เศรษฐกิจชะงักหนี้เน่าโผล่ สารพัดลูกหนี้จ่อคิวชักดาบ ผลพวงจากความวุ่นวายทางการเมือง ที่กินเวลามานานผนวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ภาวะหนี้ครัวเรือนยังคงไต่ระดับเพิ่มขึ้นไม่หยุด ว่ากันว่า… ภายในสิ้นปีนี้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลผลิตมวลรวมในประเทศหรือจีดีพี จะพุ่งขึ้นสูงถึง 85% ทีเดียว เดิมทีในปี 56 มีหนี้ครัวเรือนอยู่เพียง 82.3% ขณะที่ในปี 58 มีโอกาสพุ่งเพิ่มขึ้นถึง 87%หากมองย้อนถึงปัจจัยที่หนุนให้หนี้ครัวเรือนสูงส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้นโยบายประชานิยมช่วงที่ผ่านมา ทั้งโครงการบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก เมื่อโครงการหมดอายุกำลังซื้อภายในประเทศหดตัวลง สร้างความอ่อนแอให้ระบบเศรษฐกิจ กลุ่มที่มีปัญหาหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่คือ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือนมีรายได้ไม่พอรายจ่าย หรือชักหน้าไม่ถึงหลัง ล่าสุดตัวเลขเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธปท. สิ้นไตรมาส 2 ปี 57 พบว่า มียอดคงค้างสุทธิอยู่ที่ 10.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.11% หรือ 752,730 ล้านบาทขณะที่ความสามารถชำระหนี้ด้อยลง สะท้อนจากสัดส่วนสินเชื่อค้างชำระเกิน 1 เดือนต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 5.8% ในไตรมาส 1 ปี 57 เป็น 6% ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 57 เพราะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคลด้อยคุณภาพนอกจากนี้ การที่ขุนคลัง “สมหมาย ภาษี” ออกมาประกาศว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในภาวะชะงักงัน ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่มีการใช้จ่ายเกิดขึ้น โดยคนจนไม่มีเงินที่จะใช้จ่าย ขณะที่คนรวยมีเงินไม่รู้ว่าจะนำเงินไปลงทุนอะไร หรือใช้จ่ายอะไรที่ได้ผลตอบแทนที่ดี เพราะขาดความเชื่อมั่นทำให้เกิดความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจึงทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ดีเท่าที่ควร ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสียของสินเชื่อประเภทต่าง ๆ ไปด้วยด้านตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ของธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง สิ้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีมูลค่า 3.06 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 29,000 ล้านบาทหรือประมาณ 10% ส่วนใหญ่เป็นหนี้เสียที่เกิดจากเช่าซื้อ โดยเฉพาะรถยนต์ เพราะถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่พุ่งกระฉูด เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงกระทบรายได้ของครัวเรือน และมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้จนทำให้เกิดหนี้เสียในระบบเพิ่มข้อมูลนี้สอดรับกับความเห็นของ “ณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์และการเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ที่ระบุว่า ตัวเลขเอ็นพีแอลในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.3% จากสิ้นปี 56 อยู่ที่ 2.5% เพราะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงต้นปีทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันยังมีสินเชื่อรายใหญ่ 1-2 ราย ที่ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งหากแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอลรายใหญ่ได้จะทำให้เอ็นพีแอลต่ำกว่า 3%เช่นเดียวกับ “รุ่งโรจน์ จรัสวิจิตรกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ มองว่า หนี้เสียเช่าซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี เพราะได้รับผลกระทบจากการเมือง และกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นต่างจังหวัด ประกอบกับเกษตรกรมีรายได้ไม่ดีนัก ซึ่งช่วงนั้นเกษตรกรยังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวทำให้การค้างชำระหนี้มีสัดส่วนที่สูงถือเป็นช่วงที่ยากลำบากทำให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งต้องเข้าไปช่วยเหลือลูกค้ากันอย่างเต็มที่ ขณะที่หนี้เสียในธุรกิจลีสซิ่งนั้น ยังพอมีช่องให้หายใจหายคอได้บ้าง โดย “อนุชาติ ดีประเสริฐ” ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย บอกว่า ก่อนหน้านี้เอ็นพีแอลของการเช่าซื้อรถยนต์ได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 3.6% ปัจจุบันได้ลดลงมาอยู่ที่ 3% เพราะสถาบันการเงินได้มีการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ช่วงที่มีปัญหา