รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สศช.ได้สรุปผลรายงานการติดตาม และประเมินผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ.ภูมิภาค) ของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 55-56 พบว่า จากการประชุมทั้งหมด 12ครั้ง ได้พิจารณาโครงการของภาคเอกชนที่เสนอมารวม 216 เรื่อง ซึ่งโครงการบางส่วนยังขาดความชัดเจน โดยเฉพาะโครงการที่ต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่และส่วนกลาง เมื่อรับมติที่ประชุมไปแล้วไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะที่บางโครงการก็มีการรายงานว่าไม่คุ้มค่าในการลงทุน เช่น โครงการวางท่อส่งน้ำ ไปในแหล่งพื้นที่ทำการเกษตรในเขตจังหวัดนครสวรรค์ ขณะเดียวกันบางโครงการยังขาดหน่วยงานเจ้าภาพหลัก จึงจำเป็นต้องสร้างระบบของหน่วยงานเจ้าภาพให้ชัดเจนกว่านี้ พร้อมทั้งให้สอดคล้องกับภารกิจหลักของหน่วยงานที่เป็นเจ้าของ และต้องปรึกษาในระดับพื้นที่ให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า บางโครงการมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ เพราะต้องรอกระบวนการต่างๆ ให้เสร็จก่อน เช่น การศึกษาความเหมาะสมการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โครงการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้อย่างเต็มรูปแบบในระยะที่ 2 การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าอากาศยานอุบลราชธานีในเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตามในด้านของความชัดเจนของแนวนโยบาย เช่น การจัดตั้งศูนย์การศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจังหวัอุดรธานีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในลักษณะมหาวิทยาลัยเสมือนจริง อาจจะไม่เหมาะสมสำหรับการสอนสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ไม่ส่งเสริมให้จัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยนอกพื้นที่ จึงอาจเป็นอุปสรรคต่อการนำไปสู่การปฏิบัติได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบปัญหาเพียบ
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบปัญหาเพียบ
-

รถบรรทุกว่างงาน
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและประธานกรรมการบริษัทวี เซิร์ฟ กรุ๊ป ประกอบธุรกิจด้านโลจิสติกส์ เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรก มีรถบรรทุกว่างงานแล้วกว่า 180,000 คัน จากรถบรรทุกทั่วประเทศกว่า 900,000 คัน หรือว่างงานประมาณ 15 -20 % ขณะที่คลังสินค้าว่างถึง 30% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ยอดขายค้าปลีกสินค้าลดตัวต่อเนื่อง จึงส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบริการขนส่ง(ลอจิสติกส์)และคลังสินค้า ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2 ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมากกว่า 20% “การขนส่งส่วนใหญ่เกิดจากภาวะที่ภาคอุตสาหกรรมหลายๆ ตัวมียอดขายลดลง การลดลงของภาคก่อสร้าง ตามภาวะเศรษฐกิจรวมของไทยที่ชะลอตัว รวมภาคเกษตรเองก็มีปัญหาราคาตก ประกอบกับการส่งออกไตรมาสแรกก็ติดลบทำให้การนำเข้าสินค้าลดตามก็กระทบต่อการขนส่งโดยรวมตามมา ซึ่งต่างจากปีที่แล้วที่คลังสินค้าเต็มหมดมีการขยายและเช่าเพิ่มแต่ปีนี้ตรงกันข้ามคือคลังว่างมากขึ้น” นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังเม.ย.เป็นช่วงโลว์ซี่ซั่น ของการขนส่ง เพราะเข้าสู่ฤดูฝน และหมดฤดูเก็บเกี่ยว โดยปกติอัตราว่างงานของรถบรรทุกจะลดลงไม่เกิน 20% แต่ขณะนี้ลดลงแล้วกว่า 30% ถือว่า ค่อนข้างสูงกว่าปกติ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการเมือง จึงทำให้ยอดขายสินค้าภาคอุตสาหกรรมลดลง “ปัญหาการชำระหนี้ของผู้ประกอบการรถบรรทุกภาพรวมยังคงมีรายได้ในการชำระหนี้ตามปกติ แต่ยอมรับว่าในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อาจจะมีได้เช่นกัน ซึ่งขณะนี้แต่ละรายได้รับผลกระทบไม่เท่ากันและความสามารถทางการเงินก็ต่างกันไปแต่ยอมรับว่าถ้างานมันลดลงมากไปเรื่อยๆโอกาสจะมีปัญหาในการผ่อนรถก็ย่อมมีแน่นอนเราเองก็หวังว่าการเมืองจะจบลงในไม่ช้านี้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รถบรรทุกว่างงาน -

