เดือน: ตุลาคม 2014

  • โพลล์หอการค้าชี้สัดส่วนเงินกู้นอกระบบพุ่ง 50.4%

    โพลล์หอการค้าชี้สัดส่วนเงินกู้นอกระบบพุ่ง 50.4%

    นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจประชาชนถึงสถานการณ์ต่างๆภายในประเทศว่าปัญหาหลักของประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของหนี้สินรองลงมาเป็นราคาสินค้าแพง และราคาพืชผลตกต่ำส่งผลให้ประชาชนต้องก่อหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือส่วนหนึ่งนำไปชำระหนี้เดิม แต่ที่น่าเป็นห่วงคือสัดส่วนหนี้นอกระบบได้เพิ่มจากการสำรวจครั้งก่อนที่มีสัดส่วน49.1%เป็น 50.4% ซึ่งเป็นครั้งแรกที่หนี้นอกระบบของประชาชนสูงกว่าหนี้ในระบบส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนกู้มากที่สุด ส่วนยอดหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนในภาพรวมก็เพิ่มจาก 210,000 บาทเป็น220,000 บาทต่อครัวเรือน“ผลสำรวจยังพบว่าประชาชน 38.1%เห็นว่าเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเหมือนเดิมเมื่อเทียบปี56 อีก 34.2%เห็นว่าดีขึ้น และ 27.7%เห็นว่าแย่อยู่ แต่หากเทียบกับครึ่งปีแรก 57ประชาชน 42.3%เห็นว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น อีก 37.6%เห็นว่าเท่าเดิม และ 20.1%เห็นว่าแย่ ขณะเดียวกันประชาชนส่วนใหญ่ระบุเชื่อมั่นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐระดับปานกลางและเชื่อมั่นมาก”อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่านโยบายและมาตรฐานกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันของรัฐจะทำให้การบริโภคมากขึ้นหรือไม่ พบว่า 25.2%เห็นว่าไม่เลย อีก 44.3%เห็นว่าน้อยถึงน้อยมาก เพราะราคาค่าครองชีพสูงไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจ รายได้ยังไม่เพิ่ม ภาระหนี้สินสูง และราคาพืชผลเกษตรตกต่ำขณะที่ อีก 25.4%ระบุปานกลาง และ5.1%ระบุมากนางเสาวณีย์กล่าวว่าจากผลสำรวจเป็นครั้งแรกในรอบปีที่ประชาชน 55.7%ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจจากเดิมเร่งแก้ปัญหาการเมืองและสังคม โดยประชาชนระบุไม่เห็นด้วยอย่างมากต่อนโยบายรัฐบาลคือการปรับขั้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งอนุมัติเงินสร้างหรือปรับปรุงสนามบิน 6 แห่ง มาตรการงดทำนาปรัง 22 จังหวัดส่วนที่เห็นด้วยมากสุด คือแก้กฎระเบียบที่ล้าสมัย มาตรการดูแลควบคุมค่าครองชีพ มาตรการลดต้นทุนให้ชาวนาสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยประชาชนเสนอให้รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นอันแรกโดยเฉพาะเรื่องหนี้สินและค่าครองชีพสูง กระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีกว่าปัจจุบันแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ดูแลรายได้คนไทย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โพลล์หอการค้าชี้สัดส่วนเงินกู้นอกระบบพุ่ง 50.4%

  • ปปช.เผยเม็ดเงินจัดซื้อจัดงานรั่วไหลปีละแสนล้าน

    ปปช.เผยเม็ดเงินจัดซื้อจัดงานรั่วไหลปีละแสนล้าน

    นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กล่าวว่า ขณะนี้ปปช.ได้จับมือกับองค์กรต่างๆในการเป็นเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชั่นในประเทศมากขึ้นเนื่องจากในแต่ละปีจะมีเม็ดเงินรั่วไหลจากการประมูลงานและการจัดซื้อจัดงานของภาครัฐในระดับแสนล้านบาทซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและประเทศไทยอย่างมาก ดังนั้นนอกจากจะร่วมมือกับพันธมิตรในการตรวจสอบและป้องปรามปัญหาแล้วปปช.ก็ได้มีการเสนอการแก้กฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของอายุความของคดีที่เกี่ยวข้องการฉ้อโกงเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ผิดกฎหมายหนีการดำเนินคดีแล้วเมื่ออายุความหมดก็กลับเข้ามาเหมือนเดิม“ก็จะมีการส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีรวมถึงรัฐวิสาหกิจให้ความสำคัญในการป้องปรามปัญหาการคอร์รัปชั่นพร้อมทั้งมีการนำระบบของธนาคารโลกในการปราบปราม และที่สำคัญในการประมูลงานของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจอยากให้มีการกำหนดราคากลางด้วย”นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย)กล่าวว่า องค์กรจะมีการติดตามโครงการลงทุนต่างๆของภาครัฐอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันและป้องปรามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐรับสินบนและไม่ให้ภาคเอกชนเสนอสินบนแก่เจ้าหน้าที่เบื้องต้นก็จะให้ความสำคัญโครงการใหญ่อย่างโครงการรถไฟฟ้าและโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส2 เนื่องจากต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก“ปัญหาการคอร์รัปชั่นได้สร้างความเสียหายและมีผลกระทบต่อการเมืองและเศรษฐกิจของไทยมาต่อเนื่องและประเทศไทยก็จะมีความรุนแรงมากดังนั้นภาคเอกชนจำเป็นต้องให้ผู้นำทุกรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องเพราะหากจะแก้ไขกฎหมายมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หากไม่มีการใช้กฎหมายในการปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปปช.เผยเม็ดเงินจัดซื้อจัดงานรั่วไหลปีละแสนล้าน

  • “สมหมาย” สั่ง 3 กรมภาษีคุมโกง

    “สมหมาย” สั่ง 3 กรมภาษีคุมโกง

    นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เปิดเผยในงานสัมมนา “บทบาทความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนในการต่อสู้คอร์รัปชั่น”ว่ายอมรับว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในกระทรวงการคลังเกิดขึ้นเป็นรายวันโดยเฉพาะกรมจัดเก็บภาษี ทั้งกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และ กรมศุลกากรเนื่องจากที่ผ่านมาอธิบดีกรมจัดเก็บภาษีบางรายและในบางช่วงเวลาที่ได้รับการแต่งตั้งมีต้นทุนสูงทำให้เกิดการถอนทุนจากการทำหน้าที่ เพราะการดำเนินงานแต่ละขั้นตอนมีช่องโหว่จำนวนมากดังนั้นได้สั่งการให้อธิบดีทั้ง 3 กรมดูแลปัญหาดังกล่าวอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มาใช้ในโครงการลงทุนภาครัฐเพื่อแก้ปัญหาทุจริตเช่น โครงการสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 และ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน“ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทยไม่ถือว่าเป็นมะเร็งร้ายแต่เปรียบเหมือนเป็นโรคเบาหวานขั้นร้ายแรงที่สร้างความทรมาน และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศส่งผลให้การดำเนินโครงการต่างๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า และสร้างผลกระทบมาถึงประชาชน”ทั้งนี้กระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะปรับปรุงกระบวนการรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเห็นว่าจะต้องมีการยกเครื่องใหม่เพราะมองว่าองค์กรจะเป็นตัวสำคัญในการร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในเรื่องนี้ได้ และปรับปรุงระเบียบ และกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการสร้างธรรมาภิบาลเพื่อปิดโอกาสไม่ให้นักการเมืองเข้ามาใช้อำนาจในทางที่มิชอบขณะที่การตรวจสอบและกำกับดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจโดยอำนาจของซุปเปอร์บอร์ดที่เพิ่งตั้งขึ้นมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)นั้นในอนาคตควรจะต้องมีการออกกฎหมายมากำกับดูแลเพื่อรองรับอำนาจของซุปเปอร์บอร์ดให้มีความยั่งยืนไม่ใช่พอเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แล้วก็จะถูกยกเลิกไป โดยคาดว่าภายในเวลา1ปีน่าจะมีการยกร่างกฎหมายดังกล่าวได้ทัน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “สมหมาย” สั่ง 3 กรมภาษีคุมโกง