นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัทบีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บีทีเอสได้ร่วมมือกับบริษัท แสนสิริจำกัด(มหาชน) เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกันแห่งแรก มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท พื้นที่ 5 ไร่บนทำเลติดสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตในรัศมี 500 เมตร ช่วงต้นปี 58ซึ่งเป็นข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจในลักษณะเอ็กซ์คลูซีพ พาร์ทเนอร์ตั้งบริษัทร่วมทุน ถือหุ้นร่วมกันฝ่ายละ 50%จากโครงการทั้งหมดที่มีอยู่ในแผนงานความร่วมมือ มูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท คาดว่าจะก่อตั้งแล้วเสร็จสิ้นเดือนธ.ค.นี้มีทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 100 ล้านบาท“บริษัทจะร่วมกันพัฒนาคอนโดฯ ใน3-5 ปี พื้นที่รวมกว่า 700 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 25,000 ล้านบาท เป็นโครงการคอนโดฯ วิว 3 สวนสาธารณะโดยไม่มีอะไรมาบดบังทัศนียภาพ ซึ่งคาดว่าต้นปี 58 จะเปิดตัวโครงการแรก มูลค่า 5,000 ล้านบาทที่สถานีหมอชิตก่อน”โดยปัจจุบันนี้รายได้จากธุรกิจรถไฟฟ้า เติบโตขึ้น 5-8% จากปีก่อน ขณะที่มีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยวันละ700,000 คน เพิ่มขึ้น 4-5% และผลการดำเนินงานงวดปีนี้นั้นคาดว่าจะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 12-15% จากปีก่อนที่มีรายได้ 23,900 ล้านบาท พร้อมกันนี้บริษัทมีนโยบายที่จะลงทุนในส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องนายวันจักร์ บุรณศิริ กรรมการและประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการบริษัทแสนสิริ กล่าวว่า โครงการนี้อาจเปิดตัวเดือนมี.ค. 58ใช้เวลาก่อสร้างจนโอนเสร็จ 36 เดือน รวมทั้งจะพัฒนาพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ด้วยคาดว่าจะมีรายได้จากการขาย 5,300 ล้านบาทสำหรับขอบเขตความร่วมมือร่วมกันนี้ต้องเป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่มีประมาณการยอดขายขั้นต่ำโครงการละ 3,000 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น และมีข้อตกลงร่วมกัน ที่จะไม่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ภายใต้ขอบเขตข้อตกลงกรอบความร่วมมือทางธุรกิจนี้เว้นแต่จะเป็นโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งคู่สัญญามีแผนการที่จะพัฒนาอยู่ก่อนแล้วและโครงการที่อยู่อาศัยที่ถูกนำเสนอเพื่อพัฒนาภายใต้สัญญาข้อตกลงกรอบความร่วมมือทางธุรกิจนี้แต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ที่จะพัฒนาโครงการที่เสนอดังกล่าวอีกทั้งจะเจรจา เพื่อหาโอกาสในการขยายความร่วมมือและการผนึกกำลังในธุรกิจด้านอื่นๆ ต่อไปด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บีทีเอสจับมือแสนสิริผุดคอนโดติดรถไฟฟ้า
เดือน: ตุลาคม 2014
-

บีทีเอสจับมือแสนสิริผุดคอนโดติดรถไฟฟ้า
-

แบงก์ยันปีหน้าจีดีพีโตไม่ถึง 6%
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาทางวิชาการ ธปท.ว่ากรณีที่มีผู้คาดการณ์ว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตได้ถึง 6% นั้นคงเป็นไปได้ยาก คงต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน เศรษฐกิจสหรัฐยังฟื้นตัวไม่แน่นอนส่วนยุโรปและญี่ปุ่นยังชะลอตัวขณะที่เศรษฐกิจไทยจะต้านทานผลกระทบเหล่านั้นได้บางส่วนจากการเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งธปท.มองว่าปีหน้าจีดีพีไทยคงโตได้ 4.8% และยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าหรือน้อยกว่านั้น“สิ่งที่ธปท.อยากเห็น คือการเติบโตแบบมีเสถียรภาพซึ่งค่ากลางที่ธปท.ประเมินจีดีพีปีหน้าไว้ 4.8% หมายความว่าเป็นไปได้ทั้งทางสูงและทางต่ำแต่ก็ไม่คิดว่าจะไปถึง 6% ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจและธปท.ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด คือความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก ที่จะมีผลกระทบต่อตลาดการเงินให้ผันผวนได้ สำหรับประเทศไทยต้องเสริมศักยภาพของเศรษฐกิจในระดับมหภาคให้อยู่ในระดับสมดุลเพื่อที่จะเป็นภูมิต้านทานกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่วนโรคอีโบล่านั้นมองว่าผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่ได้มากนัก แต่สิ่งที่อยากจะเตือนคือเรื่องการสร้างความกลัวไม่ควรจะสร้างมากไปจนเกินเลยเพราะจะกระทบทางด้านจิตวิทยา”ส่วนกรณีที่รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ1,000 บาทนั้น สิ่งที่ต้องมองคือไม่ใช่การถกเถียงว่าทำโครงการประชานิยมหรือไม่ เพราะไม่มีประโยชน์แต่สิ่งที่รัฐบาลทำนี้ เป็นการช่วยลดความเดือดร้อนฉับพลันระยะสั้นให้ชาวนาโดยไม่สร้างภาระผูกพัน และการแจกเงินก็ไม่ได้ไปกระทบส่วนอื่นจึงไม่ได้บิดเบือนกลไกตลาด เนื่องจากเป็นการจ่ายตรงถึงมือชาวนาซึ่งมองว่าเป็นการช่วยเสริมด้านรายได้ให้กับชาวนา“กรณีการนำหนี้ดอกเบี้ยต่ำไปแทนหนี้ดอกเบี้ยสูงนั้นเหมือนกับการกินยาแก้ปวด คือช่วยได้แค่ระยะสั้นเท่านั้น ถามว่าแล้วช่วงรอผ่าตัดต้องกินยาแก้ปวดไหม บางครั้งก็จำเป็น แต่ไม่ควรเป็นข้ออ้างว่าต้องกินยาแก้ปวดไปตลอดทั้งชีวิตมันทำให้เลื่อนการแก้ปัญหาที่แท้จริงออกไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าหากประชาชนมีรายได้ดีขึ้นรู้จักการออม น่าจะเป็นเรื่องที่ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์ยันปีหน้าจีดีพีโตไม่ถึง 6% -

“หม่อมอุ๋ย” ชี้ 2 ปัจจัยทำเศรษฐกิจไทยทรุด
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานทิศทางประเทศไทย เรื่องเศรษฐกิจไทย จะไปรุ่งหรือไปยุ่งจัดโดยมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 57 จะไม่ขยายตัวเกิน 2% อย่างแน่นอนเพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศในช่วงต้นปีทำให้ปัจจัยที่คอยสนับสนุนเศรษฐกิจหลายอย่างไม่สามารถเดินหน้าได้ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่วนปี 58 เชื่อว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้4% เนื่องจากรัฐบาลจะเน้นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่ควบคู่กับการลงทุนภาคเอกชนที่กำลังฟื้นตัวแม้ว่าภาคการส่งออกจะไม่ได้ปรับตัวสูงเหมือนในช่วงที่ผ่านมา“หากไม่มีวิกฤตสองอย่างทั้งปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งโลก เศรษฐกิจไทยปีนี้ก็โต 3-4% ได้สบายซึ่งช่วงที่ชะลอตัวนี้ รัฐบาลก็จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจหลังเครื่องยนต์เย็นมานานให้เครื่องร้อนขึ้นให้ออกมาโดยใช้สามัญสำนึกทั้งงานซ่อมแซม สร้างงาน ใช้จ่ายงบประมาณและแถมการช่วยเหลือชาวนาที่มีที่นาไม่เกิน 15 ไร่ ซึ่งเดิมไม่เคยได้อะไรจากโครงการรับจำนำข้าวเลย ส่วนปีหน้ายังไงก็ดีขึ้นหลังจากเราหยุดทำงานกันมานาน และจะทำเต็มที่ช่วงมีรัฐบาลทั้งการใช้จ่ายงบรัฐเต็มมือ รวมทั้งการพิจารณาคำขอส่งเสริมการลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวดีกว่าปีก่อน”ส่วนทิศทางการบริหารงานของรัฐบาลจากนี้ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว ทั้งงานเดิมที่ทำไว้แล้ว เป็นสิ่งที่ที่จะต้องทำต่อและสิ่งที่เห็นว่าสมควรทำ เริ่มต้นด้วยการดูแลภาคการเกษตร ทั้งยางพาราซึ่งคาดว่าในปีหน้าทิศทางราคาน่าจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากความต้องการซื้อมีจำนวนมากเช่นเดียวกับข้าว คาดว่าในสิ้นปีนี้จะสามารถส่งออกได้ประมาณ 10 ล้านตันส่งผลให้ประเทศไทย กลับมาทวงแชมป์การส่งออกคืนเป็นที่ 1 ของโลกได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “หม่อมอุ๋ย” ชี้ 2 ปัจจัยทำเศรษฐกิจไทยทรุด