เดือน: ตุลาคม 2014

  • สลากฯเตือนตัวแทนรับซื้อรางวัล

    สลากฯเตือนตัวแทนรับซื้อรางวัล

    รายงานข่าวจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานสลากฯได้แจ้งเตือนตัวแทนจำหน่าย ที่รับซื้อรางวัลให้มีความรอบคอบตรวจพิสูจน์สลากฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีกลุ่มมิจฉาชีพพิมพ์สลากฯ ปลอม เพื่อนำมาขึ้นเงินรางวัล โดยล่าสุดช่วงก่อนออกรางวัลในงวดวันที่ 1 ต.ค.นี้ สำนักงานสลากฯพบว่ามีอยู่ 8-9 ใบ ซึ่งย้ำเตือนให้ ตัวแทนจำหน่ายที่รับซื้อรางวัลสลากฯ ตรวจสอบสลากฯ ที่นำมาขอขึ้นเงินรางวัลให้แน่ใจก่อนจะจ่ายเงิน และหากไม่มั่นใจ อย่ารับซื้อรางวัลเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียเงินทองและอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งนี้ ตัวแทนจำหน่ายที่รับซื้อรางวัล สามารถตรวจสอบสลากก่อนรับซื้อรางวัล ทั้งสังเกตุรหัสบาร์โค้ด 16 หลัก แต่ละฉบับ ต้องไม่ซ้ำกัน และต้องมีสลากฉบับจริง ของแต่ละงวดไว้เปรียบเทียบความคมชัดของภาพ สี ตัวอักษร และตัวเลขบนตัวสลาก โดยผู้รับซื้อรางวัลสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทรของสำนักงานสลากฯ 0-2528-9642, 0-2528-9644, 0-2528-9621 ในเวลาทำการ 08.00-15.00 น.รายงานข่าวจากผู้ค้าสลากฯ กล่าวว่า ขณะนี้ กลุ่มมิจฉาชีพเริ่มกลับมาพิมพ์สลากฯปลอม เพื่อขึ้นรางวัลมากขึ้น ซึ่งต่างจากทุกครั้งที่พิมพ์เพื่อขายส่งและขายปลีก ทำให้ตัวแทนจำหน่ายที่รับซื้อรางวัล ต้องตรวจสอบก่อนที่จะรับซื้ออย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันสลากฯ ปลอม และไม่ให้กลุ่มดังกล่าวมาหลอกลวงสำหรับบรรยากาศซื้อขายสลากฯ งวดวันที่ 1 ต.ค.นี้ ไม่คึกคักอย่างมาก เพราะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่มีฝนตกทั่วทุกพื้นที่ ทำให้การขายสลากจากพ่อค้า แม่ค้าไม่สามารถขายสลากฯ ได้เท่าที่ควร และเซียนหวยก็ไม่ได้ออกมาซื้อสลากฯมากนัก ประกอบกับราคาสลากฯที่มีราคาแพงเกินกว่าราคาที่ควบคุมไว้ โดยอยู่ที่ใบละ 105-110 บาท เนื่องจากราคาขายส่งเปิดสูงถึงใบละ 93-94 บาท ทำให้พ่อค้า แม่ค้าที่หาบเร่ และจักรยาน ต้องปรับเพิ่มราคาสลากฯ ตามไปด้วย เพราะต้นทุนที่รับมาสูง“แม้สำนักงานสลากฯจะประทับตาสัญญาลักษณ์สีน้ำเงิน บนหน้าสลากฯ และกำหนดให้ขายในราคาควบคุมใบละ 90 บาท แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ราคาสลากฯ ปรับลดลง เพราะตั้งแต่เปิดให้รับสลากฯไปจำหน่ายจนถึงใกล้ช่วงเวลาออกรางวัลราคาขายส่ง เพื่อให้พ่อค้า แม่ค้า รับไปจำหน่ายมีราคาที่สูงขึ้น ใบละ 93-94 บาท เมื่อผู้ที่หาบเร่และจักรยาน ซื้อสลากฯ ทำให้ต้องปรับราคาต้นทุน”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สลากฯเตือนตัวแทนรับซื้อรางวัล

  • เล็งทางด่วนเชื่อมบางซื่อ

    เล็งทางด่วนเชื่อมบางซื่อ

    นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมพิจารณาก่อสร้างทางยกระดับจากอาคารศูนย์คมนาคมพหลโยธินเข้าสู่ทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครว่า ที่ประชุมมีมติให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ไปเจรจากับบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีซีแอล ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานดำเนินโครงการ ให้ก่อสร้างทางขึ้นเพิ่มเติมจากบริเวณสถานีกลางบางซื่อ ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต เพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง และช่วยระบายการจราจรเข้าออกสถานีกลางบางซื่อให้คล่องตัวยิ่งขึ้น“โครงการ เดิมจะมีเพียงทางลง ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีกลางบางซื่อมากพอสมควร เพราะขณะนั้นยังไม่มีแผนก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ จึงไม่ได้ออกแบบไว้รองรับ แต่เมื่อมีสถานีกลาง เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางเข้ามา ก็น่าจะทำให้มีทางขึ้นจากสถานีกลางบางซื่อด้วย ดังนั้นที่ประชุมซึ่งประกอบด้วย กทพ. การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จึงเห็นชอบให้ทำทางเชื่อมจาก สถานีกลางบางซื่อขึ้นไปยังทางด่วนได้ แต่ต้องไปเจรจากับบีอีซีแอลให้ชัดเจนก่อน”นางสร้อยทิพย์ กล่าวว่า การก่อสร้างทางเชื่อมดังกล่าว จะใช้วงเงินเพิ่มเติม 70 ล้านบาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่า เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชาชนที่จะเข้าใช้บริการในอนาคต ส่วนจะให้รวมอยู่ในสัญญาสัมปทานเดิม หรือจะเป็นการก่อสร้างเพิ่มเติมในรูปแบบไหน จะต้องให้ กทพ.ไปหารือกับบีอีซีแอล โดยไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอน ว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ พร้อมการก่อสร้างทางด่วนในเส้นทางดังกล่าวหรือไม่ แต่เบื้องต้นได้กันพื้นที่ไว้รองรับการก่อสร้าง หากพร้อมก็ก่อสร้างได้ทันทีส่วนของความคืบหน้าการก่อสร้างทางด่วนสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอก คืบหน้าไปแล้ว 33% มีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการประมาณปลายปี 59 โดยเป็นทางพิเศษยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร ก่อสร้างบนเขตทางรถไฟสายใต้ที่มีอยู่เดิมเป็นส่วนใหญ่ มีจุดเริ่มต้นจากถนนกาญจนาภิเษก บริเวณใกล้กับโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ แนวเส้นทางโครงการจะวางตัวจากด้านทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก ขนานกับทางรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ–ตลิ่งชัน และมีปลายทางที่ชุมทางรถไฟบางซื่อ บริเวณใกล้สถานีขนส่งหมอชิต 2 ระยะทางรวม16.7 กม.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งทางด่วนเชื่อมบางซื่อ

  • จี้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวรับอาเซียน

    จี้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวรับอาเซียน

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องเร่งปรับตัว เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอาเซียน หลังจากที่เปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) แล้ว โดยต้องให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงฐานการผลิตของไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน และกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดเรื่องจำนวนแรงงาน และค่าจ้างแรงงานของไทยที่สูงกว่าเพื่อนบ้าน โดยรัฐต้องส่งเสริมให้เอกชนไปหาตลาด แรงงาน และทรัพยากรจากประเทศเพื่อนบ้านขณะเดียวกัน ยังต้องยกระดับจากผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมในประเทศ เป็นผู้บริหารจัดการเครือข่ายในภูมิภาค และเพิ่มการทำวิจัย พัฒนา และการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าในอนาคต โดยภาครัฐต้องเน้นการส่งเสริมไปที่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง และเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพแรงงานมากขึ้น“อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงในอนาคต และมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจมาก โดยในอีก5ปีข้างหน้าอาเซียนจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโต จากปัจจุบันนี้อีกกว่า10เท่า โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของอาเซียนจะเพิ่มขึ้นจาก2,465พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มเป็น3,608พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่อุตสาหกรรมของประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทยจะเติบโตได้อีกมาก”นายสมเกียรติ กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย หลังการเปิดเออีซีนั้น ภาครัฐ และเอกชน ต้องเข้าใจถึงการเชื่อมโยงฐานการผลิตของอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยขณะนี้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เช่น ญี่ปุ่น ได้ใช้แนวคิดดังกล่าวขยายฐานการผลิตในอาเซียน ซึ่งปัจจุบันมีการผลิตชิ้นส่วนในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้ง ลาว และกัมพูชาและส่งมาประกอบในไทย ซึ่งอนาคตเป็นไปได้ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์จะตั้งฐานการผลิตในเมียนมาร์ เนื่องจากมีขนาดประชากรใกล้เคียงกับไทย มีกำลังแรงงานถึง31ล้านคน และมีค่าจ้างได้เปรียบกว่าไทยเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ที่ปัจจุบันจะเห็นภาพของการเชื่อมโยงการ ผลิตมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี จะย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในประเทศซีแอลเอ็มวี มากขึ้น และหากพัฒนาทักษะแรงงานให้กับแรงงานประเทศเพื่อนบ้านให้ใกล้เคียงกับไทยได้ ก็จะเป็นทางออกของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกันส่วน แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยในระยะยาว รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ ในการจัดการด้านการตลาด เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมหลายอย่างของไทย เช่น เครื่องนุ่งห่ม ผู้ประกอบการไทย ผลิตสินค้าได้มีคุณภาพสูง แต่จะอยู่ในกลุ่มรับจ้างผลิต ทำให้ ไม่สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้มากนัก เนื่องจากยังขาดการส่งเสริมเรื่องการทำแบรนด์ และตลาด ซึ่งไทยต้องพัฒนาตัวเองเป็นเทรดดิ้ง เนชั่น ที่เน้นการเพิ่มมูลค่าสินค้าอุตสาหกรรม ด้วยการวิจัย และพัฒนา การออกแบบ และการส่งเสริมการตลาด ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความสามารถเพิ่มขึ้นในการบริหาร เครือข่ายการผลิต การจัดการโลจิสติกส์และการตลาด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวรับอาเซียน