นายเสรี จิตต์โสภา รองอธิบดีฝ่ายท่าอากาศยาน กรมการบินพลเรือน เปิดเผยว่า ในปีงบ 58 กรมฯจะของบปรับปรุงสนามบินสนามบินต่างๆกว่า 4,600 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสนามบินกระบี่ 450 ล้านบาท สนามบินเบตง จ.ยะลา 1,800 ล้านบาท เพื่อปรับพื้นที่สร้างอาคารผู้โดยสารและรันเวย์ สนามบินตรัง 2,400 ล้านบาท เพื่อขยายรันเวย์ ปรับปรุงอาคารผู้โดยสารและลานจอดด้วยส่วนสนามบินกระบี่ ที่ผ่านมากรมฯได้ปรับปรุงอาคารผู้โดยสารให้รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 3 ล้านคนต่อปี แต่ขณะนี้ปริมาณผู้โดยสารกลับเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนถึง 30 % หรือประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งต่อไปหากไม่มีการพัฒนาอาจประสบปัญหาเที่ยวบินแออัดได้ ดังนั้นในปี 58 จะของบประมาณ 450 ล้านบาท เพื่อใช้ปรับปรุงอาคารผู้โดยสารและเพิ่มสะพานเทียบเครื่องบินอีก 2 แห่ง จากเดิมที่มีเพียง 2 แห่ง พร้อมขยายลานจอดรองรับเครื่องบินให้ได้ทั้งหมด 14 ลำ จากเดิม 10 ลำนายเสรี กล่าวว่า กรมฯ ได้ว่างจ้างให้บริษัทเอกช นเร่งรวบรวมข้อมูล ในการพัฒนาสนามบินทั้ง 28 แห่งของกรมการบินพลเรือน เพื่อนำไปกำหนดแผนพัฒนาสนามบิน และจัดกลุ่มบริหารสนามบินแต่ละแห่งให้ชัดเจน เพื่อรองรับการเติบโตการใช้บริการของผู้โดยสาร และเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจะได้ข้อสรุปในการดำเนินการภายในเดือนส.ค.-ก.ย.57“จากการสำรวจและประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สายการบินที่บินประจำในเส้นทางแต่ละจังหวัดนั้น กรมฯ ได้มีการทดลองจัดกลุ่มการพัฒนาสนามบินใน 3 ภาค โดยเน้นจังหวัดที่มีความสำคัญ เช่น ทางภาคเหนือ ได้เน้นการพัฒนาสนามบินพิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเน้นสนามบินขอนแก่น และภาคใต้เน้นสนามบินกระบี่ ซึ่งทั้ง 3 สนามบินจะเป็นสนามบินที่เชื่อมโยงสนามบินอื่นๆในภูมิภาค”ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า สนามบินในจังหวัดภาคเหนือ และภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นสนามบินที่รองรับปริมาณนักท่องเที่ยวมากกว่าการขนส่งสินค้า การพัฒนาศักยภาพสนามบิน จึงต้องเน้นปรับปรุงพื้นที่บริการให้สะดวกมากขึ้น เช่น ปรับปรุงพื้นที่อาคารผู้โดยสาร เพิ่มลานจอด เพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวในอนาคต สำหรับสนามบินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่า นอกจากการเดินทางท่องเที่ยวแล้วยังมีการขนส่งสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรมในส่วนกลางด้วย แต่ปริมาณยังมีไม่มากพอที่จะใช้เครื่องบินขนส่งสินค้าโดยตรง จึงต้องใส่ใต้ท้องเครื่องบินโดยสารแทน แต่ในอนาคตหากปริมาณสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือสินค้าอื่นเพิ่มขึ้น ทางกรมฯจะประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขนส่งสินค้าได้สะดวกรวดเร็ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรมการบิน ของบ 4.6 พันล้าน
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

กรมการบิน ของบ 4.6 พันล้าน
-

ปฏิรูปพลังงาน : เผือกร้อนในมือคสช. – พลังงานรอบทิศ
ควันของการยึดอำนาจโดย คสช. ยังไม่ทันจางก็มีข่าวลือส่งต่อกันในโลก โซเชียลมีเดีย ราวกับไฟลามทุ่งว่า คสช.จะทำการปฏิรูปพลังงานอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน บ้างก็อ้างว่าจะมีการยึดปตท.กลับคืนมาเป็นของรัฐหรือไม่ก็จะมีการปลดบอร์ดยกชุด บ้างก็บอกว่าจะมีการลดราคาน้ำมันลง 20-30% อดีตส.ว.บางคนก็ออกมาเสนอแนะคสช.ให้ลดราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนที่มีการขึ้นราคาไปแล้วทุกเดือน เดือนละ 50 ส.ต.ต่อกก. โดยให้ลดลงมาอยู่ที่ราคาเดิมก่อนปรับขึ้นไปคือที่ 18.13 บาทต่อกก. บางคนไปไกลถึงขนาดทำรูปเผยแพร่ใน โซเชียล มีเดีย เลยว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญยังฉีกได้ทำไมสัมปทานปิโตรเลียมจะฉีกไม่ได้ ถ้าจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง ตกลงตอนนี้ทุกคนจึงมอง คสช.เหมือนเป็นแก้วสารพัดนึกที่จะทำอะไรก็ได้อย่างที่ตัวเองต้องการโดยไม่ต้องสนใจกฎระเบียบ เหตุผล และผลกระทบใด ๆ ที่จะตามมาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ถ้าเราตัดเรื่องอารมณ์และความรู้สึกที่ถูกปลุกระดมกันมาโดยตลอดว่าเราต้องบริโภคพลังงานในราคาแพงเพราะถูกเอารัดเอาเปรียบออกไปก่อน แล้วมาค่อย ๆ พิจารณาว่า ภายใต้สถานการณ์และโอกาสดี ๆ อย่างนี้ คสช.ซึ่งมีอำนาจเต็มในการบริหารและแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ควรดำเนินการอะไรตามลำดับก่อนหลังเพื่อแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศนั้นผมใคร่เสนอให้ คสช. เร่งดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้ก่อน คือ 1. ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปพลังงานที่ประกอบไปด้วยทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ นักวิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องพลังงาน เพื่อมาระดมความคิดให้ตกผลึกในแนวนโยบายด้านพลังงานของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือพุดง่าย ๆ ทำโรดแม็พด้านพลังงานของประเทศนั่นเอง ซึ่งจะเป็นแผนระยะยาวของประเทศที่จะใช้ในอนาคต 2. ส่วนระยะสั้นนั้นจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาการบิดเบือนโครงสร้างราคาพลังงานในปัจจุบันซึ่งมีความไม่เป็นธรรมในกลุ่มผู้ใช้พลังงานกลุ่มต่าง ๆ สูงมาก เช่น กลุ่มผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ซึ่งต้องรับภาระภาษีสรรพสามิตและจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในอัตราสูง ส่วนผู้ใช้น้ำมันดีเซลและก๊าซแอลพีจีกลับได้ใช้ในราคาต่ำจนเกินไปเพราะได้รับการอุดหนุนโดยไม่ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตหรือนำเงินกองทุนน้ำมันฯ ที่เก็บมาจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์มาอุดหนุน เป็นต้น ดังนั้นการปรับโครงสร้างราคาทั้งระบบ (ทั้งภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ) จึงเป็นงานที่ต้องทำอย่างรีบด่วนเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม 3. ตัดสินใจเดินหน้าเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยเร็ว เพราะเราล่าช้ามาหลายปีแล้ว (ประเทศไทยไม่มีแหล่งปิโตรเลียมใหม่มาเป็นเวลาเจ็ดปีแล้ว) เนื่องจากความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการว่าจะใช้ระบบใด ดังนั้น คสช. จึงควรรีบตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานที่มีตัวแทนจากทุกฝ่ายมาร่วมพิจารณาความเหมาะสมของระบบบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อให้ได้ข้อสรุปใน 3 เดือน เนื่องจากประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับการผลิตปิโตรเลียมที่ลดลงและแหล่งผลิตก๊าซฯ ที่กำลังจะหมดลงไปในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอเร่งด่วนสามข้อที่ผมคิดว่า คสช. ควรรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุดครับ!!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปฏิรูปพลังงาน : เผือกร้อนในมือคสช. – พลังงานรอบทิศ -

ตั้งขาดดุลงบปี 58 ที่ 2.5 แสนล้านบาท
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้เสนอการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 จากการหารือร่วมกัน 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ ต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ พิจารณา โดยสัดส่วนงบประมาณเบื้องต้น จะมีรายจ่ายอยู่ที่ 2.575 ล้านล้านบาท เป้าหมายจัดเก็บรายได้ อยู่ที่ 2.325 ล้านล้านบาท เป็นการทำงบประมาณแบบขาดดุล 250,000 ล้านบาท ส่วนแผนการจัดทำงบประมาณแบบสมดุลในปี 60 ได้หรือไม่ นั้นคงต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งทั้งนี้ การจัดทำรายได้ในปี 58 ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาก เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดเก็บรายได้จริงในปี 57 แม้ว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ประชาชนเริ่มเกิดการบริโภค เอกชนเริ่มมีสัญญาณการลงทุน เกิดความเชื่อมั่น จากการทำรัฐประหารก็ตาม แต่การจัดเก็บก็จะยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.27 ล้านล้านบาท ส่วนจะเป็นไปตามที่คาดไว้ว่าผลการจัดเก็บจาก 3 กรมภาษีจะต่ำกว่าเป้าหมายถึง 150,000 ล้านบาท หรือจะต่ำกว่าเป้าหมายน้อยกว่านั้นหรือไม่ คงต้องขอดูตัวเลขการยื่นแบบเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลผ่านอินเตอร์เน็ตที่เพิ่งเสร็จสิ้นในวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมาด้วยรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การหารือกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง ร่วมกับฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.ได้เสนอแผนขับเคลื่อนโครงการลงทุนภาครัฐ ในส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ต้องขอรับการจัดสรรงบประมาณและบรรจุวงเงินกู้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปี 58 สำหรับการลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ในส่วนที่เป็นการลงทุนโครงการรถไฟฟ้า และรถไฟชานเมือง ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำกับดูแล วงเงินรวม 62,600 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 7 โครงการทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค) 19,400 ล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (แบริ่ง-สมุทรปราการ) 3,940 พันล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (หมอชิต-สะพานใหม่) 6,590 ล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) 8,900 ล้านบาท, ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ 2,910 ล้านบาท, รถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) 1,910 ล้านบาท และรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) 18,900 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตั้งขาดดุลงบปี 58 ที่ 2.5 แสนล้านบาท