ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • พาณิชย์คาดเงินเฟ้อปีม้าแตะ2.8%

    พาณิชย์คาดเงินเฟ้อปีม้าแตะ2.8%

    นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ในปี 57 อยู่ที่ 2.00-2.80% โดยมีสมมติฐานจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เฉลี่ย 3.0-5.0% ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 95-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระหว่าง 29-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ  รวมถึงรัฐบาลยังคงมาตรการลดภาระค่อครองชีพ ได้แก่ รถโดยสารประจำทางและรถไฟชั้น 3 ไม่เสียค่าใช้จ่าย การอุดหนุนน้ำมันดีเซล การอุดหนุนการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ามิเตอร์ขนาด 5 แอมแปร์ไม่เกิน 50 หน่วย อย่างไรก็ตาม หากสมมติฐานไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ โดยมาตรการลดค่าครองชีพถูกยกเลิกทั้งหมดพร้อมกัน จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อประมาณ 1.3-1.4% ซึ่งมีโอกาสทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีรวมอยู่ที่ระดับ 3.00-3.80%  แบ่งเป็นหากมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ 1% ซึ่งราคาน้ำมันดีเซลเป็นตัวที่มีน้ำหนักสูงที่สุด ขณะที่รถไฟฟรีจะกระทบเงินเฟ้อ 0.18% รถประจำทางฟรี 0.11% ค่าไฟฟ้า 0.068% และค่าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) 0.1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อ เดือนธ.ค. 56 เท่ากับ 106.01 สูงขึ้น 1.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  เมื่อรวมทั้งปี 56 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยสูงขึ้น 2.18%  ต่ำสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ปี 53 เป็นต้นมา และเป็นอัตราเพิ่มแบบชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ  ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ และการใช้จ่ายในครัวเรือนที่ชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน  นอกจากนี้ยังพบว่าในช่วงปีต้นที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ทำให้มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทลดลง รวมถึงกรณีราคาสินค้าเกษตรสำคัญปรับลดลง  เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เนื่องจากความต้องการซื้อจากต่างประเทศลดลง จึงส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง ซึ่งอัตราเงินเฟ้อดังกล่าวอยู่ในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ที่ 2.10-2.60%   สำหรับสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ดัชนีโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีราคาสินค้าสำคัญที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวสารเจ้าสูงขึ้น 0.02% เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ สูงขึ้น 0.40% เครื่องประกอบอาหารสูงขึ้น 0.33% และอาหารสำเร็จรูปสูงขึ้น 0.34% ส่วนสินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มดัชนีสูงขึ้น 0.22% จากการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาสินค้าหมวดน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 1.51%   “อัตราเงินเฟ้อในปี 56 อยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจชะลอตัวและราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง รวมทั้งยังมีมาตรการลดค่าครองชีพมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ส่วนในปี 57 คงต้องจับตามองมาตรการค่าครองชีพต่างๆ ว่ารัฐบาลใหม่จะคงมาตรการดังกล่าวไม่หรือไม่ ซึ่งหากมีการยกเงิกทั้งหมดจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน”  นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน  กล่าวถึงแผนการดูแลราคาสินค้าในปี 57 หลังจากมาตรการขอความร่วมมือตรึงราคาจะสิ้นสุดในเดือนธ.ค.56 ว่า แนวโน้มราคาสินค้าในปี 57 ในช่วงต้นปีจะยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากปัจจัยที่มีผลต่อราคาสินค้า ทั้งวัตถุดิบและค่าแรงงานยังทรงตัวอยู่ในระดับเดิม ขณะที่น้ำมันดิบดูไบ คาดว่าจะอยู่ที่ 95-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 29-30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันดีเซลในประเทศทรงตัวอยู่ที่ 29.99 บาทต่อลิตร จึงไม่มีผลต่อต้นทุนการผลิตและราคาจำหน่ายสินค้า “จากปัจจัยเรื่องต้นทุนที่ไม่ขยับขึ้น บวกกับช่วงต้นปี เป็นช่วงที่ผู้ประกอบการมีการลด แลก แจก แถม เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงปีใหม่ ทำให้มีการแข่งขันกันสูง ประกอบกับเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคไม่ค่อยมี ภาวะราคาสินค้าก็จะยังทรงๆ ตัว แรงกดดันในเรื่องการปรับราคาจึงยังไม่มี” อย่างไรก็ตาม หากสินค้ารายการใดมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา กรมฯ ก็พร้อมที่จะพิจารณาให้ แต่ต้องยื่นแสดงภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นประกอบการพิจารณา และการปรับราคาต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับผู้บริโภคมากจนเกินไป 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์คาดเงินเฟ้อปีม้าแตะ2.8%

