มีผลการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิ การชุดหนึ่งของวุฒิสภาได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมระหว่างไทยกับมาเลเซียและได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลมาเลเซียได้เปลี่ยนระบบการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมจาก “ระบบสัมปทาน” มาเป็น “ระบบแบ่งปันผลผลิต” ทำให้รัฐบาลมาเลเซียได้รับประโยชน์และผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อเทียบกับการบริหารจัด การทรัพยากรปิโตรเลียมของไทยที่ยังใช้ “ระบบสัมปทาน” อยู่ โดยในผลการศึกษามีการยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมเปรียบเทียบกันว่าในปี พ.ศ. 2554 บริษัทปิโตรนาสซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของมาเลเซียผูกขาดการทำธุรกิจปิโตร เลียมในมาเลเซียโดยเฉพาะในธุรกิจต้นน้ำซึ่งเกี่ยวกับการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในมาเลเซียรวมทั้งเป็นตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียไปทำธุรกิจปิโตรเลียมในต่างประเทศได้ส่งรายได้ให้รัฐเป็นเงิน 657,000 ล้านบาทหรือคิดเป็น 40% ของรายได้รัฐบาลมาเลเซียทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินรายได้ดังกล่าวมาอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศให้ขายถูกกว่าประเทศไทยได้ ส่วนประเทศไทยนั้นมีรายได้จากกิจการปิโตรเลียมในปี พ.ศ. 2554 เพียง 153,596 ล้านบาทคิดเป็น 9.3% ของรายได้ภาครัฐจึงทำให้รัฐต้องเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันและกองทุนน้ำมันสูงจนทำให้คนไทยต้องใช้น้ำมันแพง ดูตัวเลขอย่างนี้ก็ทำให้รู้สึกคล้อยตามว่าทำไมเราเก็บผลประโยชน์ได้น้อยกว่ามาเลเซียมากแต่ความจริงอีกด้านหนึ่งที่ผลการศึกษาไม่ได้นำมาเปิดเผยก็คือมาเลเซียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่กว่าประเทศไทย ตามตัวเลขของ BP Statistical Review of World Energy ที่เผยแพร่เมื่อเดือน มิ.ย. มาเลเซียผลิตน้ำมันดิบได้ 570,000 บาร์เรล/วันอยู่ในอันดับที่ 27 ของโลกผลิตก๊าซธรรมชาติได้ 5.98 พันล้าน ลบ.ฟุต/วัน อยู่ในอันดับที่ 12 ของโลกและส่งออกก๊าซ 2.03 พันล้าน ลบ.ฟุต/วันอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก (IEA:2013 Key World Energy Statistics) ในขณะที่ประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบได้เพียง 350,000 บาร์เรล/วัน ก๊าซธรรมชาติ 3.58 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน น้อยกว่ามาเลเซียเกือบครึ่งหนึ่งและบริโภคในประเทศหมดไม่เหลือส่งออกเลยแถมยังไม่พอใช้ ต้องนำเข้าอีกปีละ 1.4 ล้านล้านบาทแล้วจะให้เก็บรายได้จากค่าสัมปทานได้มากเหมือนมาเลเซียมันจะเป็นไปได้อย่างไร มองดูแค่นี้ก็เห็นแล้วว่าการศึกษาเปรียบเทียบนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นวิชาการอย่างแท้จริงมุ่งแต่จะจูงใจให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านพลังงานมีความเชื่อว่าผู้บริหารประเทศดำเนินนโยบายผิดพลาดที่ไม่ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตมาแทนระบบสัมปทาน เรื่องความเห็นว่าเราควรจะใช้ระบบใดในการแบ่งปันผลประโยชน์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศนั้นผมเห็นว่าจะใช้ระบบใดก็ได้ขอให้ประเทศชาติได้ผลประโยชน์สูงสุดก็แล้วกัน แต่คำว่าผลประโยชน์สูงสุดในที่นี้ต้องควบคู่ไปกับคำว่าเป็นไปได้ด้วยนะครับ ดังนั้นการที่เราตั้งเงื่อนไขเอาไว้สูง ๆ ขอส่วนแบ่งมาก ๆ 80-90% แต่ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจมาลงทุนเลยแล้วบอกว่านี่คือผลประโยชน์สูงสุดของประเทศก็คงจะไม่ถูกต้อง ผลประโยชน์สูงสุดหมายถึงจุดที่สมดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐและผู้ลงทุนซึ่งเกิดขึ้นจากการเจรจาต่อรองและการได้มาซึ่งผลประโยชน์สูงสุดนี้ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องใช้ระบบใดระบบหนึ่งเท่านั้น ความจริงแล้วในปัจจุบันได้มีการใช้ทั้งระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบรับจ้างผลิตผสมผสานกันไปที่เรียกว่า Hybrid System ดังนั้นเราจึงไม่ควรไปยึดติดกับระบบใดระบบหนึ่งมากจนเกินไปแล้วไปเอาตัวเลขที่ไม่ได้อยู่บนฐานเดียวกันมาเปรียบเทียบกัน มันก็เลยเหมือนกับการจับแพะชนแกะยังไงยังงั้นเลย!!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทำไมไทยได้รับส่วนแบ่ง จากสัมปทานปิโตรเลียม น้อยกว่าประเทศมาเลเซีย – พลังงานรอบทิศ
