เดือน: ตุลาคม 2014

  • เครื่องวัดความอร่อย

    เครื่องวัดความอร่อย

    เดินหน้าโครงการ “Thai Delicious” (ไทย ดิลิเชียส) ภายใต้ยุทธศาสตร์ประเทศ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” วันนี้..สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ประกาศความสำเร็จของโครงการที่ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างครบวงจรตั้งแต่การพัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยของวัตถุดิบอาหารไทย การพัฒนาสูตรมาตรฐานอาหารไทย และการพัฒนาเครื่องมือตรวจวัดรสชาติอาหารไทย…เพื่อให้รสชาติอาหารไทย กินที่ไหนก็“อร่อย” เหมือนกันทั่วโลก…“นายศุภชัย หล่อโลหการ”ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สนช. บอกว่า ที่ผ่านมา สนช. สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมในโครงการไปแล้ว 14 โครงการ วงเงินสนับสนุนกว่า 23.5 ล้านบาท

    โดยโครงการระบบบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยของวัตถุดิบอาหารไทยครบวงจร นำร่องในพืชวัตถุดิบอาหารไทย ได้แก่ พริก และกะเพราส่วนโครงการพัฒนาสูตรมาตรฐานอาหารไทยและผลิตภัณฑ์พร้อมปรุงมีสำเร็จแล้ว จำนวน 11 ตำรับ คือ ต้มยำกุ้งน้ำใส ต้มยำกุ้งน้ำข้น ผัดไทย แกงมัสมั่น แกงเขียวหวาน ข้าวซอย ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง แกงเหลือง และซอสไก่กอแระ

    และสิ่งสำคัญที่จะทำให้รู้ได้ว่าสูตรนั้นได้มาตรฐานตามที่กำหนด ก็คือ เครื่องมือตรวจวัดมาตรฐานรสชาติอาหารไทย

    ปัจจุบันได้ต้นแบบแล้ว จำนวน 2 เครื่อง คือ e-delicious ที่พัฒนาโดยบริษัท โมบิลิสออโตมาต้าจำกัด และ ESenS จากบริษัท ควอลิเท็ค แล็บบอราทอรี่ เซอร์วิส จำกัดสำหรับ “ e-delicious” ดร.กฤษณ์ จงสฤษดิ์ กรรมการผู้จัดการ บ.โมบิลิสออโตมาต้า บอกว่า เครื่องดังกล่าว ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ จมูกอิเล็กทรอนิกส์ ลิ้นอิเล็กทรอนิกส์ และส่วนประมวลผลกลาง โดยทั้งสามส่วนนี้มีความเชื่อมโยงกันและทำหน้าที่ในการตรวจวัดกลิ่น และรสชาติ ประมวลผลรวมเพื่อให้สามารถทำการเปรียบเทียบกับมาตรฐานรสชาติอาหารไทยได้เครื่องสามารถดมกลิ่นอาหารด้วยจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีอะเรย์ของแก๊สเซ็นเซอร์ จำนวน 16 หัววัด ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีความเฉพาะเจาะจงกับกลิ่นอาหารไทย วัดรสชาติโดยลิ้นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการตรวจวัดด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี โดยเครื่องสามารถตรวจวัดรสชาติที่สำคัญของอาหารไทย คือ เผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน และอูมามิ ซึ่งเป็นรสชาติที่ 5 ที่ลิ้นมนุษย์สามารถรับรู้และแยกแยะได้การตรวจวัดรสชาติใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีต่อหนึ่งตัวอย่าง เบื้องต้นได้ทำการทดสอบเครื่องกับต้มยำกุ้งแล้ว ทั้งสูตรน้ำข้นและน้ำใส ซึ่งเครื่องสามารถตรวจวัดรสชาติได้ และสามารถเปรียบเทียบความคล้ายคลึงของรสชาติกับตัวอย่างมาตรฐานที่มีการให้คะแนนโดยผู้ทดสอบชิมระบบฐานข้อมูลของ e-delicious ยังสามารถรองรับระบบการให้คะแนนความอร่อยของรสชาติอาหารได้ โดยอิงการให้คะแนนความอร่อยของตัวอย่างอ้างอิงโดยคน และสามารถใส่สูตรการให้คะแนนตัวอย่างที่มีรสชาติแตกต่างไปจากตัวอย่างอ้างอิงได้อีกด้วยส่วนเครื่อง “ESenS” จะเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่ชาญฉลาดสำหรับการตรวจวัดกลิ่นและรสชาติของส่วนผสมในอาหาร โดยจะใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ในการตรวจวัดรสชาติเหมือนเป็นนักชิมอาหาร และเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่โดยการใช้เทคโนโลยีการประมวลผลที่แม่นยำ สามารถประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์และส่งผ่านทางอีเมลและเครือข่ายทางสังคมตามความต้องการของผู้ใช้ได้สนใจสร้างมาตรฐานให้อาหารไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดูรายละเอียดได้ที่ www.nia.or.th/thaidelicious

