ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • สศค.จัดเก็บรายได้ปี 57 ต่ำเป้าแสนล้าน

    สศค.จัดเก็บรายได้ปี 57 ต่ำเป้าแสนล้าน

    นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ การเก็บรายได้ปีงบประมาณ 57 ที่ สศค. คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100,000 ล้านบาท จากเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 2.27 ล้านล้านบาทนั้น เชื่อว่าไม่กระทบกับการเบิกจ่ายของประเทศ เพราะการใช้จ่ายของประเทศทั้งหมด 2.52 ล้านล้านบาท เมื่อคิดว่าเบิกจ่ายได้เต็มที่เหมือนทุกปีที่ผ่านอยู่ที่ 90% เท่ากับว่า มีงบประมาณรายจ่ายอีก 10% หรือ 252,000 ล้านบาท ที่เบิกจ่ายไม่ทัน ซึ่งมากกว่ารายได้ที่เก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายอยู่มาก รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 คาดว่าจะได้ต่ำกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำให้โครงลงทุนหลายโครงการเบิกจ่ายไม่ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวอย่างรุนแรง “การเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายไม่น่าเป็นห่วง เพราะไม่ได้มาจากปัญหาประสิทธิภาพการจัดเก็บของหน่วยงานต่างๆ แต่มาจากปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นพิเศษ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ ซึ่งตอนทำงบประมาณปี 57 เมื่อตอนต้นปี 56 ยังไม่มีปัญหาการเมือง หน่วยงานทางเศรษฐกิจ ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าเศรษฐกิจปี 57 จะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 4.5% ต่อปี แต่ตอนนี้มีการประมาณการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 2-3% ต่อปีเท่านั้น” อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ของ สศค. ติดตามภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ และภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศจีน ที่จะมีนโยบายให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น และอาจจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น ทำให้การเก็บรายได้ของประเทศต่ำกว่าเป้าหมายเพิ่มขึ้น  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.จัดเก็บรายได้ปี 57 ต่ำเป้าแสนล้าน

  • หวั่นเอสเอ็มอีเจ๊งเป็นใบไม้ร่วงแสนราย

    หวั่นเอสเอ็มอีเจ๊งเป็นใบไม้ร่วงแสนราย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า หากสถานการณ์การเมืองไทย ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มได้ภายในสิ้นปีนี้ คาดว่า ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) จะทยอยปิดกิจการดั่งใบไม้ร่วง และสิ้นปีอาจเห็นการปิดกิจการนับแสนราย ขณะที่ไตรมาส 3โรงงานที่พึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก จะต้องลดกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ตามแรงซื้อที่ลดลงอีก ทำให้โอกาสเห็นการปลดแรงงานส่วนหนึ่งออก จะมีสูงขึ้น ซึ่งยังไม่รวมกับบัณฑิตใหม่ที่จบมาจะตกงานอีก 150,000  คน  “เรามองว่า การเมืองคงจะยืดเยื้อไปอีกนาน หากไม่สามารถเจรจาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ และวิกฤตการเมืองเอง ก็ชี้ชัดว่ากระทบดัชนีชี้วัดต่างๆ ลดลงทุกตัว ซึ่งเอสเอ็มอีเวลานี้ มีปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เพราะเขามีสายป่านสั้น ส.อ.ท.เอง ก็ได้หารือกับสมาคมธนาคารไทย ที่จะช่วยเหลือให้มีการขยายสินเชื่อออกไปอีก สำหรับเอสเอ็มอีที่มีคุณภาพและกำลังดูว่าเป็นไปได้ไหมที่จะลดดอกเบี้ยลงให้อีก พร้อมกับหารือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการเพิ่มวงเงินค้ำประกันให้เพื่อประคองธุรกิจ รวมถึงเตรียมจัดคาราวานร่วมกันไปขายสินค้ากับเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดไทย” นายวัลลภ วิตนากร รองประธานส.อ.ท.   กล่าวว่า ภายใน 2-3 เดือนนี้ หากไม่มีสัญญาณใดๆ ให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าไทยจะสามารถได้ข้อตกลงร่วมกันทุกฝ่ายในการเดินหน้าไปสู่การมีรัฐบาลใหม่ได้ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม คาดว่าจะส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องหันมาปรับแผนธุรกิจใหม่อีกครั้ง เพื่อรองรับแรงซื้อที่จะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแผนการขยายการลงทุนและการลงทุนใหม่ คงต้องชะลอออกไป และหากที่สุดแล้วภายในสิ้นปีนี้ ไม่สามารถมีรัฐบาล ที่มีอำนาจเต็มมาบริหารได้ ภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะติดลบและจะลามไปยังปี 58ให้ทรุดตัวต่อเนื่องได้อีก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นเอสเอ็มอีเจ๊งเป็นใบไม้ร่วงแสนราย

  • บีโอไอฝ่าการเมืองร้อนประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

    บีโอไอฝ่าการเมืองร้อนประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

    แหล่งข่าวจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 พ.ค.นี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการบีไอโอ จะประชุมนัดแรก เพื่ออนุมัติโครงการต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ เบื้องต้นคาดว่า จะพิจารณากลั่นกรองโครงการส่งเสริมการลงทุน รวมมูลค่ากว่า 150,000 – 160,000 ล้านบาท เพื่อเสนอให้บอร์ดบีโอไออนุมัติ โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์  รวมทั้งธุรกิจพลังงาน ธุรกิจไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจสายการบิน นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวว่า ในวันที่ 16 พ.ค. นี้ จะเป็นการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เป็นครั้งแรก  เพื่ออนุมัติโครงการ และกลั่นกรองโครงการที่มีมูลค่าเกิน 750 ล้านบาท ให้บอร์ดบีไอโออนุมัติในเร็วๆนี้  ส่วนจะประชุมบอร์ดบีโอไอได้เมื่อไรนั้น อยู่ระหว่างการประสานงานการประชุมกับนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ขณะที่เป้าหมายการส่งเสริมการลงทุนทั้งปี ยังตั้งหมายไว้ในกรอบ 700,000 – 900,000  ล้านบาทเช่นเดิม “สิ่งจำเป็นที่สุดในขณะนี้คือ การอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า แม้ว่าประเทศไทย จะมีสถานการณ์ทางการเมือง แต่ก็ยังสามารถดำเนินนโยบายการส่งเสริมการลงทุนได้  เพราะขณะนี้เชื่อว่า นักลงทุนต่างๆ ยังไม่กังวลในสถานการณ์ต่างๆในประเทศไทยมาก เพราะการลงทุนเป็นเรื่องการวางแผนระยะยาว แต่สถานการณ์ที่เกิดในปัจจุบันเป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น และตั้งแต่มีการตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ขึ้นมาได้ จึงทำให้นักลงทุนคลายความกังวลลงได้”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บีโอไอฝ่าการเมืองร้อนประชุมนัดแรกพรุ่งนี้