ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศเทศกาลกินเจรอบที่ของปี57 ระหว่างวันที่ 24 ต.ค. – 1 พ.ย. 57 พบว่าบรรยากาศในวันแรกของการกินเจไม่คึกคักเหมือนกับรอบแรกในช่วงวันที่24 ก.ย. – 2 ต.ค. 57 เนื่องจากประชาชนที่ยังคงกินเจเหลือประมาณ 10% ของของประชากรทั่วประเทศต่างจากรอบแรกที่มีประชาชนกินเจ31%ของประชากรทั่วประเทศ ขณะที่ราคาผักและสินค้าขายปลีกในตลาดกรุงเทพฯพบว่าราคาใกล้เคียงจากช่วงกินเจครั้งก่อนแต่จะสูงกว่าช่วงต้นเดือนเล็กน้อย สำหรับผักคะน้าคัดอยู่ที่28-30 บาทต่อกก. เพิ่มขึ้น 3 บาทต่อกก.จากช่วงต้นเดือนที่อยู่ระดับ 25-30บาทต่อกก., ผักบุ้งคัด อยู่ที่ 22-25 บาทต่อกก. เพิ่ม 4-5 บาทต่อกก. จากช่วงต้นเดือนอยู่ที่ระดับ18-20 บาท, ผักกวางต้งคัด 20-22 บาทต่อกก. เพิ่ม 2 บาท จากช่วงต้นเดือนอยู่ที่18-20 บาท, ผักกาดหอมอยู่ที่ 35-40 บาทต่อกก. เพิ่ม 10 บาทจากช่วงต้นเดือนอยู่ที่25-30 บาท, ผักกะหล่ำปีราคาไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 20-25 บาทต่อกก., ถั่วฝักยาว30-35 บาทต่อกก. เพิ่ม 5 บาทจากช่วงต้นเดือนราคา 25-30 บาท ขณะที่ไข่ไก่แม้จะว่าคนกิจเจจะไม่รับประทานแต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาไข่ไก่ให้ตกต่ำเหมือนครั้งก่อนโดยราคาขายปลีกเบอร์ 3 อยู่ที่ 3-3.1 บาทต่อฟอง เพิ่ม 20 สต.ต่อฟองจากช่วงต้นเดือนราคา2.8-2.9 บาท เป็นต้น นายวชิรคูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจเทศกาลกินเจรอบ2( 24 ต.ค. – 1 พ.ย. 57) คาดว่าจะมีมูลค่าการใช้จ่าย 9,978 ล้านบาทลดลงจากการใช้จ่ายช่วงกินเจรอบแรกถึง 4 เท่าโดยรอบแรกมีมูลค่าการใช้จ่าย 41,989ล้านบาสท เนื่องจากมีคนที่กินเจน้อยกว่าครั้งแรกมากประกอบกับ ประชาชนจำนวนมากยังมีเครื่องปรุงและวัตถุดิบอื่นที่เหลือจากการกินเจรอบแรกจึงไม่ต้องซื้อเพิ่มรวมถึงหลายรายมีการซื้ออาหารเพื่อปรุงทานเองไว้แล้วมารักบประทาน “หากพิจารณาจากผลสำรวจพบว่าประชาชนที่กินเจรอบ2 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน 7,258 บาท เช่นค่าอาหารวันละ 704 บาทต่อคน, การเดินทางไปทำบุญ 1,800 บาทต่อคน, ค่ารถ 3,200บาทต่อคน, ค่าที่พักไปทำบุญ 3,400 บาทต่อคน เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เทศกาศกินเจรอบ2 ซบเซา
เดือน: ตุลาคม 2014
-

เทศกาศกินเจรอบ2 ซบเซา
-

ททท.เล็งปรับปรุงระบบฐานข้อมูล
นายสันติชุดินธรา รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เปิดเผยว่า เตรียมปรับปรุงระบบฐานข้อมูลการตลาดทางการท่องเที่ยวของททท.ภายใต้โครงสร้างของ ทีเอที เอ็กซ์เซลเล้นท์ เซนเตอร์ให้เป็นฐานข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น เช่น เก็บข้อมูลจากสายการบินอัตราการเข้าพักเฉลี่ย ฯลฯ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน ทั้ง ภาครัฐและเอกชนที่ต้องใช้ข้อมูลในการทำตลาด เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศและทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้จะต้องทำให้องค์กรมีความเป็นนักมาร์เก็ตติ้งด้านการท่องเที่ยวให้มากขึ้นภายหลังจากที่ผ่านมาองค์กรยังขาดแผนและเครื่องมือที่ชัดเจนในการจะทำให้ในด้านการเป็นนักการตลาดโดยจะเตรียมหารือกับผู้ว่าการ ททท.รองผู้ว่าฯด้านต่างๆ และภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องในการมองหาแผนการตลาดที่ดีที่สุดและจัดตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกันเพื่อทำงานในระยะยาวต่อไป “ปัจจุบันททท.ยังเปรียบเหมือนยักษ์ที่ไม่มีกระบอง หรือยังไม่มีจุดแข็งในการทำงานที่ชัดเจนนัก จากนี้ในฐานะที่เปรียบเสมือนเป็นตำแหน่งที่อยู่หลังบ้านเป็นแม่บ้านดูแลองค์กรในด้านการวางแผนต่างๆ จึงจะต้องคิดหาแนวทางปฏิบัติทำให้ททท.เป็นนักการตลาดมือดี มีไอเดียว่าจะมีสิ่งไหนช่วยผลักดันการขายสินค้าใหม่ๆที่ทำให้นักท่องเที่ยวสนใจโดยเฉพาะจะทำอย่างไรให้ดึงเงินในกระเป๋าจากนักท่องเที่ยวในลักษณะที่ยินดีและพร้อมจ่ายให้ได้มากที่สุด”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.เล็งปรับปรุงระบบฐานข้อมูล -

แชร์ลูกโซ่ข้ามชาติระบาดเข้าไทย
นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มบริษัทที่ประกอบธุรกิจแชร์ลูกโซ่ข้ามชาติบางรายเริ่มเข้ามาจดทะเบียนตั้งบริษัทขายตรงและการตลาดแบบตรงในประเทศไทยเพื่อชักจูงชาวบ้านมาระดมเงินจากชาวบ้าน ด้ายการใช้ธุรกิจขายตรงบังหน้าเช่น โฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนร่วมลงทุนเพียงสมัครสมาชิกเพียงไม่กี่บาทก็จะมีโอกาสร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้ไม่ยากหากมีการหาสมาชิกเพิ่มเติม เป็นต้นดังนั้นจึงอยากแนะนำให้ประชาชนพิจารณาอย่างรอบคอบในกรณีที่มีคนเข้ามาชักจูงลักษณะดังกล่าวเพราะหากได้เงินเยอะๆแชร์ลูกโซ่กลุ่มนี้อาจหอบเงินหนีกลับประเทศหรือย้ายธุรกิจไปประเทศอื่นโดยการเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่“ที่ผ่านมากรมฯได้รับทราบข่าวจากสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวธุรกิจข้ามชาติในนาม บริษัท หยิน ซู่ เหม่า จำกัด หรือ วายเอสแอลเอ็มซึ่งมีประวัติประกอบธุรกิจแชร์ลูกโซ่ได้ก่อความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจสังคมและผู้บริโภคในต่างประเทศแล้วจำนวนมาก ซึ่งสื่อต่างชาติเกรงว่าบริษัทดังกล่าวจะย้ายฐานการดำเนินงานเข้ามา ในประเทศไทยเพื่อหลอกลวงประชาชนและระดมเงินทุนโดยใช้ธุรกิจขายตรงบังหน้า”ทั้งนี้จากการติดตามข่าวดังกล่าวกรมฯในฐานะหน่วยงานอนุญาตและกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ตรวจสอบว่าบริษัทดังกล่าวได้เข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทยโดยใช้ชื่อแรกในการจัดตั้งบริษัทคือ บริษัท ซี.ดี.ที.อัพ. จำกัด เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 57 และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท หยินซู่ เหม่า จำกัด เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 57โดยมีวัตถุประสงค์ดำเนินธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรงแต่ยังไม่ได้ยื่นขออนุญาตหรือ จดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) แต่อย่างใดนางสาวผ่องพรรณ กล่าวว่า ในเบื้องต้น กรมฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้งสำนักงานของบริษัทฯปรากฏว่ามีอยู่จริงแต่มีสภาพเป็นที่พักอาศัย ไม่มีการประกอบกิจการใดๆ ณ สถานที่ดังกล่าวและไม่พบกรรมการ พนักงานหรือบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยเจ้าบ้านได้ให้ข้อมูลว่ามีการตกลงยินยอมให้บริษัทฯเช่าสถานที่เป็นที่ตั้งสำนักงานจริงแต่ไม่ทราบว่าเช่าเพื่อประกอบกิจการในชื่อบริษัทอะไรทั้งนี้ล่าสุดกรมฯ จึงได้มีหนังสือแจ้งให้บริษัทฯ จัดส่งบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีต่อกรมฯโดยทันทีและจะตรวจสอบตามกฎหมายที่กรมฯ รับผิดชอบต่อไป พร้อมทั้งได้แจ้งข้อมูลไปยังอีกหลายหน่วยงานเพื่อพิจารณาดำเนินการตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แชร์ลูกโซ่ข้ามชาติระบาดเข้าไทย