ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาหลังมีการประกาศกฎอัยการศึกเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ส่งผลให้ผู้บริหารตลท.เรียกประชุมด่วนเพื่อเตรียมสำรองแผนฉุกเฉิน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น โดยเบื้องต้นมีการแจ้งว่า การซื้อขายในตลท. ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และตลาดตราสารหนี้ยังคงเปิดทำการซื้อขายตามปกติ อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สะดวกในการเดินทางขอเลื่อนการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ รัชดาภิเษก สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 0 2229 2222 หรือ www.set.or.thทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนและมาผู้ติดต่อ บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์(ประเทศไทย) จำกัด เพิ่มสถานที่ให้บริการรับส่งเอกสารได้ที่ศูนย์การค้าเอสพลานาด รัชดาภิเษก ชั้น2 บริเวณห้องสมุดมารวยเวลา 10.00-16.30 น. สอบถาม โทร.0 2229 2888 หรือ TSDCallCenter@set.or.thสำหรับบรรยากาศการซื้อขายดัชนีหุ้นไทยในช่วงเช้า (20 พ.ค.) พบว่า ดัชนีปรับตัวลดลงทันที่ที่เปิดตลาด 16.05 จุด หลังมีการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเวลา 03.00 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะผันผวน เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศบางกลุ่มไม่สามารถลงทุนในประเทศที่มีเหตุรัฐประหาร หรือใช้กฎอัยการศึก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตลท.ยืนยันเปิดทำการซื้อขายปกติ
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ตลท.ยืนยันเปิดทำการซื้อขายปกติ
-

ราคาทอง20พ.ค.57 ปรับครั้งที่2 รูปพรรณขาย20,350บาท
วันที่ 20 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10:14 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 2 โดยลดลงจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,350 บาท รับซื้อ 19,556.40 บาท ทองแท่งขายบาทละ 19,950 บาท รับซื้อ 19,850 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 2 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,350 บาท รับซื้อ 19,556.40 บาท ทองแท่งขาย 19,950 บาท รับซื้อ 19,850 บาท เวลา 10:14 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 คงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,400 บาท รับซื้อ 19,617.04 บาท ทองแท่งขาย 20,000 บาท รับซื้อ 19,900 บาท เวลา 09:27 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง20พ.ค.57 ปรับครั้งที่2 รูปพรรณขาย20,350บาท -

คลังห่วงจัดเก็บรายได้กังวลพลาดเป้า
รายงานข่าวจากการะทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังเป็นห่วงการจัดเก็บรายได้รัฐบาลในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากกังวลว่าการจัดเก็บจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.27 ล้านล้านบาท เนื่องจากปัญหาทางการเมืองที่ไม่คลี่คลายที่กระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้ว ยังพบว่าเกิดความผิดพลาดจากการประมาณรายได้การจัดเก็บปี 57 ที่เดิมคาดว่าการปรับลดอัตราจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะส่งผลให้ฐานภาษีขยายตัว เพราะอัตราภาษีต่ำลง ทำให้ผู้มีรายได้เข้าระบบภาษีมากขึ้น แต่ก็ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากฐานภาษีขยายเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น “ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กรณีการปรับลดภาษีเงินได้ในต่างประเทศ ก็ไม่ได้ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้โดยรวมลดลง แต่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันรายได้ภาษีปีนี้ที่ลดลงอย่างมาก ก็ไม่ได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอ เพราะปีนี้เศรษฐกิจไทยยังแค่ซึมๆ ยังไม่ถึงกับวิกฤต แต่ที่รายได้ไม่ถึงเป้าน่าจะมาจากฐานภาษีไม่ขยายตัวมากกว่า”นอกจากนี้ การที่ฝ่ายการเมืองมีนโยบายเปลี่ยนตัวผู้บริหารกระทรวงการคลัง รวมถึงตำแหน่งอธิบดีกรมภาษีบ่อยครั้ง ก็ส่งผลให้การจัดเก็บไม่มีประสิทธิภาพ และขาดความต่อเนื่องไปด้วย ซึ่งจากการหารือกับ เจ้าที่ระดับปฏิบัติการของกรมภาษีต่างๆ ให้ความเห็นว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งอธิบดีกรมภาษี ที่ส่งผลให้ปรับเปลี่ยนเจ้าหน้าปฏิบัติการระดับภาค จังหวัด ที่ขึ้นตรงต่ออธิบดีตามไปด้วยนั้น บางนโยบายจะไม่ได้รับการตอบสนอง และอธิบดีก็ไม่มีบารมีเพียงพอที่จะไปสั่งนโยบายให้ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรก็ตาม มีความเป็นห่วงการจัดทำประมาณการรายได้ปีงบประมาณ 58 รวมถึงในปีต่อไป เพราะตามปกติรายได้จากต้องขยายตัวเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนของรัฐบาล เช่น โครงการ 2 ล้านล้านบาท ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจำเป็นต้องให้มีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่าย ทิศทางบริหารการจัดเก็บก็ควรจะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีใหม่ และเป็นไปตามตัวชี้วัดคุณภาพการทำงานของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่กำหนดให้กระทรวงการคลังต้องปฏิรูประบบภาษีด้วย ซึ่งจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลัง ก็จะต้องเตรียมแผนเพื่อเสนอรัฐบาลใหม่ดำเนินการดังกล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังห่วงจัดเก็บรายได้กังวลพลาดเป้า