ซึ่งเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นถือว่ายังไม่ได้เป็นระดับที่น่ากังวล เพราะปกติสถาบันการเงินก็มีมาตรการคุมเข้มอยู่แล้วส่วนหนี้ทางด้านที่อยู่อาศัยนั้น “ชาติชาย พยุหนาวีชัย” รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ยังไม่ห่วงหนี้เสียของสินเชื่อในส่วนนี้ เพราะเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน และปัจจุบันหนี้เสียเริ่มอยู่ในภาวะทรงตัว จากในช่วงครึ่งปีแรก หนี้เสียอาจปรับขึ้นบ้าง เพราะลูกค้าได้รับผลกระทบจากบ้านเมืองไม่สงบ ซึ่งช่วงนั้นเอ็นพีแอลอยู่ที่ 1.8% แต่ขณะนี้ได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.6% ถ้าเทียบเอ็นพีแอลของธนาคารกสิกรไทย กับระบบธนาคารพาณิชย์ ถือว่ายังอยู่ระดับต่ำ ขณะที่ “เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย บอกว่า สัญญาณหนี้เสียของธุรกิจเช่าซื้อเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์เริ่มมีสัดส่วนที่สูงจากเดิมอยู่ที่ระดับ 1% ปรับเพิ่มเป็น 2-2.3% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการปัญหาโครงการรถคันแรก เห็นได้จากยอดผิดนัดชำระ 1-3 เดือนเริ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่หนุนหนี้ครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้เสียที่อยู่อาศัย แม้เพิ่มขึ้นแต่เป็นอัตราที่ชะลอตัวลง เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดีทำให้ความร้อนแรงของอสังหาริมทรัพย์ลดลง แต่หลังจากนี้ไปต้องดูโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐจะทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวมากน้อยแค่ไหนแม้ตัวเลขเอ็นพีแอลที่ขยับเพิ่มขึ้น จะยังไม่ได้สร้างปัญหาอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ แต่หากมองประกอบกับภาพเศรษฐกิจ ที่ตัวขุนคลังได้ออกมายอมรับว่า “ชะงักงัน” และต้องรอลุ้นการฟื้นตัวกันต่อไปแล้ว การเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในหนี้เสียของสินเชื่อต่าง ๆ ในวันนี้ อาจลุกลามบานปลายต่อไปได้ในอนาคต หากไม่มีการเฝ้าระวัง และบริหารจัดการที่ดีพอ!!.ทีมเศรษฐกิจ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เศรษฐกิจชะงัก หนี้เน่าโผล่ ลูกหนี้ชักดาบ
เดือน: ตุลาคม 2014
-

เศรษฐกิจชะงัก หนี้เน่าโผล่ ลูกหนี้ชักดาบ
-

วีเอ็มแวร์เผยผลสำรวจธุรกิจไทยใช้เวอร์ช่วลไลเซชั่นมากขึ้น
วีเอ็มแวร์เดินหน้าดันธุรกิจไทยใช้ซอฟต์แวร์บริหารจัดการองค์กร หลังผลสำรวจชี้ภาพรวมขององค์กรธุรกิจไทยใช้เวอร์ช่วลไลเซชั่นมากขึ้น วีเอ็มแวร์ อิงค์ ผู้นำด้านระบบเวอร์ช่วลไลเซชั่นและโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ได้เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นในประเด็นความสำคัญด้านไอทีสำหรับองค์กรธุรกิจในปี 2558 รวมถึงบทบาทของเวอร์ช่วลไลเซชั่นและการใช้ซอฟต์แวร์จัดการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยระบุสามประเด็นหลักที่องค์กรธุรกิจให้ความสำคัญในปี 2558 คือความต่อเนื่องทางธุรกิจ ค่าใช้จ่าย และความปลอดภัย ซึ่งภาพรวมขององค์กรธุรกิจไทยกว่า 30% มีการใช้เวอร์ช่วลไลเซชั่นภายในองค์กรไปแล้วประมาณ 30-60% และอีก 35% คาดว่าเวอร์ช่วล ไลเซชั่นในองค์กรจะมีการใช้งาน 60-90% ภายในเวลา 2 ปี ทั้งนี้องค์กรธุรกิจให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนมาใช้งานเวอร์ช่วลไลเซชั่นและใช้ซอฟต์แวร์จัดการดาต้าเซ็นเตอร์ (Soft ware-Defined Data Centers) คาดว่าส่งผลมาจากประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่น ภายใต้สภาพแวดล้อมทางการเมืองในประเทศไทยที่มีความไม่แน่นอนในปัจจุบัน ซึ่งองค์กรที่จะประสบความสำเร็จ คือ องค์กรที่สามารถจัดหาการบริการรูปแบบใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถขยายขนาดตามการเติบโตของธุรกิจ ภายใต้การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีวีเอ็มแวร์เชื่อว่าการเพิ่มการรับรู้และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีดังกล่าวในประเทศไทยจะมีส่วนช่วยให้ประเทศสามารถจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งจากดรรชนีทางเศรษฐกิจของดาต้าเซ็นเตอร์ที่วีเอ็มแวร์ทำร่วมกับไอดีซี คาดว่าองค์กรธุรกิจในประเทศไทยจะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 1,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 45,454 ล้านบาท ระหว่างปีพ.