วันนี้(15ต.ค.) ที่เซ็นทรัล เวิล์ด นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมร่วมโครงการคูปองแลกอุปกรณ์รับชมทีวีดิจิตอลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ที่จะสามารถแลกได้ในวันที่ 20 ต.ค. นี้ โดยบริษัทฯยื่นขอสติกเกอร์ร่วมโครงการจำนวน 9.6 แสนดวงและเตรียมที่จะยื่นขออีกจำนวน 8 แสนดวง เพื่อรองรับกับการดำเนินแจกคูปองใหักับประชาชนจำนวน 8 ล้านครัวเรือนในปี 2557ทั้งนี้บริษัทได้ออกกล่องดิจิตอลสำหรับการแลกคูปองจำนวน 3 รุ่นได้แก่ รุ่น Strong POP 1 รุ่น Strong White และรุ่น Strong Black นอกจากนี้ยังได้จัดโปรโมชั่น "คืนความสุข 3 ต่อ" โดยหากประชาชนได้รับคูปอง 690 บาท มาแลกกล่องดิจิตอลทีวีของบริษัทสามารถฯ จะได้รับคูปองเงินสด 690 บาท ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องดิจิตอล รุ่น STRONG POP 1 มาใช้เป็นส่วนลดในการซื้อมือถือไอ-โมบาย รุ่น IQ 6.8 DTV ได้ที่ศูนย์บริการดีแทค โดยลูกค้าแฮปปี้ที่ซื้อมือถือ รับค่าโทร 690 บาท ส่วนลูกค้ารายเดือน รับส่วนลดค่าบริการ 50 % นาน 12 เดือนอย่างไรก็ตามบริษัทฯคาดว่าจะ จำหน่ายกล่องและเสาอากาศดิจิตอลทีวีได้อย่างละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านชุด คิดเป็นมูลค่ารวมกันมากกว่า 2,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 57 และคาดว่าแนวโน้มความต้องการกล่องและเสาอากาศดิจิตอลทีวี จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการแจกจ่ายคูปองเพิ่มเติมและมีการขยายเครือข่ายที่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “สามารถ”บุกตลาดกล่องทีวีดิจิตอลรับโครงการแจกคูปองของกสทช.
เดือน: ตุลาคม 2014
-

“สามารถ”บุกตลาดกล่องทีวีดิจิตอลรับโครงการแจกคูปองของกสทช.
-

“จักรมณฑ์” ส่งซิกลอยตัวราคาน้ำตาล
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยเข้าพบ เพื่อยกเลิกการเก็บเงินจากผู้ประกอบการกลุ่มเครื่องดื่มเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย 5 บาทต่อกิโลกรัมว่า ขณะนี้คงไม่สามารถระบุได้ว่า ภายในปีนี้ จะสามารถลดการเก็บเงินได้หรือไม่ เพราะช่วงปลายปี 58กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลทรายตามกลไกตลาดโลก เพื่อให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 “เบื้องต้นกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ยินดีและพร้อมรับนโยบายปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลทรายให้อิงราคาตามตลาดโลก ขณะที่ผู้บริโภคเอง เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมใจรับ เพราะเป็นเรื่องที่รู้กันมานานแล้วว่า จะมีการเปิดเสรีเออีซีในปี 58 แต่ช่วงต้นอาจมีวิธีหรือมาตรการในการค่อยๆ ปรับขึ้นเหมือนราคาพลังงานก็ได้เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคตกใจหรือได้รับผลกระทบมากจนเกินไป” นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยที่ไม่สนับสนุนแนวคิดการเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มตามค่าความหวานจากผู้ประกอบการโรงงาน เนื่องจากส่วนตัวมองว่า น้ำตาลทราย เป็นสารอาหารที่จำเป็นตัวหนึ่ง เพราะถ้าขาดหรือไม่กินเลยก็ไม่ได้ แต่น่าจะเป็นการรณรงค์ลดการบริโภคน้ำตาลลงแทนเหมาะสมกว่านายประจวบ ตยาคีพิศุทธิ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารและโฆษกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย กล่าวว่า หลังจากได้รับทราบนโยบายของนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรมว่า จะปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลในช่วงปลายปี 58 โดยให้ผู้ประกอบการเตรียมปรับตัวรับการเปิดเออีซี เมื่อรับทราบข้อมูลแล้ว สมาคมฯ ก็รับได้เพราะถือว่ายุติธรรมดีและจะไปหาทางบริหารจัดการต้นทุนอื่นให้สมดุลกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “จักรมณฑ์” ส่งซิกลอยตัวราคาน้ำตาล -