ต่างชาติแห่ถามสถานการณ์ไทย
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้มีคู่ค้าต่างประเทศ สอบถามเข้ามาจำนวนมากทั้งทางอีเมลล์ และโทรเข้ามาสอบถาม ยังเอกชนไทย ถึงสถานการณ์ในไทย หลังจากประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งเอกชนได้ชี้แจงว่า การประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้ เพื่อยุติความรุนแรงของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิต หรือส่งสินค้าแต่อย่างใด ขอให้คู่ค้าเชื่อมั่นสถานการณ์ในประเทศไทยได้ ซึ่งทางคู่ค้า ก็เข้าใจ และระบุว่า จะยังสั่งซื้อสินค้าของเอกชนไทยต่อไป “ตั้งแต่เริ่มมีเหตุการณ์ความวุ่นวานในไทย คู่ต่างชาติ ก็สอบถามสถานการณ์มาตลอด ยิ่งล่าสุดประกาศกฎอัยการศึก ก็แห่เข้ามาสอบถามเป็นจำนวนมาก เราก็ชี้แจงไป ต่างชาติก็เข้าใจสถานการณ์ แต่ก็ไม่ใช่ว่า ทางต่างชาติจะเชื่อจากคำพูดเราอย่างเดียว เพราะคู่ค้าต่างชาติ หลายรายก็มีออฟฟิตในไทย และติดตามสถานการณ์ไทยอยู่แล้ว โดยสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดคือ สั่งซื้อสินค้ากับไทยแล้ว จะส่งของให้เขาได้หรือไม่ ทางเรา ยืนยันว่าได้ เขาก็สบายใจ เพราะคู่ค้าก็ไม่อยากย้ายไปสั่งซื้อสินค้าของประเทศอื่น เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพมากกว่า” นางเกศมณี เลิศกิจจา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ส.อ.ท. และนายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย กล่าวว่า การประกาศกฎอัยการศึก ถ้าเป็นประเทศอื่น จะเป็นสถานการณ์ที่ไม่ดี แต่ในไทยกลับเป็นเรื่องดี เพราะจะได้ยุติความรุนแรงของทั้ง 2 ฝ่าย ที่ยังหาจุดจบไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาในส่วนของอุตฯเครื่องสำอาง มีหลายประเทศสนใจที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เช่น ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ทางการ ของประเทศอิตาลี ประจำในไทย นำผู้ประกอบการเครื่องสำอาง ของประเทศอิตาลี กว่า 10 ราย เข้ามาทำตลาดในไทย แต่จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองก่อนหนหน้านี้ ก็ไม่แน่ใจว่า จะยังสนใจเข้ามาทำตลาดในไทยเพิ่มเติมหรือไม่ “ภาพความแตกต่างของการประกาศกฎอัยการศึกจริงๆมองแล้วเป็นเรื่องไม่ดี แต่สถานการณ์ในไทยขณะนี้ กลับเป็นเรื่องดี ถ้าจะได้ยุติความรุนแรงของทั้ง 2 ฝ่าย เหมือนจับแยกเด็กดื้อ 2 ฝ่าย ที่กำลังตีกัน มาสงบสติอารมรณ์ แล้วค่อยๆ หันหน้าเข้ามาเจรจาหาทางออกร่วมกัน ถ้าไม่ทำแบบนี้ อาจเกิดเหตุปะทะ มีความรุนแรงเกิดขึ้นก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นสถานการณ์จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ เพราะตอนนี้กำลังซื้อในประเทศก็แทบจะไม่มีแล้ว ได้รับผลกระทบกันหมด” นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หากการเมืองจบเร็วเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น และส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมด้วย โดยกระทรวงฯ ได้เรียกประชุมอธิบดีทุกกรมและหน่วยงานภายใต้กระทรวง เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งในวันที่ 22 พ.ค. 57 จะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ต่างชาติแห่ถามสถานการณ์ไทย