ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในระหว่างการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ว่า ขอให้ สคบ.เป็นหน่วยงานที่ให้ความสุขกับประชาชนได้และให้ประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง เข้ามาร่วมมือในการคุ้มครองผู้บริโภค และขออย่าแยกแยะว่าเป็นคนอื่นเพราะในฐานะคนในพื้นที่ย่อมรู้ดีกว่า ขณะที่ในการทำงานของสคบ.ถ้าสามารถทำให้ประชาชนพึ่งได้จะถือเป็นวาระแห่งชาติและเป็นหน้าตาของรัฐบาลไม่มีรัฐบาลชุดไหน เพราะจะทำให้มาตรฐานประเทศไทยเพิ่มขึ้นโดยปริยาย ทั้งนี้ ยังให้ สคบ.ประสานงานกับสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีผู้ตรวจราชการรับผิดชอบเขตพื้นที่ในภูมิภาคเพื่อประสานงานด้านการส่งต่อข้อร้องเรียนและรับแจ้งเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค เพื่อสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ โดยเฉพาะการดูแลชาวบ้านที่มีฐานะยากจน ไม่มีความรู้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกผู้ประกอบการหลอกลวงเอาเปรียบได้ทุกเมื่อ “โฆษณาหลายโฆษณาตอนนี้ ดูแล้สบางสิ่งก็เกิดจริงและสุ่มเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะถูกหลอก โดยเฉพาะผู้มีฐานะยากจนในพื้นที่ห่างไกล ดังนั้น สคบ.จึงต้องเป็นหน่วยงานหลัก ค่อยบูรณาการกับเจ้าของพื้นที่ สร้างความรู้แก่ประชาชน เพราะตอนนี้เห็นว่าสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก มีการเอารัดเอาเปรียบกันเกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งส่วนตัวไม่อยากให้เกิดขึ้น โดยเชื่อว่า สคบ.ร่วมมืออย่างจริงจังในการแก้ไข จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และเป็นหน้าตาของรัฐบาลด้วย” ด้านนายจำเริญ ยุติธรรมสกุล รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอฝากสคบ.ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกรณีมีประชาชนร้องเรียนผ่านโทร 1111 เพราะท่ีผ่านมามีการร้องไปที่นายกรัฐมนตรีว่าการแก้ปัญหามีความล่าช้า ขณะเดียวกันได้พบว่าเจ้าหน้าที่สคบ.ประจำจังหวัดไม่มีเนื้องานชัดเจนจนถูกนำไปนั่งเป็นหน้าห้องผู้ว่าราชการจังหวัดในหลายจังหวัด นอกจากนั้น สคบ.ต้องแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลการคุ้มึรองผู้บริโภค เพื่อแบ่งเบาภาระจากส่วนกลาง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มอบนโยบายสคบ.
เดือน: ตุลาคม 2014
-

มอบนโยบายสคบ.
-

ไฟไหม้อาคารสนามบินอุบลฯ
นายเสรี จิตต์โสภา รองอธิบดีกรมการบินพลเรือน เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 01.30 น. ของวันที่ 17 ต.ค.ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานอุบลราชธานี โดยเบื้องต้นพบว่าต้นเพลิงมาจากร้านค้าที่ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าอาคารผู้โดยสาร และส่งผลให้เที่ยวในช่วงเช้าล่าช้าเล็กน้อยไป 4 เที่ยวบินแรก สำหรับสาเหตุเบื้องต้นน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร และขณะนี้ตนได้เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่แล้ว เพื่อรอสรุปรายละเอียดความเสียหาย รวมถึงสั่งการให้มีการตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน อย่างไรก็ตามในช่วงที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ได้รับรายงานว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในสนามบิน ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ประจำอยู่ในสนามบินให้นำรถดับเพลิงที่มีอยู่ 2 คันเข้าไปดับไฟทันที จากนั้นอีกครึ่งชั่วโมงรถดับเพลิงของทางเทศบาลก็มาช่วยดับเพลิงอีก จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ซึ่งเบื้องต้นดูเหมือนเสียหายมาก เพราะส่วนหนึ่งมาจากเขม่าควันที่เกาะอยู่ตามผนังและในอาคารเต็มไปหมด แต่คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 20 ล้านบาทในการปรับปรุง และใช้ระยะเวลาปรับปรุงประมาณ 1 เดือนจึงแล้วเสร็จ “ปกติกรมการบินพลเรือนจะมีงบประมาณในการซ่อมบำรุงอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการดำเนินการ โดยเป็นเงินจากกองทุนค่าธรรมเนียมที่เก็บจากผู้โดยสารขาออก ซึ่งสามารถนำมาใช้ปรับปรุงได้ทันที” สำหรับการให้บริการผู้โดยสารภายหลังเกิดเพลิงไหม้ ยังเปิดให้บริการตามปกติ โดยเที่ยวบินของสายการบินนกแอร์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินไทยสมายล์ รวม 22 เที่ยวบิน(ไป-กลับ)ยังให้บริการได้อยู่ โดยได้ย้ายเคาน์เตอร์เช็กอินของสายการบินต่างๆไปอยู่ทางฝั่งซ้ายของอาคารจากเดิมที่อยู่บริเวณตรงกลาง ส่วนระบบการให้บริการอื่นๆ ก็ยังให้บริการได้ เพราะใช้สัญญาอินเตอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) ในการให้บริการเช็กอินอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาเรื่องการเดินสายเชื่อมต่อระบบไปยังเคาน์เตอร์เช็กอิน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแออัดภายในอาคารผู้โดยสาร ทางท่าอากาศยานจะให้ญาติพี่น้องที่ไปรับส่งผู้โดยสารรออยู่ด้านนอกอาคารเท่านั้น และอนุญาตให้เฉพาะผู้โดยสารเข้าไปในอาคาร ซึ่งจะช่วยให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น โดยมีการย้ายเก้าอี้ออกมาไว้ภายนอกอาคารเพื่อให้บริการด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไฟไหม้อาคารสนามบินอุบลฯ -

รฟท.ทุ่ม4,600ล้านซื้อรถตู้นอน
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้ลงนามสัญญาจัดซื้อรถโดยสารรุ่นใหม่สำหรับให้บริการเชิงพาณิชย์ จำนวน 115 คัน วงเงิน 4,668.89 ล้านบาท กับกิจการร่วมค้าบีบีซี ซึ่งประกอบด้วย บริษัทเขาหลักแบมบู ออร์คิด จำกัด บริษัทร่วมมิตรเหมืองแร่ จำกัด และบริษัทไชน่า เรลเวย์ คอนสตรั๊กชั่น จำกัด เพื่อนำมาให้บริการรถไฟประเภทรถนอนปรับอากาศเพิ่ม รองรับการให้บริการผู้โดยสารระดับกลางและระดับบน “โครงการจัดซื้อรถโดยสารครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ได้ผ่านมติ ครม.เมื่อปี 53 ซึ่งอยู่ในแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานระยะเร่งด่วนปี 56-57 วงเงิน 1.76 แสนล้านบาท เนื่องจากรถโดยสารประเภทรถนอนปรับอากาศที่ให้บริการในปัจจุบันมีจำนวนไม่เพียงพอ และส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานมานาน ดังนั้นจึงมีการจัดซื้อเพิ่มเพื่อให้บริการของ ร.ฟ.ท.ดีขึ้น รองรับกับแผนการลงทุนของรัฐบาลที่กำลังก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วนอีกหลายเส้นทาง” นายวิโรจน์ เตรียมพงศ์พันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มยุทธศาสตร์และอำนวยการ รักษาการแทนผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.กล่าวว่า รถโดยสารรุ่นใหม่ที่จัดซื้อจะส่งมอบรอบแรกได้ 26 ตู้ ในเดือนส.ค.58 หลังจากนั้นทยอยส่งจนครบในปี 59 โดยการจัดซื้อครั้งนี้ ร.ฟ.ท.คาดหวังจะช่วยพัฒนาการให้บริการสามารถแข่งขันกับรถทัวร์ และเครื่องบินได้ ที่สำคัญยังจะสร้างรายได้ให้การรถไฟฯ เพิ่ม เพราะถือเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญที่อัตราเติบโตสูง ส่วนการจัดซื้อหัวรถจักร 20 หัวที่มีการลงนามก่อนหน้านี้ กำลังอยู่ระหว่างรอรับมอบ ซึ่งคาดว่าในปลายปีนี้จะได้รับมอบ 2 หัวแรกก่อน ส่วนที่เหลือจะส่งมอบครบในเดือนมิ.ย.ปีหน้า สำหรับแผนการจัดซื้อรถโดยสาร หัวรถจักร และแคร่ขนสินค้าในระยะต่อไป ร.ฟ.ท.มีแผนจัดซื้อรถโดยสารดีเซลชั้นสอง 186 คัน มาใช้วิ่งในเส้นทางระยะไกล และกลาง เช่น กรุงเทพฯ-พิษณุโลก กรุงเทพฯ-นครราชสีมา กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี โดยเรื่องนี้ อยู่ระหว่างการนำเสนอให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจสอบ และขออนุมัติจากคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. คาดจะใช้เวลาประกวดราคาและลงนามสัญญาใน 1 ปี และทยอยส่งมอบได้ภายใน 2-3 ปี นอกจากนี้ยังเตรียมจัดซื้อรถขนสินค้า (แคร่) จำนวน 308 คัน วงเงิน 770 ล้านบาท กำลังอยู่ระหว่างยื่นให้สำนักอัยการสูงสุดตรวจสอบสัญญา ส่วนการจัดหัวรถจักร 50 หัว ก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องทีโออาร์ และให้กำหนดราคากลางใหม่ ซึ่งร.ฟ.ท.ก็กำลังปรับแก้ไขอยู่ คาดจะเสร็จสิ้นและเสนอให้ คตร.พิจารณาได้อีกครั้งใน 1-2 เดือนนี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รฟท.ทุ่ม4,600ล้านซื้อรถตู้นอน