  • ชัตดาวน์กทม.กระทบใช้จ่าย-ท่องเที่ยว2หมื่นล้าน

    ชัตดาวน์กทม.กระทบใช้จ่าย-ท่องเที่ยว2หมื่นล้าน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าการประกาศปิดกรุงเทพมหานครของกลุ่มประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) นั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในด้านการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวประมาณ5,000 – 20,000 ล้านบาท หากปิดในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน หรือจนถึงวันเลือกตั้ง   ทั้งนี้ กปปส.เน้นการแสดงออกในรูปแบบที่ต้องการให้คนหยุดงานมารร่วมชุมนุม โดยการปิดสถานที่สำคัญแต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะครอบคลุมพื้นที่มากน้อยแค่ไหนซึ่งที่ผ่านมากปปส.พยายามที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยไม่ปิดเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ เช่น การโดยสารรถประจำทาง รถไฟฟ้าใต้ดินและรถไฟฟ้าบีทีเอส ทำให้ภาพของการสัญจรยังคงทำได้แต่อาจไม่สะดวกมากนักโดยเฉพาะทางการเดินทางถนนขณะที่การแสดงออกโดยการตั้งเวทีจัดดนตรี ไม่ได้มีภาพของความรุนแรง  นายธนิต โสรัตน์รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท. )กล่าวว่า การประกาศชัตดาวน์กรุงเทพนของกลุ่มกปปส.วันที่ 13 ม.ค. นี้ เชื่อว่ากระทบกับภาพลักษณ์ประเทศแน่นอน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวช่วงเดือนก.พ. –เม.ย. 57 เพราะปกตินักท่องเที่ยวจะต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่เดือนม.ค.ดังนั้นเหตุการณ์นี้ อาจทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนแผนไปเที่ยวประเทศอื่นแทนทำให้ไทยโดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯเสียโอกาส  สำหรับผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในด้านการส่งออกเชื่อว่าลูกค้าต่างชาติกำลังจับตาว่าการชุมนุมจะกระทบต่อการขนส่งสินค้าการผลิตหรือไม่ เพราะหากการชุมนุมยืดเยื้อ รุนแรง หรือปิดถนนสำคัญ ท่าเรือที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งซึ่งปัจจุบันตัวแทนขนส่งทางเรือรายใหญ่ของประเทศมีสำนักงานอยู่ย่านสีลมจำนวนมากหรือการชุมนุมอาจกระทบต่อระบบธนาคาร    “ความไม่มั่นใจของลูกค้าต่างชาติต่อการชุมนุมเดือนม.ค.นี้อาจทำให้ลูกค้าลดคำสั่งซื้อจาก 100% เหลือ 50%เพื่อกระจายความเสี่ยงไปซื้อจากประเทศอื่นจากไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาพบว่ามีการลดคำสั่งซื้อเหลือ 70% แล้วเห็นจากยอดส่งออกประเทศช่วงไตรมาส 4 ที่ติดลบ ทั้งที่ควรเป็นบวกเพราะเป็นช่วงเทศกาล ขณะที่ช่วงดังกล่าวหากดูยอดส่งออกในอินโดนีเซีย มาเลเซียและเวียดนามจะพบว่าเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก”นายธนิตกล่าว    นายวัลลภ วิตนากร รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ต้องติดตามสถานการณ์ครั้งนี้อย่างใกล้ชิดว่าจะกระทบต่อการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมหรือไม่เพราะที่ผ่านมามีการชุมนุมแต่ไม่ได้เกิดปัญหารุนแรงจนส่งผลต่อภาคขนส่งจึงไม่มีปัญหาอะไรสำหรับความกังวลของลูกค้าต่างชาติขณะนี้ยังเป็นช่วงปีใหม่จึงยังไม่มีลูกค้าสอบถามหรือแสดงความกังวลเข้ามาเชื่อว่าลูกค้าต่างชาติจะเริ่มสอบถามในสัปดาห์หน้าก่อนการชุมนุม  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชัตดาวน์กทม.กระทบใช้จ่าย-ท่องเที่ยว2หมื่นล้าน