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ทำไมไทยได้รับส่วนแบ่ง จากสัมปทานปิโตรเลียม น้อยกว่าประเทศมาเลเซีย – พลังงานรอบทิศ
-

ข้าวถุงลดราคา 25 บาท
นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุง เปิดเผยภายหลังการร่วมงานผลการตัดสินการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทยว่า ขณะนี้ผู้ผลิตข้าวถุงในไทยได้ทะยอยปรับลดราคาข้าวขาวลงอย่างมาก โดยราคาเหลือเฉลี่ยถุงละ90-95 บาท (ถุงละ 5 กก.) ลดลงจากช่วงปกติที่ราคาอยู่ที่ถุงละ 110-120 บาท เนื่องจากราคาข้าวสารตลาดโลกตกต่ำมาก ประกอบกับรัฐบาลเร่งระบายข้าวในสต็อกต่อเนื่องและแม้ว่าข้าวนาปี 2556/57 จะสิ้นสุดฤดูกาลผลิตแล้วแต่ก็ยังมีข้าวบางพื้นที่ออกสู่ตลาดอยู่บ้างจึงกดดันราคาข้าว“ข้าวขาวบางยี่ห้อได้ปรับลดราคามาอยู่ที่70-80บาทแล้วซึ่งต่อไปคงไม่ต่ำกว่านี้ เพราะเท่าราคาเท่าต้นทุนแล้ว โดยข้าวสารใหม่กก.11-12 บาท เมื่อบวกค่าปรับปรุง 2-3 บาท เท่ากับ 15 บาท ซึ่งราคาน่าจะทรงตัวถึงครึ่งปีหลังส่วนข้าวหอมราคาคงไม่ลดลง”นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สถานการณ์ราคาข้าวที่ต่ำสุดในรอบ 10 ปีน่าจะเป็นราคาที่ต่ำถึงที่สุดแล้วแต่ต้องจับตาว่าอินเดียจะมีนโยบายการระบายข้าวออกมาอย่างไรเพราะยังมีความเป็นไปได้ที่อินเดียอาจปล่อยสต๊อกข้าวออกมาเพิ่มซึ่งจะส่งผลต่อราคาตลาดให้มีแนวโน้มลดต่ำลงไปอีก ประกอบกับแผนการระบายข้าวของไทยที่ต้องเร่งขายออกให้ได้มากที่สุดเพื่อนำเงินมาชำระคืนให้ชาวนาก็ยังเป็นอีกปัจจัยกดดันให้ราคาข้าวตลาดโลกอาจปรับตัวลงส่วนผู้ส่งออกอย่างเวียดนามพบว่าหลังจากได้คำสั่งซื้อจากฟิลิปปินส์ไป 800,000 ตันก็ทำให้ราคาข้าวเวียดนามทรงตัวและมีแนวโน้มปรับขึ้น ซึ่งจะต่างจากประเทศไทยแม้จะมีการตกลงซื้อขายข้าวให้มาเลเซียรวม1 ล้านตันเฉพาะในส่วนภาคเอกชนแต่เมื่อรวมกับปัจจัยการระบายข้าวของรัฐก็ยังไม่ทำให้ราคาข้าวไทยปรับเพิ่มขึ้นได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ข้าวถุงลดราคา 25 บาท -

เอกชนแห่ประมูลข้าว 17 ราย
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ขณะนี้มีเอกชน 17 รายได้ยื่นเสนอราคาประมูลซื้อข้าวสารในสต็อกรัฐบาลที่กรมการค้าต่างประเทศได้เปิดประมูลเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 57 จำนวน 450,000 ตัน โดย14 รายเสนอซื้อข้าวปี 55 และอีก 3รายเสนอซื้อข้าวเสื่อมสภาพซึ่งตามขั้นตอนคณะกรรมการพิจารณาราคาข้าว จะเปิดซองและเจรจาต่อรองราคาในวันที่15 พ.ค. นี้ก่อนเสนอขอความเห็นชอบระบายต่อนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลปฎิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ปฎิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้ โดยหลักการยังยึดราคาใกล้เคียงตลาดและรับมอบข้าวโดยเร็ว เบื้องต้นน่าจะอนุมัติได้กว่าครึ่งหรือประมาณ200,000 ตันสำหรับบริษัทเสนอประมูลราคาซื้อข้าวข้าวเสื่อมสภาพ ประกอบด้วย บริษัทโกลเด้นเกรนเอนเตอร์ไพรส์,บริษัทเจียเม้ง และ บริษัทเอเชียโกลเด้นไรซ์สำหรับความคืบหน้าการเจรจาขายข้าว800,000 ตันให้กับมาเลเซียยังตกลงกันในเรื่องราคาที่แตกต่างกันประมาณ 10 เหรียญสหรัฐฯโดยเชื่อว่าข้าวไทยยังมีโอกาส เพราะเวียดนามราคาข้าวได้ขยับสูงขึ้นใกล้เคียงไทยอีกทั้งอาจติดปัญหาในเรื่องการส่งมอบข้าวให้ฟิลิปปินส์ที่เวียดนามประมูลได้ก่อนหน้านี้และยังเชื่อว่าไทยจะมีข่าวดีในเร็วๆนี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนแห่ประมูลข้าว 17 ราย