วันนี้(6ต.ค.)ที่บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน)นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)กล่าวภายหลังเข้ารับฟังแผนการดำเนินธุรกิจของ ทีโอที ว่า ทีโอทีจะต้องแยกบัญชีให้ชัดเจน โดยแยกบัญชีกลุ่มธุรกิจก็จะต้องแยกออกเป็นธุรกิจ และบัญชีบริการสาธารณะก็ต้องแยกเป็นบัญชีสาธารณะ โดยต้องมีทีมที่ปรึกษามาดูแลเพื่อให้โครงสร้างธุรกิจสอดรับกับดิจิตอล อีโคโนมีนอกจากนี้ ในส่วนของการลงทุนที่ซ้ำซ้อนกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) จะต้องเจรจาทั้ง6กลุ่มธุรกิจให้ชัดเจนโดยเร็ว ซึ่งตนได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันไปแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มของไฟเบอร์ออฟติก ที่ควรนำมาบริหารจัดการร่วมกันอย่างไรก็ตาม บอร์ด ทีโอที ได้เสนอทางออกในการดำเนินธุรกิจเพื่อความอยู่รอด โดยเสนอขอคลื่นความถี่ย่าน900เมกะเฮิร์ตซ ที่จะหมดสัญญาสัมปทานกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)ในเดือน ก.ย. 58นี้ โดยจะต้องเจรจากับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)เพื่อทีโอทีจะขอบริหารจัดการคลื่นความถี่ดังกล่าวเพื่อบริการสาธารณประโยชน์ อีกทั้ง ยังมีคลื่นความถี่อื่นๆ ที่ทีโอที บริหารจัดการอยู่ อย่างคลื่น1900เมกะเฮิร์ตซ เพื่อให้บริการ3จี จะต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบและเกิดรายได้ เพราะมีการลงทุนที่สูงแต่ยังมีรายได้น้อยอยู่"หลังจากฟังแผนดำเนินธุรกิจของทีโอที ก็ทำให้ลดความกังวลลงบ้างจากก่อนหน้านี้ที่มีความเป็นห่วงสูงกว่าหน่วยงานในสังกัดอื่นๆโดยทีโอที จะต้องเจรจาทั้ง กสท เพื่อการดำเนินธุรกิจที่ไม่ซ้ำซ้อน และทีมกระทรวงไอซีทีจะมีปลัดไอซีที เป็นคณะทำงานร่วมหาทางออกกับ กสทช.คอยประสานงานในเรื่องของคลื่นความถี่และกฎหมายต่างๆ ซึ่งหากทั้ง ทีโอที และ กสท หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ให้ส่งเรื่องมายังกระทรวงไอซีที และกระทรวงไอซีทีจะส่งเรื่องไปให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)เป็นผู้ตัดสินใจ"นายพรชัย กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รมว.ไอซีที สั่งทีโอที แยกบัญชีธุรกิจกับสาธารณะ
เดือน: ตุลาคม 2014
-

รมว.ไอซีที สั่งทีโอที แยกบัญชีธุรกิจกับสาธารณะ
-

รพ.ศิริราชยื่นจดสิทธิบัตรวัคซีนต้านอีโบลาแล้ว
นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯได้มีการติดต่อประสานงานกับคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช เพื่อยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรวัคซีนต้านเชื้ออีโบลาแล้ว และได้มีการยื่นคำขอเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 57 ในนามของมหาวิทยาลัยมหิดลโดยคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช เป็นคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัย ซึ่งกรมฯ จะดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยมหิดล มีความประสงค์ที่จะยื่นขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศด้วยโดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อยื่นคำขอผ่านระบบพีซีที หรือผู้ยื่นจดสิทธิบัตรสามารถขอรับความคุ้มครองในประเทศต่างๆโดยยื่นผ่านหน่วยรับคำขอระหว่างประเทศได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา “ที่ผ่านมาคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลศิริราชได้ค้นคว้าวิจัยเชื้ออีโบลาซึ่งกำลังแพร่ระบาดในทวีปแอฟริกา ที่ทำให้มีผู้คนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มที่จะแพร่ขยายออกไปในวงกว้าง ที่ทุกประเทศมีความกังวลและมีการเฝ้าระวังโดยมีหลายประเทศ ได้พยายามที่ค้นคว้าวิจัยเพื่อหายารักษาโรคที่เกิดจากเชื้อดังกล่าวแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช ได้แถลงถึงความสำเร็จในการทำวัคซีนรักษาโรคดังกล่าวและตอนนี้ขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รพ.ศิริราชยื่นจดสิทธิบัตรวัคซีนต้านอีโบลาแล้ว -

ธ.ก.ส.ลุยจ่ายชาวนา ไร่ละพัน 20 ต.ค.นี้
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สาขาของธ.ก.ส.ทั่วประเทศถึงแนวทางการดำเนินงานช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 57/58 ตามมติครม. ที่กำหนดให้จ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกครัวเรือน ตามพื้นที่ที่ปลูกข้าวจริงแต่ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท กำหนดจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.57 โดย ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรโดยตรง และจัดเตรียมทีมพนักงานสุ่มตรวจสอบการเพาะปลูกข้าวของเกษตรกร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเงินถึงมือเกษตรกรจริงทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สาขาจะเร่งชี้แจงให้เกษตรกรทราบขั้นตอนการดำเนินงาน เช่น การแจ้งขอขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับเกษตรอำเภอในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นผู้ออกใบรับรองให้เกษตรกร จากนั้นจึงไปแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการที่ ธ.ก.ส.โดยแนบสำเนาใบรับรองเกษตรกร สำเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝาก สำเนาบัตรประชาชน ซึ่ง ธ.ก.ส.จะตรวจสอบความถูกต้องกับข้อมูลในระบบของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จำนวน 3.49 ล้านครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปีประมาณ 63.8 ล้านไร่และวงเงินชดเชยประมาณ 40,000 ล้านบาท “โครงการนี้ ถือเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ทำให้มีรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และนอกจากช่วยลดภาระค่าครองชีพของเกษตรกรแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภาคครัวเรือน ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมขยายตัว”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธ.ก.ส.ลุยจ่ายชาวนา ไร่ละพัน 20 ต.ค.นี้