  • “ชัชชาติ”สั่งคมนาคม”ตั้งวอร์รูม” รับมือม็อบ

    “ชัชชาติ”สั่งคมนาคม”ตั้งวอร์รูม” รับมือม็อบ

     นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  รมว.คมนาคม เปิดเผยหลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนรับมือปัญหาการจราจร กรณีกลุ่มผู้ชุมนุนมกปปส.ประกาศปิดถนนในกรุงเทพฯว่า ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมตั้งศูนย์บัญชาการ(วอร์รูม) โดยมีนายสมชัย ศิริวัฒนโชค ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน คอยติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม และแก้ไขปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นจากการปิดถนนอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน พร้อมกับในวันที่ 3 ม.ค.นี้ จะเชิญ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะหนึ่งในอนุกรรมการแก้ไขปัญหาจราจรเร่งด่วนในเขตกรุงเทพมหานคร มาหารือเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน   นอกจากนี้ยังขอร้องประชาชนให้ลดการใช้รถยนต์ส่วนในช่วงที่มีการปิดถนน และหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทน พร้อมกับมอบให้แต่ละหน่วยงานไปจัดทำแผนการเพิ่มเที่ยววิ่ง รถไฟ รถเมล์ รถไฟฟ้าใต้ดิน เรือคลองแสนแสบ เรือด่วนเจ้าพระยา ให้เพียงพอที่จะรองรับกับการเดินทางประชาชนแล้ว  โดยสัปดาห์หน้าจะเริ่มทดลองเพิ่มเที่ยววิ่งในการให้บริการประชาชน ขณะเดียวกันอาจต้องเตรียมหารือร่วมกับภาคเอกชนให้ปรับเวลาการทำงานให้เหลื่อมกัน เพื่อลดการแออัดการเดินทางในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งนี้กระทรวงยังเตรียมจัดหาที่จอดรถบริเวณชานเมือง โดยกำลังเจรจากับเจ้าของสถานที่ เช่น ลานจอดรถของท่าอากาศสุวรรณภูมิ  มหาวิทยาลัยรังสิตธรรมศาสตร์ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทคบางนา  เพื่อให้ประชาชนที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพ จอดรถไว้บริเวณด้านนอกเมือง และมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเข้าเมืองแทน  โดยให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นำรถชัตเติ้ลบัสออกวิ่งให้บริการ   นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ยังแต่งตั้งให้นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ  รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการชุมนุม โดยร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเดินทางที่ถูกต้องให้ประชาชนนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกเดินทางในช่วงชุมนุม ผ่านเว็บไซต์กระทรวงคมนาคม www.mot.go.th   สายด่วนคมนาคม1356 และสถานีวิทยุ สวพ.91  นอกจากนี้ยังมอบหมายให้นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม  ติดตามว่าการชุมนุมปิดถนนในพื้นที่ต่างๆ เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคมหรือไม่  รวมถึงเก็บรวบรวมหลักฐานการกระทำความผิด เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินคดีหากพบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมหากพบทำผิดตามกฎหมาย เพราะหากไม่ดำเนินคดีกระทรวงอาจต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงเตรียมประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมปิดถนนด้วย ขณะที่นายชูศักดิ์ เกวี รองปลัดกระทรวงคมนาคม จะรับผิดชอบดูแลและแก้ไขปัญหาด้านการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือคลองเตยและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่อาจหยุดชะงัก เนื่องจากปัจจุบันมีการส่งออกสินค้าผ่านทางท่าเรือคลองเตยถึงปีละ 1 ล้านตู้ ขณะที่การส่งออกสินค้าผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีสัดส่วน 24% ของการส่งออกทั้งประเทศ  “การปิดถนนในกรุงเทพถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก กระทรวงคมนาคมในฐานะที่ดูแลเรื่องระบบขนส่งจะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด  ผมยืนยันว่าข้าราชการการกระทรวงคมนาคมทุกคนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง  ครั้งนี้เป็นการออกมาทำงามตามหน้าที่  โดยก่อนที่ม็อบจะปิดถนน เราต้องหาทางเลือกในการเดินทางให้ประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา กปปส ประกาศชัดว่าต้องการให้กรุงเทพเป็นอัมพาต”   นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า จากการประกาศปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค. นี้ สมาคมยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์และผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกทั้งหมดได้ แต่ยอดขายของศูนย์การค้าต่างๆ ในช่วง 2สัปดาห์สุดท้ายของปี ก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง อย่างไรก็ดีเมื่อมีเหตุการณ์ใหม่มาจำเป็นต้องรอดูจำนวนนักท่องเที่ยว ว่าจะลดลงหรือไม่ ซึ่งจะช่วยชี้วัดความเชื่อมั่นของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติได้ ขณะที่การรับมือในตอนนี้ทำได้เพียงปรับตัว เตรียมรับสถานการณ์ในอนาคต และอดทนรอว่าสุดท้ายเหตุการณ์จะลงเอยเมื่อใด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ชัชชาติ”สั่งคมนาคม”ตั้งวอร์รูม” รับมือม็อบ