ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ปลัดคลังสั่งสบน.กู้เงินจ่ายจำนำข้าว

    ปลัดคลังสั่งสบน.กู้เงินจ่ายจำนำข้าว

    นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติหน้าที่ รมว.คลัง ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ได้สั่งให้สำนักนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ดำเนินการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาจ่ายจำนำข้าวให้ชาวนาที่รัฐบาลค้างอยู่ประมาณ 80,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้สถาบันการเงินมีความมั่นใจปล่อยกู้ให้คลัง หลังจากที่ คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ ไม่เหมือนที่ผ่านมาไม่กล้าปล่อยเพราะไม่มั่นใจในอำนาจของรัฐบาลรักษาการ “สถาบันการเงินมีเงินจำนวนมากที่จะปล่อยกู้ให้ แต่ที่ผ่านมาไม่กล้าปล่อยเพราะกลัว ตอนนี้ไม่มีปัญหาดังกล่าวแล้ว ส่วนจะกู้จากแบงก์รัฐ หรือ ธนาคารพาณิชย์ ทาง สบน. จะพิจารณาความเหมาะสม” น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวว่า สบน.จะดำเนินการกู้เงินจำนำข้าวส่วนที่ยังขาดไม่พอจ่ายหนี้ให้กับชาวนากับสถาบันการเงินทันทีที่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนโยบาย ซึ่งตอนนี้ไม่ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นของอำนาจรัฐ จนทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้เหมือนที่ผ่านมาแล้ว และโครงการจำนำข้าวเป็นนโยบายของรัฐบาล จึงเป็นหน้าที่ของผู้มาบริหารประเทศต้องรับผิดชอบแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะชาวนาได้รับความเดือนไม่ได้รับเงินจากการจำนำมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังพิจารณาจำนวนเงินที่ต้องกู้ว่า เมื่อใช้เงินจากการระบายข้าว และเงินจากกองทุนช่วยเหลือชาวนา ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะทำให้หนี้ที่ค้างจ่ายชาวนาประมาณ 80,000 ล้านบาท เหลืออยู่เท่าไรที่ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงิน “แม้ว่า คสช. จะควบคุมการบริหารประเทศ แต่ไม่ได้กระทบต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาล เพราะสภาพคล่องในตลาดการเงินของไทยมีสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท หากต้องกู้เต็มเพดานที่ค้างอยู่ 80,000 ล้านบาท ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับสภาพคล่องของตลาดเงิน หรืออัตราดอกเบี้ยในตลาด เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็อยู่ในระดับต่ำ 2% ต่อปีเท่านั้น” นอกจากนี้ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกอย่าง สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ก็คงอันดับเครดิตของประเทศไทยไว้ที่ บีบีบี บวก โดยมุมมองยังมีเสถียรภาพทั้งที่มีปัญหาการเมืองมานานหลายเดือน แต่สถาบันจัดอันดับยังมองว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังดีอยู่ เชื่อว่าสถาบันการเงินอื่นๆ จะคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับเดิม เพราะการ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ แม้ว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนต่างประเทศ แต่ทำให้การบริหารเศรษฐกิจภายในประเทศเดินหน้าไปได้ และตั้งแต่มีการตั้ง คสช. ขึ้นมาก็ไม่ได้กระทบกับตลาดพันธบัตรของไทย นักลงทุนต่างชาติยังคงถือพันธบัตรรัฐบาลของไทยต่อไปไม่ได้ขายทิ้งอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปลัดคลังสั่งสบน.กู้เงินจ่ายจำนำข้าว

  • คลังชง”ประยุทธ์”ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    คลังชง”ประยุทธ์”ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดคลัง และปฏิบัติหน้าที่ รมว.คลัง ตามคำสั่งของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เรียกประชุมผู้บริหารคลังทั้งหมดเพื่อเตรียมมาตรกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจเร่งด่วนเข้าหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้ สศค. รวบรวมมาตรการทั้งหมด เบื้องต้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาจะต้องเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เช่น การทำงบประมาณปี 58 เพื่อให้ใช้ได้ทัน 1 ต.ค.57 ก็จะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจ ทำให้มีวงเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง แต่จะขาดดุลเป็นจำนวนเท่าไรนั้น ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังต้องหารือกับนายประยุทธ์ เรื่องการหาเงินมาจ่ายจำนำข้าวที่รัฐบาลยังค้างชาวนาอีกจำนวนหมายหมื่นล้านบาท ว่าจะให้ดำเนินการอย่าไง การหาเงินมาข่ายหนี้ชาวนาได้ไวจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การบริโภคขยายตัวได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องของการคงภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เป็น 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.57 ว่าจะเห็นสมควรจะขยายเวลาออกไปอีกกี่ปี ซึ่งทาง สศค. จะต้องเสนอทางเลือกให้เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการขยายเวลาการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 20% ออกไปอีกระยะหนึ่งเพื่อรอให้รัฐบาลเสนอสภาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแก้ไขกฎหมายลดภาษีเป็นการถาวร ขณะเดียวกัน นายรังสรรค์ ยังได้ให้ สศค. ศึกษาผลกระทบการรัฐประหารที่มีผลต่อเศรษฐกิจและการเก็บรายได้ เนื่องจากที่ผ่านมาการเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าค่อนข้างมาก ซึ่งนายรังสรรค์ ได้สั่้งให้อธิบดีกรมภาษีทั้ง 3 กรม เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีให้มากที่สุด  “มาตรการทุกอย่างกระทรวงการคลังเดินหน้าเลย เพราะถือว่าตอนนี้ฝ่ายต่างๆ มีอำนาจเต็มแล้ว ท่านปลัดคลัง ก็ทำหน้าที่ รมว.คลัง มีอำนาจดำเนินการเรื่องต่างๆ ได้เต็มที่ ตอนนี้ก็อยู่ที่ท่านประยุทธ ที่ทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรี จะเรียกคลังเข้าไปพบเมื่อไร ก็จะเสนอทั้งหมดให้ดำเนินการทันที” นายสมชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังประเมินยากว่าการรัฐประหารกระทบเศรษฐกิจมากน้อยขนาดไหน ส่วนหนึ่งต่างชาติไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่หากผู้นำประเทศให้ความมั่นใจนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ เดินหน้าต่อ ไม่มีการปิดประเทศ เชื่อว่าต่างชาติก็จะเข้าใจและเข้ามาลงทุนเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ยังมีผลดีจากการเปลี่ยนแปลงทำให้นโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ เดินหน้าได้ เพราะมีครม.มีอำนาจเต็มบริหารประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไม่ชะลอตัวมากอย่างที่คาดไว้ แต่จะขยายตัวได้มากกว่า 2% ต่อปี หรือไม่ ต้องประเมินอีกครั้ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังชง”ประยุทธ์”ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • ปลัดคมนาคมถกผู้บริหาร

    ปลัดคมนาคมถกผู้บริหาร

    นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา นายสมชัย ศิริวัฒนโชค ปลัดกระทรวงคมนาคมและปฏิบัติราชการแทน รมว.คมนาคม ได้เรียกประชุมผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเข้าหารือ และสั่งการให้แต่ละหน่วยงานเตรียมสรุปรายละเอียดแผนงาน หรือโครงการเร่งด่วน เพื่อนำไปหารือกับทางคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ( คสช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าคณะ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานและการผลักดันโครงการต่างๆ ซึ่งมีหลายโครงการที่ได้รับผลกระทบในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการก่อนหน้านี้ เช่น สถาบันการบินพลเรือน(สบพ.)ไม่มีการแต่งตั้งประธานบอร์ด และโครงการอื่นๆที่ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาล ดังนั้นจึงพิจารณาให้การบริหารงานให้เดินหน้าได้  ด้านนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ร.ฟ.ท.มีโครงการเร่งด่วนที่จะต้องขอความเห็นชอบจาก ครม.อนุมัติ แต่เกิดประกาศยุบสภาก่อนคือรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ- รังสิต ที่ต้องขออนุมัติปรับแบบเพิ่มจากขนาด 3 รางเป็น 4 ราง และต้องขอปรับงบประมาณด้วย ทำให้การดำเนินงานที่ผ่านมาต้องหยุดชะงักไป เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะเสนอ เพราะไม่มีความชัดเจนว่าจะมี ครม.เมื่อใด ด้านนายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท. กล่าวว่าหลังเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิลดลงอีก 2% จากเดิมที่ลดลง 10% รวมผู้โดยสารลดลงประมาณ 12% ส่วนภาพรวมการเดินทางในท่าอากาศยานทั้งหมดของ ทอท. พบว่าผู้โดยสารที่เดินทางภายในประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 7.4% โดย ทอท.จะเฝ้าติดตามสถานการณ์อีกสักระยะจึงจะทราบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อแนวโน้มการเติบโตของผู้โดยสารที่เข้าใช้บริการท่าอากาศยานต่างๆของ ทอท.มากน้อยขนาดไหน นายโชคชัย ปัญญายงค์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบจำนวนผู้โดยสารคงต้องรอดูสักระยะ แต่เบื้องต้นยังไม่มีผู้โดยสารแจ้งขอยกเลิกการเดินทาง ซึ่งขณะนี้การบินไทยได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นในทุกๆ ตลาดทั่วโลก ซึ่งหากพิจารณาจากคำประกาศยึดอำนาจการปกครองครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการกระทำไปเพื่อให้เกิดความสงบในประเทศไทย คาดว่าจะส่งผลในทางบวกต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากกว่า

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปลัดคมนาคมถกผู้บริหาร