าไอที แก๊ดเจ็ต (Gadget) ชุดหนังสือเสริมทักษะ ชุดหนังสืออาเซียน ฯลฯ โดยตั้งเป้าว่า ภายในสิ้นปีนี้ อีดู โซน บาย ล็อกซเล่ย์ จะเป็นศูนย์รวมสินค้าออนไลน์ทางด้านการศึกษาแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เลือกชำระผ่านบัตรเครดิต เก็บเงินปลายทาง หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิสของ เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ สินค้าถึงมือใน 48 ชั่วโมง.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชอปกระจาย วันที่ 8 ตุลาคม 2557


เข้าสู่โค้งสุดท้ายของปี…อาการก็ออกชัดแจ้งต่อสายตากรรมการไปแล้วว่าบรรดาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ต่างยืนหยัดบนสังเวียนจากทั้งฝ่าหมัดฮุกความเชื่อมั่น ศอกซ้ายกำลังซื้อหด เข่าขวาที่ดินราคาพุ่ง อัปเปอร์คัตแรงงานขาด สะบักสะบอมโห่การเมือง ไร้กองเชียร์มาตั้งแต่ต้นปี ได้มากน้อยเพียงใด?ยกแรก…เรียกได้ว่าแทบโดนหมัดน็อกปลิดวิญญาณ จากความวุ่นวายทางการเมืองที่ลากยาวมาตั้งแต่ปลายปีก่อน จนเกือบกลางปีนี้ ที่ทำให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องใส่เกียร์ว่าง ชะลอการเปิดตัวโครงการ พร้อมวิธี “เวต แอนด์ ซี” รอดูสถานการณ์ว่าจะคลี่คลายอย่างไรมีเพียง “รายใหญ่” ที่ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อเนื่อง จากสายป่านทางการเงินที่แข็งแรง ส่วน “รายกลาง” ต่างวิ่งสู้ฟัดขอเจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้ออกไปก่อน ในช่วงที่ไม่มีโครงการใหม่เปิดขาย ด้าน “รายเล็ก” ไม่ต้องพูดถึง ถ้าไม่ทำโครงการเล็ก ๆ แต่พอตัว ก็ต้องหยุดกิจการไปชั่วคราว จึงทำให้ยังประคองตัวเองอยู่บนสังเวียนต่อไปได้เริ่มกระเตื้องหลังมี คสช.โชคเริ่มช่วยบ้าง เมื่อเข้าสู่ยก 2 เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารบ้านเมือง ที่ทำให้ความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา กำลังซื้อเริ่มตื่นตัว ยอดขายโครงการเริ่มเดินได้ ต่างใจชื้น รีบเดินหน้าลุย ด้วยการผุดสารพัดโครงการเรียกยอดขายต่อเนื่องกันมา…จนถึงยก 3 ถือว่ายังแรงดีไม่มีตกกันทั่วหน้าจนกระทั่งมีรัฐบาลใหม่ มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องออกมา ยิ่งกว่าเป็นน้ำทิพย์ชโลมเหล่าผู้ประกอบการ ให้ลุกขึ้นเดินหน้าลุยแบบถวายหัว หวังน็อกคู่ต่อสู้ให้ได้ในยกสุดท้ายปลายปีนี้ดัชนีเชื่อมั่นพุ่งอีก 6 เดือนสะท้อนได้จากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอสังหาริม ทรัพย์ ที่ “สัมมา คีตสิน” ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุไว้ชัดเจนว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ไตรมาส 3 นั้น แม้จะลดลงเล็กน้อย โดยอยู่ที่ 54.5 เทียบกับไตรมาสที่ 2 ซึ่งดัชนีมีค่าเท่ากับ 56.0 แต่หากดูถึงความคาดหวังและความเชื่อมั่นในอนาคต พบว่า ดัชนีความคาดหวังอีก 6 เดือนข้างหน้า และมองยาวไปถึงเดือน มี.ค. 58 มีค่าเท่ากับ 69.0 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว ซึ่งมีค่าเท่ากับ 67.3ฟันธงยอดขายหด20%ไม่เพียงเท่านี้! สถาบันจัดอันดับชื่อดังอย่าง “ทริส เรทติ้ง” ได้ฟันธงสำทับอีกว่า ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลังนี้แน่นอน จากการที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น หลังความกังวลปัญหาการเมืองลดลง และเริ่มมีการลงทุนของภาครัฐ ในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทำให้คาดว่าน่าจะมียอดขายทั้งปีลดลงเพียง 20% เท่านั้นครึ่งปีแรกยอดขายลดฮวบฮาบมาก จากยอดขายคอนโดมิเนียมที่ลดลง 47% เพราะผู้ซื้อ คือ ผู้ที่ต้องการที่อยู่ เพื่อลงทุน และเพื่อเก็งกำไร ซึ่งผู้ซื้อ 2 กลุ่มหลัง ค่อนข้างอ่อนไหว ทำให้ครึ่งปีแรก มีคอนโดฯ เปิดใหม่ลดลงกว่า 35% แต่บ้านแนวราบ ซึ่งเป็นความต้องการแท้จริง เพิ่มขึ้น 5%ส่วนมุมมองของตัวจริงเสียจริง “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต”นายกสมาคมอาคารชุดไทย ระบุภาพรวมตลาดอสังหาฯ ครึ่งปีแรก มีมูลค่า 1.36 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 21 % โดยทาวน์เฮาส์ มีมูลค่าการขาย 27,800 ล้านบาท ลดลง 4% บ้านเดี่ยว 41,700 ล้านบาท ลดลง 1% และคอนโดฯ 58,800 ล้านบาท ลดลง 37% แต่หลังจากการเมืองคลี่คลาย ความเชื่อมั่นก็กลับมา คาดว่าครึ่งปีหลังนี้ จะมีมูลค่าการขาย 1.6-1.7แสนล้านบาท ทำให้ทั้งปีมีมูลค่ารวม 3.1 แสนล้านบาท ลดลงไม่เกิน 10%เริ่มเปิดตัวโครงการเดิมเหตุผลใหญ่ มาจากการเปิดตัวโครงการใหม่ ที่เริ่มเปิดตัวกันมาก โดยเฉพาะเดือน ส.ค.-ก.ย. 57 ที่ 7 ยักษ์ใหญ่ เปิดตัวคอนโดฯ ใหม่ รวมมูลค่า 70,000 ล้านบาท มากกว่าช่วงครึ่งปีแรก ที่มี 54,000 ล้านบาท และเชื่อว่าความต้องการขาย ยังไม่มากเกินไป เพราะโครงการใหม่ที่เปิด ล้วนเตรียมไว้นานแล้ว เพียงเปิดตัวไม่ได้ช่วงครึ่งปีแรกจากปัจจัยทางการเมืองแต่ยอมรับว่า การพัฒนาคอนโดฯ ใหม่ปีหน้า ทำได้ยากขึ้น เพราะราคาที่ดินสูงขึ้น เช่นเดียวกับต้นทุนค่าก่อสร้าง ที่ขึ้นเร็วกว่ากำลังซื้อผู้บริโภคจะตามทัน ขณะที่ผู้ประกอบการต้องซื้อที่ดินใหม่ ที่ราคาสูงมาก ทำให้ต้องพัฒนาโครงการที่หรูและแพงขึ้นกว่าเดิมอย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดต่างจังหวัดนั้น ยอมรับว่ายังไม่ฟื้นตัวมากนัก โดยเฉพาะคอนโดฯ เนื่องจากมีการเปิดตัวโครงการจำนวนมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ ที่สินค้าใหม่เติบโต 400-500% และยังพบว่ามีลูกค้าไม่รับโอนค่อนข้างมาก จึงต้องนำกลับมาขายใหม่ คาดว่าต้องใช้เวลาในการขายสินค้าอีก 2-3 ปี จึงจะหมด ส่วนแนวราบยังขยายตัวได้เรื่อย ๆ แต่ไม่หวือหวาอานิสงส์เออีซีแข่งขันสูงขณะที่ “อธิป พีชานนท์” นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า การเร่งรัดขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 สาย เช่น สายสีเขียว สายสีชมพู สีเขียวเข้ม จะกระตุ้นความต้องการที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่รถไฟรางคู่ ก็จะทำให้หัวเมืองขยายตัวได้ดีขึ้น ที่สำคัญ เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะยิ่งกระตุ้นโอกาสการค้า และการลงทุนระหว่างภูมิภาคให้ขยายตัวมากขึ้น ทำให้ความต้องการที่อยู่เติบโต ส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาฯ ที่ขณะนี้ราคายังถูกกว่าสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่คาดว่าหลังจากเปิดเออีซีแล้ว การแข่งขันจะร้อนแรง ราคาปรับขึ้นไปเท่ากับประเทศอื่น ส่วนอุปสรรคที่น่ากังวล คือ แรงงานจะกลับมาขาดแคลนอีกหรือไม่ จากโครงการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ-เอกชนคอนโดฯยังบูมด้าน “พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์” นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ยืนยันว่า โค้งสุดท้ายของปีนี้ อุณหภูมิของตลาดคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ จะกลับมาร้อนแรงอีกครั้งและร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า แต่ในส่วนตลาดต่างจังหวัด ที่เป็นหัวเมืองหลัก ๆ นั้น บ้านแนวราบยังไปได้ ส่วนคอนโดฯ อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอีกสักระยะปีหน้า ต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของธุรกิจอสังหาฯ และสุดท้ายความกังวลเรื่องการจัดเก็บภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งภาษีมรดกนั้น ที่ทุกฝ่ายยังรอดูรายละเอียดที่ชัดเจนสุดท้าย…แล้วภาคอสังหาฯในโค้งสุดท้ายนี้ จะฟื้นได้จริงหรือไม่ คงต้องรอดูผลลัพธ์ของการจัดงานช้าง อย่าง “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 31” ระหว่างวันที่ 9-12 ต.ค.นี้ ที่บรรดาผู้ประกอบการขนกว่า 600 โครงการ มาจัดโปรโมชั่นพิเศษ หากทำยอดขายทะลุ 4,000 ล้านบาท ก็เป็นอันแน่นอนว่า คุณได้ไปต่อในสังเวียนหน้า!!ณัฐธินี มณีวรรณ 
นางสุรีย์ ยอดประจง นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาหัวมันสดของไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เฉลี่ยกก.ละ 2.30 บาท และแนวโน้มราคามีทิศทางจะสูงขึ้น เพราะปริมาณการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ทั้งโรงแป้ง และลานมัน เเข่งขันกันรับซื้อหัวมันจากชาวไร่ จนราคาหัวมันอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ในช่วง ม.ค. -มี.ค. ผลผลิตจะออกสู่ตลาดสูงมาก ราคามีโอกาสผันผวนได้“หากประเมินจากสถิติราคาปีที่ผ่านมาจะพบว่า ราคาเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า กก.ละ 2.30 บาท ประกอบกับปีนี้ไม่มีสต็อกมันสำปะหลังของรัฐบาลแล้ว ทำให้แนวโน้มราคาไม่น่าจะตกต่ำมากจนน่าเป็นห่วง”นางสุรีย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ เอกชนต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนแผนการดึงสินค้า(ซับพลาย) ออกจากตลา ดในช่วงที่ผลผลิตออกมาจำนวนมาก เพื่อให้ราคามีเสถียรภาพ โดยต้องสนับสนุนทั้งระบบ ตั้งแต่การงดการคิดดอกเบี้ยกับเกษตรกร ให้วงเงินและอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลานมัน และโรงแป้ง ซึ่งต่างมีศักยภาพในการดึงซับพลายออกจากตลาดได้สูงสำหรับตลาดส่งออกที่สำคัญ ปัจจุบันยังอยู่ที่ประเทศจีน สัดส่วนมากกว่า 90% แต่เพื่อสร้างโอกาสและทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมมันของทั้งอาเซียนและของโลก ก็ควรเร่งทำตลาดเพิ่มไม่ว่าจะเป็นที่อินเดีย เกาหลีใต้และไต้หวันนายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูกาลผลิตปี 57/58 กล่าวว่า ปีนี้ไทยจะมีผลผลิตมันสำปะหลังรวม 31.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3% จากพื้นที่ปลูกรวม 8.8 ล้านไร่ หรือมีผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 3.5 ตันส่วนผลิตภัณฑ์มันเส้นและมันอัดเม็ด ปริมาณส่งออกรวม 15.75 ล้านตัน ใช้ในระเทศ 1.13 ล้านตัน รวม 16.88 ล้านตัน ตลาดสำคัญคือ จีน คาดจะส่งออก 7.7 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนแป้งมัน ส่งออก 14.5 ล้านตัน ใช้ในประเทศ 5.95 ล้านตัน รวม 20.5 ล้านตัน ตลาดส่งออกสำคัญ คือจีน ปริมาณ 1.57 ล้านตันสำหรับการผลิตในอาเซียน โดยรวมอยู่ที่ 72.3 ล้านตัน โดยผู้ผลิตสำคัญอยู่ที่ ไทย รองลงมา เวียดนาม 9.7 ล้านตัน กัมพูชา 8.7 ล้านตัน ลาว 0.8 ล้านตัน เฉพาะ 4 ประเทศมีการผลิตรวม 36.3 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการตลาดโลกรวม 39.9 ล้านตัน ซึ่งจะเห็นว่าปริมาณความต้องการสูงกว่าปริมาณการผลิต ดังนั้นเป็นโอกาสที่ไทยจะบริหารจัดการ เพื่อดูแลเสถียรภาพของราคามันสำปะหลังและรายได้ของเกษตรกรด้านนายสุชาติ สินรัตน์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า สินค้ามันสำปะหลังของไทย ยังมีปัญหาเรื่องของต้นทุนการผลิตสูง จากปัจจัยราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และแรงงาน ผลผลิตกระจุกตัวช่วง ธ.ค.-มี.ค. ทุกปี ทำให้ราคามันสำปะหลังไม่มีเสถียรภาพเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กำหนดยุทธศาสตร์ทำสินค้าเกษตร 4 รายการสำคัญ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย ปาล์มน้ำมันและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นมาตรการระยะยาว แต่ระยะสั้นได้ตั้งคณะกรรมการนโบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง