ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2557-ปัจจุบัน สคบ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคสูงถึง 6,925 ราย และในจำนวนนั้นที่พบเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนด้านธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งการร้องเรียนยอดพุ่งสูงเป็นอันดับหนึ่งไม่เว้นแม้แต่กรณีของชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวและซื้อสินค้าหรือใช้บริการแล้วถูกละเมิดสิทธิจากผู้ประกอบธุรกิจกลายเป็นปัญหาที่น่าหวาดวิตก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องเร่งแก้ไขให้แก่ผู้บริโภคที่เป็นนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างชาติ สคบ.จึงเดินหน้าหาแนวทางและมาตรการที่สอดคล้องกับการเปิดรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพื่อเตรียมพร้อมในการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่ผู้บริโภค
คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สคบ. จึงได้เข้าศึกษาดูงานและเยี่ยมชมการดำเนินงานในการรับเรื่องร้องเรียนกรณีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินงานจัดการเรื่องร้องเรียนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ณ สำนักแก้ไขปัญหาการหลอกลวงและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งจากการเข้าดูงานฯครั้งนี้คณะฯได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนให้แก่ผู้บริโภคชาวต่างชาติและได้ให้ความสำคัญกับระยะเวลาการดำเนินการและการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีข้อจำกัดด้านระยะเวลาด้านการเดินทางได้อย่างรวดเร็ว
โดยในช่วงที่ผ่านมา สคบ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคเกี่ยวกับการซื้ออัญมณีและเครื่องประดับที่มีราคาสูงเกินจริง การจองแพ็กเกจท่องเที่ยวและการใช้บริการธุรกิจท่องเที่ยวต่าง ๆ จะปรับเน้นการทำงานให้เป็นไปในเชิงบูรณาการ โดยประสานความร่วมมือกับเจ้าของหรือผู้แทนโดยตรงของผู้ประกอบธุรกิจให้เร่งรีบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน หากพบว่าผู้ประกอบการรายใดละเมิดสิทธิผู้บริโภคหรือเอารัดเอาเปรียบ เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเพื่อหาข้อยุติร่วมกันและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ประกอบธุรกิจที่กระทำความผิดละเมิดสิทธิผู้บริโภค
ที่สำคัญยังได้มีการวางแนวทางการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติเพื่อรองรับเออีซีในปี 2558 ตลอดจนการปรับบทบาทของหน่วยงานให้มีความคล่องตัวในการทำงานและมีความชัดเจนในการคุ้มครองผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นภายใต้แผนแม่บทคุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดมุมมองใหม่รับเออีซี – ไขปัญหาผู้บริโภค


นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้เข้ามาหารือขอข้อมูลกรณีการขนสินค้าข้ามแดนไม่ถูกต้อง ที่อำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร และข้าราชการของกระทรวงมหาดไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะการแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยต้องช่วยกัน นอกจากนี้ พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และทีมโฆษก คสช. ได้โทรศัพท์เข้ามาหารือ พร้อมยืนยันว่าทางผู้ใหญ่ของกองทัพพร้อมที่จะดำเนินการเอาผิดกับทหารที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับการขนสินค้าข้ามแดนไม่ถูกต้อง ซึ่งกรณีปัญหาการขนสินค้าข้ามแดนไม่ถูกต้อง ที่มีทหาร ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มีส่วนเกี่ยวข้องที่บ้านวังมน ต.ท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว ไม่ใช่ด่านและจุดผ่อนปรน แต่สร้างสะพานไม้ข้ามลำคลองเล็กที่เป็นเขตแดนธรรมชาติ ทางเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ เพื่อไปรื้อถอนสะพานไม้ได้ โดยบริเวณนี้มีการขนสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก ด้านนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า การปราบทุจริตของกรมศุลกากร เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แม้จะมีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องและกระทำผิด เช่น กรณีของการขนสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และของหนีภาษี ที่อำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก็ต้องดำเนินการเอาผิด และเรื่องนี้ผู้ใหญ่ในกองทัพก็รับทราบปัญหาพร้อมที่จะช่วยแก้ไขปัญหา เพราะยังมีอีกหลายแห่งที่มีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับการขนสินค้าข้ามแดนไม่ถูกต้องกฎหมายของกรมศุลกากร ไม่ใช่ที่อำเภออรัญประเทศแห่งเดียว “การดำเนินการของกรมศุลกากรให้เป็นข่าวบ้างก็ดีแล้ว เพราะผมเคยบอกมาตลอดว่า การทุจริตในกรมศุลกากรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวันในอดีตที่ผ่านมา เพราะร่วมมือกันของคนมีสี คือ ทหาร ผู้มีอิทธิพล และเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร หากสามคนนี้ร่วมมือกันเมื่อไร ก็แก้ปัญหาทุจริตในกรมศุลกากรไม่ได้” ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป ด้าน รมว.คลัง หนุน แม้จะมีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องและกระทำผิด ก็ต้องดำเนินการเอาผิด และเรื่องนี้ผู้ใหญ่ในกองทัพก็รับทราบปัญหาแล้ว 
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยในการสัมมนาเรื่องการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคมและสื่อมวลชน ว่า เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมได้พิจารณาวงเงินการลงทุนภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยปี 58-65 ระยะเวลา 8 ปี จะสูงเกินกว่า 3 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้ง ทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ โดยตัวเลขรายละเอียดที่ชัดเจนคาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จหลังวันที่ 10 พ.ย.นี้ และเสนอครม.พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ กรอบวงเงินที่มีความชัดเจนแล้ว แบ่งเป็นทางถนน 4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการเร่งด่วนประมาณ 1แสนล้านบาท ทางรางประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ทางอากาศ ประมาณ 9.4 หมื่นล้านบาท และทางน้ำประมาณ 4 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการอยู่ระหว่างพิจารณรายละเอียดโครงการอื่นเพิ่มเติมด้วย สำหรับโครงการเร่งด่วนที่จะดำเนินการ เช่น การก่อสร้างรถไฟทางคู่รางมาตรฐานขนาด 1.435 เมตร เส้นทางแรก คือ ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และนครราชสีมา-มาบตาพุด กรุงเทพฯ-ระยอง และนครราชสีมา-หนองคาย จะนำเสนอ ครม.ในปีหน้า ก่อสร้างปี 59 แล้วเสร็จใน 4 ปี การก่อสร้างรถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง และรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลรวม 10 สาย การขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง รวมถึงโครงการสร้างถนน เป็นต้น ส่วนที่มาของแหล่งเงินทุนจะนำมาจาก 4 แหล่งเหมือนเดิม ได้แก่ การใช้งบประมาณของรัฐ การกู้เงินทั้งในและต่างประเทศ การร่วมทุนรัฐและเอกชน และการใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะใช้แนวทางใด นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ในสิ้นปีนี้รัฐบาลจะเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายและมีการลงนามในสัญญาในด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งงบค้างท่อและงบประมาณรายจ่ายปี 58 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดว่าในปี 58 จะมีวงเงินลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจรวม 1.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 57 อีก 5-10% และทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เติบโตที่ 3.5- 4.5% “ขณะนี้ยังมีความเสี่ยงผลจากเศรษฐกิจยุโรปยังไม่ฟื้นตัว ทำให้จะมีการมุ่งมาที่ตลาดอาเซียนมากขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่จะมีการเปิดเสรีอาเซียน ส่วนไทยจะเน้นกระตุ้นการคัาชายแดนมากขึ้น เพราะจะเป็นกลไกหลักที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต เพื่อชดเชยตลาดส่งออกที่ชะลอตัว ดังนั้นจะต้องเร่งออกไปโรดโชว์ในตลาดอาเซียนมากขึ้นด้วย”