นายสมศักดิ์ สุวัฒิกะ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) เปิดเผยว่า ได้ปิดหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 56/57 ในวันที่ 9 พ.ค. พบว่า มีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งสิ้น 103.665 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นปริมาณอ้อยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของไทย ส่วนค่าความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ 12.56 ซี.ซี.เอส. อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากเช่นกัน ขณะที่ปริมาณน้ำตาลทรายอยู่ที่ 108.94 กิโลกรัมต่อตัน “ผลผลิตฤดูการใหม่ปี 56/57 คงต้องติดตามภาวะภัยแล้งใกล้ชิดเพราะจะมีผลต่ออ้อยตอได้แต่ล่าสุดฝนเริ่มตกบ้างแล้วในบางพื้นที่ก็น่าจะผ่อนคลายได้ระดับหนึ่ง ส่วนกรณีความคืบหน้าการเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อช่วยเหลือค่าอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิต56/57 อีกตันละ 160 บาทนั้นขณะนี้กำลังรอหนังสือขอความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังอยู่” นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน กล่าวว่า จากการติดตามการยื่นเรื่องให้ที่ประชุมครม.พิจารณาอนุมัติให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อ เพิ่มค่าอ้อยผ่านกองทุนน้ำตาลทราย(กท.) อีกตันละ 160 บาทจากราคากำหนดไว้ตันละ 900 บาทนั้น ขั้นตอนฝ่ายราชการได้ดำเนินการอย่างเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากยังไมได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง เพราะปัญหาจากสถานการณ์ทางการเมือง ส่งผลให้ยังไม่แน่ใจว่า รัฐมนตรีรายใดจะเป็นผู้อนุมัติ ชาวไร่อ้อย จึงจะต้องติดตามสถานการณ์ และให้เวลาถึงมิ.ย.นี้หลังจากนี้หากยังไม่ได้อีกอาจจะต้องมีการเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง “ปัญหาเวลานี้มาจากการเมืองจึงอยากจะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ว่าฝ่ายไหนตอนนี้ให้หันมาแล้วยุติเสียที เพราะชาวไร่เองกำลังเดือดร้อนขาดสภาพคล่องที่จะนำเงินไปบำรุงอ้อยตอที่เวลานี้สว่นหนึ่งก็มีปํญหาภัยแล้ว มิ.ย.นี้ครบการชำระหนี้เก่าหมดแล้วเราก็คิดว่าการกู้ใหม่จะไม่มีปัญหาแต่ก็ติดการเมืองอีกถ้าเงินนี้ไม่ได้ผลผลิตฤดูการใหม่จะไม่ถึง 100ล้านตันแน่ “
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปิดหีบอ้อย 56/57ทำสถิติ 103 ล้านตัน
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ปิดหีบอ้อย 56/57ทำสถิติ 103 ล้านตัน
-

เกษตรกรจี้รัฐเร่งจ่ายเงินจำนำข้าว
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกร ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.เกี่ยวกับแหล่งที่มาของการใช้จ่ายในการผลิตและในครัวเรือนของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่กว่า 30.7% ต้องการให้รัฐบาลเร่งจัดหาเงินมาจ่ายในโครงการดังกล่าว เพราะปัจจุบันเกษตรกรเริ่มหันมาทำอาชีพเสริมในช่วงรอเงินรับจำนำข้าวเพิ่มขึ้น 30.7% เพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายในครัวเรือน รองลงมาคือ การกู้เงิน 28.5%, การใช้เงินฝาก 21.9%, บัตรสินเชื่อเกษตรกร 8.8% และแหล่งอื่น ๆ 5.8% ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในการยกระดับราคาและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิต ส่วนความช่วยเหลือที่ต้องการจาก ธ.ก.ส.มากที่สุด คือ การลดดอกเบี้ยเงินกู้ในมาตรการช่วยเหลือของธนาคาร การขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป และการขยายวงเงินสำหรับการกู้รอบการผลิตใหม่ เนื่องจากเกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้วงเงินในการผลิตทางการเกษตร ทั้งนี้ จากผลสำรวจความคิดเห็นเกษตรกรที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว เลือกใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรกว่า 65.7% รองลงมา ได้แก่ การกู้เงิน 59.1%, การใช้เงินฝาก 28.5%, รายได้และอาชีพเสริม 16.1% และแหล่งอื่นๆ เช่น ยืมเงินจากญาติพี่น้อง เพื่อนและคนในชุมชน โดยไม่เสียดอกเบี้ย การเชื่อปัจจัยการผลิตจากร้านค้าในท้องถิ่น และการนำทรัพย์สินมีค่าไปขายหรือจำนำ 12.4% อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ธ.ก.ส.