ศ. 2546-2563 จากการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นบนเครื่องประมวลผล สตอเรจ และเน็ตเวิร์ก ฮาร์ดแวร์ และใช้ประโยชน์จากการใช้ซอฟต์แวร์ในการจัดการด้านไอที ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดลงมาจากการประหยัดค่าใช้จ่ายในสี่ส่วนสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์ ประมาณ 21,000 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่ใช้สอยและการบำรุงรักษา ประมาณ 454 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการ ประมาณ 15,000 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบนระบบพาวเวอร์และคูลลิ่ง ประมาณ 9,000 ล้านบาท ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยและอินโดจีน วีเอ็มแวร์ กล่าวถึงผลสำรวจดังกล่าวว่า การเดินหน้าผนวกการใช้เวอร์ช่วลไลเซชั่นในองค์กรธุรกิจไทยเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและจะส่งผลประโยชน์ต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ ค่าใช้จ่ายที่สามารถประหยัดได้จากการใช้งานเทคโนโลยีที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยให้องค์กรสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการเพิ่มความแข็งแกร่งและพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ ที่ขาดหายไปในองค์กร “โมเดลไอทีแบบเก่าไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานไอทีในยุคซอฟต์แวร์ ดีฟายด์ (software defined era) ในปัจจุบันที่ทุกอย่างถูกจัดการด้วยซอฟต์แวร์ เพราะองค์กรธุรกิจแบบเดิม ๆ ถูกท้าทาย และไอทีจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการธุรกิจให้ทันท่วงที ในประเทศไทยเรากำลังอยู่ในยุคถัดไปของเทคโนโลยีที่ไอทีต้องปรับตัวให้ทันกับความรวดเร็วของธุรกิจโดยใช้ซอฟต์แวร์ในจัดการ (software defined enterprise) เพื่อช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับองค์กร จากความมุ่งมั่นในการช่วยองค์กรธุรกิจไทยในการประหยัดค่าใช้จ่ายตามผลสำรวจ วีเอ็มแวร์ เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการลงทุนวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชั่นต่าง ๆ ที่จะช่วยตอบสนองการใช้งานภายในองค์กรธุรกิจได้อย่างเหมาะสม” ดร.ชวพล กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วีเอ็มแวร์เผยผลสำรวจธุรกิจไทยใช้เวอร์ช่วลไลเซชั่นมากขึ้น -

รมว.ไอซีทีเล็งสร้างดาวเทียมภาครัฐ
รมว.ไอซีที เล็งเสนอสร้างดาวเทียมภาครัฐไว้ใช้เอง ระบุ หวังแก้ปัญหาความมั่นคงและเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ คาดใช้งบกว่า 7 พันล้านบาทต่อดาวเทียม 1 ดวง นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ได้ให้คณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติไปศึกษารายละเอียดการสร้างดาวเทียมภาครัฐ เพื่อนำมาใช้เฉพาะการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ โดยจะแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงของประเทศ ทั้งนี้จะแยกกับส่วนที่เป็นพาณิชย์ชัดเจน เพราะปกติรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าสัญญาณดาวเทียมแก่เอกชนประมาณปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท เพื่อให้ 7 กระทรวงในไทยได้ใช้งาน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ หากรัฐมีดาวเทียมไว้ใช้เองก็จะไม่ต้องเสียค่าเช่าสัญญาณดาวเทียมให้เอกชน โดยเบื้องต้นตั้งงบประมาณในการสร้างดาวเทียม 1 ดวง อยู่ที่ 7,000-8,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเอกชนสามารถทำงานได้ในตอนนี้ เพราะรัฐยังต้องใช้ดาวเทียมของเอกชนอยู่ อีกทั้งหากมองในเรื่องของการรักษาความลับหรือความมั่นคงของชาติจำเป็นจะต้องมีดาวเทียมไว้ใช้เอง และรัฐดูแลเอง ดังนั้น แนวคิดการมีดาวเทียมดังกล่าวจึงต้องศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะการสร้างดาวเทียมเองจะต้องใช้งบในการดูแลส่วนนี้เช่นกัน นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้นางเมธินี เทพมณี ปลัดกระทรวงไอซีที เร่งแก้ไขปัญหาของสัญญาสัมปทานดาวเทียม กับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ให้แล้วเสร็จใน 3 เดือนต่อจากนี้ อาทิ ประเด็นดาวเทียมไอพีสตาร์ (ไทยคม4) ที่ไม่ได้อยู่ในสัญญาสัมปทานนั้น จะมีการคำนวณค่าปรับและค่าใช้จ่ายระหว่างกันอย่างไร และไทยคมจะต้องเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มอินทัช หรือ กลุ่มชินคอร์ปให้อยู่ในสัดส่วน 51% ตามสัญญาเดิม จากปัจจุบันอยู่ที่ 40-41% ส่วนดาวเทียมไทยคม 6 อยู่ระหว่างการตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อส่งมอบให้กระทรวงไอซีทีตามสัญญาสัมปทาน เป็นต้น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รมว.ไอซีทีเล็งสร้างดาวเทียมภาครัฐ