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เครื่องวัดความอร่อย

  • ‘ฟองน้ำห้ามเลือด’ คว้าสุดยอดนวัตกรรมข้าวไทย

    ‘ฟองน้ำห้ามเลือด’ คว้าสุดยอดนวัตกรรมข้าวไทย

    ฟองน้ำห้ามเลือดในการผ่าตัด จากแป้งข้าวเจ้าดัดแปร คว้ารางวัลนวัตกรรมข้าวไทยปีนี้ ชี้ช่วยเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ลดการนำเข้าวัสดุทางการแพทย์ราคาแพงดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานกรรมการตัดสินรางวัลนวัต กรรมข้าวไทย กล่าวว่า มูลนิธิฯ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. จัดการประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย” มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ทั้งระบบด้วยองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยปีนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ระดับอุตสาหกรรม คือ “ฟองข้าวสุรดา” ฟองน้ำห้ามเลือดทางศัลย ศาสตร์จากแป้งข้าวเจ้านพ.สิทธิพร บุณยนิตย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บุณยนิตย์วัสดุแพทย์ จำกัด ผู้พัฒนาฟองข้าวสุรดา เปิดเผยว่า ได้รับรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยเป็นปีที่สอง โดยปี 2556 ได้รับรางวัลชนะเลิศเช่นกันจากผลงาน แผ่นเจลข้าวกรดห้ามเลือดที่เรียกว่า “ข้าววรางกูร” โดยใช้เป็นวัสดุห้ามเลือดในการผ่าตัด สำหรับปีนี้นำแป้งข้าวเจ้าดัดแปรของไทยมาต่อยอดพัฒนาเป็น “ฟองข้าวสุรดา” ฟองน้ำห้ามเลือดในห้องผ่าตัด ทดแทนวัสดุห้ามเลือดที่ทำจากเจลาติน ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาแพงฟองน้ำที่พัฒนาขึ้นจะใช้กับแผลผ่าตัดที่บริเวณอวัยวะอ่อนนุ่มเช่น ตับ ปอด สมอง ลำไส้ มดลูก ทวารหนัก ซึ่งมีการตกเลือดแบบความดันต่ำจากหลอดเลือดฝอยหรือหลอดเลือดดำ ราคาถูกกว่านำเข้า 3 เท่า ผ่านการทดสอบใช้งานในโรงพยาบาลต่าง ๆ จดสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดจำหน่ายอย่างไรก็ดี ปีนี้โครงการรางวัลนวัต กรรมข้าว ได้มอบรางวัลพิเศษ ให้กับผลงาน “นาโนซิลิกอน” สำหรับใช้เป็นขั้วไฟฟ้าในแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน ของภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอน แก่น เนื่องจากมีศักยภาพในการเป็นนวัตกรรม โดยเป็นการผลิตนาโนซิลิกอนจากแกลบ วัสดุเหลือใช้จากกระบวนการสีข้าวของไทย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้สามารถนำมาทำเป็นขั้วไฟฟ้าในแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไออนในอนาคต ปัจจุบันสามารถผลิตได้ในระดับห้องปฏิบัติการ.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ฟองน้ำห้ามเลือด’ คว้าสุดยอดนวัตกรรมข้าวไทย

  • สมาร์ทโฟนใหม่เฉือนกันที่เซลฟี่กล้องหน้า – ฉลาดใช้

    สมาร์ทโฟนใหม่เฉือนกันที่เซลฟี่กล้องหน้า – ฉลาดใช้

    งานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซโป 2014 โชว์เคส เพิ่งจบเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แค่เปิดงานวันแรกก็ทำให้ผู้ประกอบการวงการไอทีและโทรคมนาคมเริ่มยิ้มออก เพราะผู้คนเข้าชมงานหนาแน่นตั้งแต่วันแรกตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงต้นปี ธุรกิจมือถือและไอทีค่อนข้างฝืด งานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซโป 2014 จึงเป็นความหวังของหลายค่ายมือถือเริ่มที่ไมโครซอฟท์เปิดตัว สมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โฟน 2 รุ่น คือ โนเกีย ลูเมีย 830 และ 730 เป็นครั้งแรกในเมืองไทย ลูเมีย 830 เน้นดีไซน์สวย และเทคโนโลยีถ่ายภาพเพียววิว 10 เมกะพิกเซล ชาร์จไร้สาย เป็นการรวมเอาเทคโนโลยีบนมือถือราคาแพงมาไว้บนลูเมีย 830 เป็นครั้งแรก หน่วยประมวลผลควอดคอร์ 1.2 กิกะเฮิรตซ์ สแนปดรากอน 400 จอกระจกโค้ง 5 นิ้ว ระบบสัมผัสที่ตอบสนองไวใช้ปลายเล็บก็สั่งงานได้ ไมโครซอฟท์ตั้งราคาไว้ยั่วมาก เพียง 13,990 บาทอีกรุ่นคือ โนเกีย ลูเมีย 730 รองรับสองซิม ซึ่งความโดดเด่นอยู่ที่กล้องหน้า ถ่ายภาพเซลฟี่ แบบหมู่ ในมุมกว้าง 5 เมกะพิกเซล มาพร้อมแอพลูเมีย เซลฟี่ ตัวช่วยศัลยกรรมใบหน้า จะตาโต หน้าเรียว ใสเนียน แอพนี้จัดให้อัตโนมัติ ราคาขาย 8,790 บาทนายญาณธน สิมะวานิชกุล กรรมการผู้จัดการ ไมโครซอฟท์ ดีไวซ์ ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อว่าภาพรวมตลาดมือถือในไทยช่วงปลายปีจะคึกคักขึ้น สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่โนเกีย ลูเมีย ทั้งสองรุ่น ถือว่าอยู่ในระดับท็อปด้านคุณภาพ ในราคาที่ไม่แพงด้านซัมซุง เปิดตัวซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 4 ในงานนี้เช่นกัน มีเครื่องโน้ต 4 สีขาวมาขายไว้วันละ 100 เครื่อง รับเครื่องได้ทันที ผู้คนจึงมาเข้าคิวซื้อตั้งแต่ก่อนงานเริ่ม 24 ชั่วโมง จากราคาปกติ 25,900 บาท ลดเหลือ 24,900 บาท ถ้าเกินจากลำดับคิวที่ 100 ก็จะได้เครื่องสัปดาห์ถัดไปความโดดเด่นของโน้ต 4 ที่เห็นได้ชัดเจน นอกจากปากกาเอสเพนที่เขียนลื่น นุ่ม แล้ว ประสิทธิภาพกล้องดีขึ้นมาก โดยเฉพาะกล้องหน้าที่ถ่ายเซลฟี่ในมุมกว้าง คนที่อยู่หน้าสุด รูปหน้าไม่ผิดเพี้ยน สวยเนียน หน้าตาเกลี้ยงเกลาด้วยโหมดบิวตี้ภายในงานซัมซุงเอา เกียร์ วีอาร์ อุปกรณ์อัจฉริยะแบบสวมหัว สำหรับดูหนังเหมือนนั่งอยู่ในโรงใหญ่ มาให้ทดลองสัมผัสกันด้วยอีกค่ายที่กำลังมาแรง คือ วีโว่ (vivo) แบรนด์น้องใหม่จากจีน เปิดตัวสมาร์ทโฟน วีโว่ เอ็กซเพลย์ 3 เอส จอ 6 นิ้ว กล้อง 13 เมกะพิกเซล กล้องหน้า 5 เมกะพิกเซล ถ่ายเซลฟี่มุมกว้างได้เช่นกัน ใส่แอพตกแต่งมาสารพัด สำหรับถ่ายรูป ดูหนัง ฟังเพลง หน่วยประมวลผลสแนปดราดอน 801 ราคาเครื่องละ 17,990 บาทด้านไอ-โมบาย โดยนายสุภสิทธิ์ รักกสิกร หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไอ-โมบายได้นำเทคโนโลยีเพื่อการถ่ายภาพที่สวยขึ้นมาใช้ในสมาร์ทโฟนถึงสี่รุ่น เพื่อร่วมฉลอง 10 ปี เช่น ไอ-โมบาย i-style 8.3 และ IQ 1.3 เน้นเทคโนโลยีกล้องเพิ่มแสง ถ่ายภาพสวยแม้ในสภาวะแสงน้อย เทคโนโลยีอัลตร้า พิกเซล และโอไอเอส เป็นเทคโนโลยีระดับโลก ที่ทดสอบมาแล้วว่า ช่วยเพิ่มคุณภาพกล้องในสมาร์ทโฟนได้จริง ๆ เริ่มด้วยเทคโนโลยี UltraPixel ที่เรานำมาใช้สมาร์ทโฟน i-style 8.3 และ IQ 1.3 นั้น เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มแสงให้ภาพถ่าย ทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยเป็นเรื่องง่ายขึ้น ราคาเริ่มต้นหลักพันในสไตล์ไอโมบาย

    ปลายปีนี้ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน แข่งกันดุเดือด โดยเฉพาะประสิทธิ ภาพของกล้องหน้า เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้งานที่นิยมถ่ายภาพตัวเอง ส่วนราคาจำหน่าย กลุ่มสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยมค่อนข้างลำบากใจจากอัตราค่าเงินบาท ทำให้ราคาขยับขึ้นกันแทบทุกค่าย ราคาสองหมื่นกลาง ๆ ทำให้ตัดสินใจยากอยู่.ปรารถนา ฉายประเสริฐ
    prathana.chai@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมาร์ทโฟนใหม่เฉือนกันที่เซลฟี่กล้องหน้า – ฉลาดใช้