ได้ทยอยจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าวให้กับเกษตรกรแล้วกว่า 800,000 ราย คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 100,000 ล้านบาท ยังเหลือเกษตรกรที่ยังอยู่ระหว่างรอจ่ายอีก 720,000 ราย หรือคิดเป็นวงเงิน 82,000 ล้านบาท โดยแนวทางการชำระคืน จะมาจากการระดมทุนผ่านกองทุนช่วยเหลือชาวนาอีก 10,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 70,000 ล้านบาท จะมาจากการเร่งขายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ช่วงหลังเดือน พ.ค. ซึ่งจะมีวงเงินเข้ามาเดือนละ 8,000- 10,000 ล้านบาท สำหรับใช้ชำระหนี้ให้กับเกษตรกร และคาดว่าจะจ่ายคืนได้ครบทุกรายอย่างช้าที่สุดภายในเดือนธ.ค.57-ม.ค.58 ทั้งนี้ การระดมทุนผ่านกองทุนเพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ผ่านมา ทั้ง 3 กองทุน มียอดเงินสมทบล่าสุด ณ วันที่ 15 พ.ค.แล้วรวมกว่า 11,714 ล้านบาท โดยจำนวนนี้ได้อนุมัติจัดสรรออกไปแล้ว 10,500 ล้านบาท และอยู่ระหว่างกระบวนการจ่ายเงินคืนให้เกษตรกรแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 9,000 ล้านบาท ยังมั่นใจว่าจะได้การสมทบจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งที่ผ่านมาได้ประสานงานไปยังส่วนราชการจังหวัดแล้ว และคาดว่าจะมีเงินสมทบจนถึงสิ้นเดือนพ.ค.นี้ ตามเป้าหมายกองทุนที่วางไว้ 20,000 ล้านบาท สำหรับในวันที่ 19 พ.ค.นี้ จะประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน และการดูแลชาวนา ผ่านกองทุนเพื่อช่วยเหลือชาวนา และแนวทางการขยายวงเงินกองทุนเพิ่มเป็น 40,000 ล้านบาท จากเดิม 20,000 ล้านบาท ขณะที่อัตราผลตอบแทนที่กำหนดไว้ที่ 0.63% ต่อปี นั้น มองว่าอาจจะไม่ปรับเพิ่มขึ้น เพราะสหภาพ ธ.ก.ส.ไม่เห็นด้วย และอาจเป็นภาระต่อธนาคาร รวมทั้งยังหารือถึงแนวทางต่อไปที่ธนาคารจะให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรทุกกลุ่ม เช่น การจัดสินเชื่อรายละไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมแล้วกว่า 20,000 ล้านบาทอีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เกษตรกรจี้รัฐเร่งจ่ายเงินจำนำข้าว -

ฟิลิปปินส์จ่อเลิกแบนไก่ไทย
นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์เตรียมจะอนุมัติให้มีการนำเข้าไก่สดแปรรูปจากไทยแล้ว หลังจากที่ได้ประกาศห้ามนำเข้าสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์จากไทยตั้งแต่ปี 47 เนื่องจากปัญหาโรคไข้หวัดนก ซึ่งถือเป็นความสำเร็จหลังจากที่กรมฯ ได้มีการประชุมเจรจาและเรียกร้องให้ฟิลิปปินส์เปิดให้นำเข้าไก่สดแปรรูปจากไทยมาโดยตลอด “เป็นข่าวดีล่าสุดสำหรับผู้ส่งออกไก่ของไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีหลายประเทศที่เคยห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกสดจากไทย ก็ได้อนุญาตทยอยให้นำเข้าไก่สดแปรรูปจากไทยแล้ว เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น บาห์เรน ฮ่องกง แอฟริกาใต้ รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” ทั้งนี้การที่ฟิลิปปินส์อนุญาตให้นำเข้าไก่ไทยเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งประเทศ จะเป็นการย้ำถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกไทยในตลาดโลก ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะต้องให้ความสำคัญในการรักษาและปรับปรุงคุณภาพสินค้า หรือรักษาสถานะหนึ่งในประเทศผู้นำการส่งออกเนื้อไก่ของโลกให้ได้ต่อไป นายสมเกียรติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน ไทยสามารถส่งออกไก่สดไปยังทุกประเทศ ยกเว้นฟิลิปปินส์ โดยตลาดส่งออกใหญ่ของไทยในอาเซียน ได้แก่ ลาว พม่า กัมพูชา และสิงคโปร์ หากไทยสามารถส่งออกไก่สดไปยังฟิลิปปินส์ได้อีก ก็จะยิ่งเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไก่ไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และ ตลาดโลกว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง ผ่านกระบวนการผลิตที่ดี และปลอดภัยต่อการบริโภค ส่งผลให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วโลกมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่อันดับ 4 ของโลก รองจากบราซิล สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (52-56) ไทยมีแนวโน้มส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ได้เพิ่มมากขึ้น เฉลี่ย 9% ต่อปี ในปี 56 ซึ่งไทยส่งออกเนื้อไก่รวมมูลค่า 66,325 ล้านบาท ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น 38.93%, สหภาพยุโรป 37.85%, อาเซียน 14.02% และประเทศอื่นๆ 9.2%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฟิลิปปินส์จ่อเลิกแบนไก่ไทย