พาณิชย์เล็งออกมาตรการดันราคาข้าวหอมมะลิ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมหารือร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยว่าที่ประชุมได้หารือเรื่องการดูแลราคาข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูกาลนาปี 2557/58ที่กำลังทยอยออกมาในช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ คาดว่ามีปริมาณมากถึง 6 ล้านตันข้าวเปลือกซึ่งเห็นพ้องที่จะกำหนดเป้าหมายในการผลักดันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ 100%ชั้น 2ให้เกษตรกรขายได้ในราคาตันละ 15,000 – 16,000บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่เกษตรกรพอใจ“ในการประชุมทางผู้ส่งออกข้าวก็ได้เสนอแนวทางที่จะทำให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิมีราคาตามเป้าหมายที่กำหนดไว้คือ 15,000 – 16,000 บาท/ตันซึ่งก็มีหลายวิธีการทั้งการดูดซับปริมาณส่วนเกินของข้าวมาเก็บไว้ในสต๊อกก่อนคาดว่าจะดูดซับออกมา 2 ล้านตันโดยในการดูดซับก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแน่นอนและรัฐก็อาจจะดูแลช่วยเหลือในส่วนนี้ให้”สำหรับรายละเอียดของมาตรการในการผลักดันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้แต่จะมีมาตรการที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากการดูดซับปริมาณข้าวออกจากตลาดเพราะต้องรอข้อสรุปและนำเสนอมาตรการให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)เห็นชอบก่อน คาดว่าจะมีการประชุมภายในสัปดาห์หน้าขณะที่การดูแลราคาข้าวเปลือกเจ้าโดยได้กำหนดเป้าหมายไว้ที่ตันละ 8,500 บาท ซึ่งขณะนี้ราคาข้าวเปลือกเจ้าในตลาดใกล้เคียงกับราคาเป้าหมายถือเป็นราคาที่สมดุลกับทุกฝ่ายทั้งผู้ส่งออก ชาวนา และโรงสีและรูปแบบความร่วมมือกับภาคเอกชนก็จะดำเนินการต่อเนื่องในฤดูกาลต่อไปด้วย“ข้าวเปลือกเจ้ารัฐบาลอยากเห็นราคาเป้าหมายที่ตันละ 8,500 บาท ต่อจะต้องใช้วิธีการกำหนดราคากลางขึ้นมาในลักษณะที่สร้างความยุติธรรมกับทุกลุ่มโดยราคากลางไม่ใช่ราคาบังคับ แต่เป็นราคาที่ยืนเป็นราคาแนะนำซึ่งการดูแลราคาข้าวควรจะปรับให้ผันแปรไปตามราคาตลาดโลกเพราะถ้าหากราคาตลาดสูงขึ้น ชาวนาก็ควรจะได้ราคาที่สูงขึ้นด้วยเรื่องนี้เราได้ทำความเข้าใจกับโรงสีแล้ว”นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในการรุกตลาดส่งออกข้าวโดยรัฐบาลและเอกชนจะต้องร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลในการส่งออกข้าวเป็นรายตลาดๆพร้อมทั้งสนับสนุนการทำแบรนด์ข้าวหอมมะลิไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยและเป็นช่วงตลาดส่งออกสำคัญๆของไทย เช่น แอฟริกา จีน หรือฮ่องกง กลับคืนมาและทำให้ไทยกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวได้เหมือนเดิม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เล็งออกมาตรการดันราคาข้าวหอมมะลิ