เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษเท่านั้น…มหกรรมกีฬาครั้งยิ่งใหญ่ที่คนไทยรอคอย อย่างการแข่งขัน “ฟุตบอลโลก 2014” ก็จะระเบิดศึกอย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่แฟนบอล คอบอล หรือผู้ที่ชื่นชอบการแข่งขันฟุตบอลเท่านั้นที่รอคอย บรรดาผู้ประกอบการสินค้าในหลายประเภทต่างรอคอยเทศกาลนี้เช่นกัน เพราะ…จะช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการได้อีกเฮือกใหญ่กันทีเดียว ต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้ คนไทย เอกชนไทย ผู้ประกอบการไทย ต่างอยู่อย่างยากลำบาก เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จากสถานการณ์การเมืองที่ฉุดรั้งไม่ให้เดินหน้า ทำให้เศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก คนไทยไม่มีกำลังซื้อ ผู้ประกอบการไทย ขายของไม่ได้ และสุดท้าย! ยังไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนได้ว่า ประเทศไทยและคนไทย จะตกอยู่ในภาวะใด?ด้วยเหตุนี้บรรดาคนขายของทั้งหลาย…จึงต้องหวังต้องรอคอยเทศกาลใหญ่ ๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้คนไทยหันมาจับจ่ายกันอีกครั้ง ซึ่งจากผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ในช่วงของการแข่งขันฟุตบอลโลกในแต่ละครั้งจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 50,000-60,000 ล้านบาท โดยแปรผันตามสภาพเศรษฐกิจ เงินสะพัดที่เกิดขึ้นมาจากทั้งการซื้อสินค้าบริโภคและสังสรรค์, การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับรับชมการแข่งขัน รวมไปจนถึงจำนวนเงินจากการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ขายสินค้าและบริการโดยปีนี้ “ธนวรรธน์ พลวิชัย” ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า เงินสะพัดยังคงใกล้เคียงกับทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะการแข่งขันฟุตบอลโลก เป็น “กิจกรรมพิเศษ” ที่จัด 4 ปีครั้ง ประกอบกับเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้เริ่มกลับมาฟื้นตัว แม้เศรษฐกิจไทยจะมีปัญหา แต่คงไม่มีผลมากจนทำให้บรรยากาศการรับชมมหกรรมกีฬาระดับโลกครั้งนี้ซบเซาลงไปได้ทีวีรับอานิสงส์เต็มสูบ โทรทัศน์หรือทีวี ถือว่าเป็นสินค้าที่ได้รับอานิสงส์จากเทศกาลโดยตรงที่สุด เพราะเป็นสื่อหลักที่สามารถรับชมการถ่ายทอดโดยตรงจากสนามแข่ง แม้ปีนี้มีอุปสรรคบ้างเพราะช่องฟรีทีวีสามารถดูได้เพียง 22 นัด จากทั้งหมด 64 นัด แต่ผู้ประกอบการต่างคาดหวังรายได้จากการจำหน่ายทีวี เพราะนอกจากเทศกาลฟุตบอลโลกแล้วยังมีปัจจัยเสริมคือเรื่องของการเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล ทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อเครื่องทีวีใหม่กันมาก…เรียกได้ว่าน่าจะเป็นโชค 2 เด้งกันทีเดียว ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ เริ่มต้นจากผู้ประกอบการเจ้าตลาดอย่าง “โซนี่” ที่ควบตำแหน่งผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยปีนี้จัดหนัก ทุ่มงบกว่า 30 ล้านบาท มากกว่าครั้งก่อนถึง 10 ล้านบาท เพื่อจัดแคมเปญรับบอลโลก เพราะถือเป็นการส่งท้ายการเป็นสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการนี่ก็จัดเต็มด้วยแคมเปญ“ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2014” ที่จะพาผู้โชคดีไปชมฟุตบอลโลกฟรี ติดขอบสนามถึงประเทศบราซิลอีกด้วยนอกจากนี้ยังปล่อยแคมเปญเด็ด ผ่อนสินค้า 0% นานถึง 20 เดือน ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการ หวังปั๊มยอดขายช่วงบอลโลกโต 30% หรือเป็นเท่าตัวจากเมื่อ 4 ปีก่อนด้าน “โตชิบา” ทุ่มงบ 500 ล้านบาท ลุยสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ส่งแคมเปญเชียร์ทูโก ดันยอดขายกลุ่มทีวี 20% โดยการทำตลาดหลักจะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง โดยเตรียมงบถึง 500 ล้านบาท สำหรับจัดกิจกรรมทั้งปี พร้อมชูแคมเปญ “เชียร์ ทู โก” เป็นตัวเดินเครื่องโครงการฟุตบอลโลก ที่เตรียมจัดกิจกรรมพิเศษลดราคาสินค้า รวมถึงแจกสินค้าพรีเมียม และกล่องจีเอ็มเอ็มแซด เมื่อซื้อทีวีดิจิตอลขนาดตั้งแต่ 39-58 นิ้ว เพื่อสร้างสีสันและคืนกำไรให้กับลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนทีวีในช่วงดังกล่าวไม่ใช่เพียงแต่ผู้ประกอบการโทรทัศน์รายใหญ่เท่านั้น… ที่เร่งจัดกิจกรรมปั๊มยอดรับบอลโลก ยังมีผู้ประกอบการหน้าใหม่อีกหลายรายที่แห่เข้ามาแย่งแชร์กันอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์น้องใหม่ของห้างเทสโก้โลตัสอย่าง “ไฮยาซอง” ที่ชูจุดเด่นสินค้าคุณภาพในราคาย่อมเยากว่าคู่แข่ง 10-15% หรือแบรนด์ “ทีซีแอล” ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน แต่เปิดตัวด้วยหมัดเด็ดอย่าง ทีวีแอนดรอยด์สมาร์ททีวีรุ่น ยูเอชดี ทีวี ขนาด 85 นิ้ว ในราคาย่อมเยา นอกจากนี้ยังเตรียมขนทีวีใหม่กว่า 14 รุ่นมาเปิดตัวในปีนี้ด้วย พร้อมเตรียมทุ่มงบเกือบ 100 ล้านบาท ในการทำกิจกรรมการตลาดรับบอลโลกอีกด้วยของก๊อบปี้รับทรัพย์อื้อ ขณะที่สินค้าในกลุ่มอุปกรณ์กีฬา รวมถึงชุดกีฬา เป็นอีกตลาดที่จะมีการเติบโตควบคู่ไปกับกระแสบอลโลก ’ธาราพฤกษ์ชะอุ่ม“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนด์สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด ฉายภาพแนวโน้มธุรกิจอุปกรณ์กีฬาว่าตื่นตัวมากขึ้น และคนหันมาสนใจเล่นกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลมากขึ้น เหมือนช่วงที่ผ่านมาที่วอลเลย์บอลและแบดมินตันได้รับความนิยมมาก ทำให้อุปกรณ์กีฬาที่เกี่ยวข้องขายดีตามกันไปด้วย โดยคาดว่าในปีหน้าจะมีแบรนด์ขายของก๊อบปี้เพิ่มขึ้น ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าระดับล่าง ส่วนคนมีเงินก็จะซื้อของแท้ราคาแพงไปเลย ด้านแบรนด์ไทยคงขายลูกฟุตบอลหรืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง แต่โดยรวมตลาดโตขึ้นแน่นอน ในฝั่งกรมทรัพย์สินทางปัญญา มองว่าเป็นเรื่องปกติที่ในช่วงเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลโลก จะมีเรื่องสินค้าก๊อบปี้ออกมาวางจำหน่ายจำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการสินค้าของแฟนฟุตบอล ซึ่งได้เตรียมพร้อมตลอดเวลาในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะตำรวจและดีเอสไอ ในการตรวจสอบและเข้าจับกุมดำเนินคดี เพราะหากมีการละเมิดลิขสิทธิ์กันมาก ๆ จะไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยนอกจากนี้ยังพบว่าของก๊อบปี้มีราคาต่ำกว่าเสื้อผ้าที่มีลิขสิทธิ์อย่างมากหรือต่ำกว่าประมาณ 10 เท่าตัว โดยมีราคาของก๊อบปี้ขายที่ตัวละ 200-300 บาท ขณะที่เสื้อผ้าที่มีลิขสิทธิ์ที่มีราคาตกตัวละ 2,000-3,000 บาท จึงไม่แปลกใจที่คนให้ความสนใจมากโดยเฉพาะในตลาดกลางและตลาดล่าง เพราะการก๊อบปี้ในปัจจุบันมีความประณีตดูยากมากหากไม่ใช่คนที่เล่นของแท้จริง ๆ น้ำดำเร่งสปีดปั๊มยอด เป็นธรรมดา… สำหรับวงการน้ำดำที่จะชิงจังหวะจัดกิจกรรมการตลาดรับบอลโลก ซึ่งถือเป็นจังหวะทองเพราะเป็นสินค้าที่ผู้ชมนิยมดื่มในระหว่างการแข่งขัน เริ่มต้นที่ ’เป๊ปซี่“ ที่ทุ่มงบ 300 ล้านบาท เปิดตัว 3 แคมเปญ ระดับโกลบอลที่มีทั้งชิงโชคทองคำ โทรศัพท์มือถือ ลูกฟุตบอล รวมมูลค่ารางวัลกว่า 24 ล้านบาท ส่วนคู่แข่งอย่าง ’โค้ก“ ก็ทุ่มงบ 300 ล้านบาท สำหรับแคมเปญรับฟุตบอลโลกมาต้าน เพื่อรักษาแชร์ในตลาดที่ 58.8% เอาไว้ ด้วยการออกสินค้าพิเศษใหม่สำหรับการแข่งฟุตบอลโลกครั้งนี้โดยเฉพาะ หรือการแจกสินค้าแต่งห้องเชียร์บอลโลก เป็นต้น เพื่อสร้างกระแสการบริโภค ธุรกิจเดลิเวอรี่หงอย หันมาสำรวจธุรกิจเดลิเวอรี่ส่งอาหารยามดึก ที่บรรดาแฟนฟุตบอลไม่สามารถ “ขาด” ได้ กลับกลายเป็นว่าอาจไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน เพราะการแข่งขันอยู่ในช่วงเวลาที่ดึกมากตั้งแต่ช่วงเวลา 01.00-05.00 น. แต่บรรดาผู้ประกอบการต่างไม่ย่อท้อ ยังเดินหน้าบริการเสิร์ฟสินค้ากันถึงที่บ้านทีเดียว “เคเอฟซี” จะให้บริการส่งสินค้าตั้งแต่ 22.00 น. ถึงเที่ยงคืนเท่านั้น แต่เน้นยอดขายจากแคมเปญส่งเสริมการขายอื่น ๆ ภายใต้งบการตลาด 20 ล้านบาท พร้อมเตรียมปล่อยโปรโมชั่นและอาหารชุดพิเศษมาเอาใจคอฟุตบอล ขณะที่ “แมคโดนัลด์” ปีนี้ทุ่มงบการตลาดกว่า 50 ล้านบาท จัดสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง รับบอลโลกผ่านสื่อทุกรูปแบบ รวมถึงออกเมนูพิเศษ และจัดกิจกรรมแมคโดนัลด์ เพลย์เยอร์ เอสคอร์ท ให้เด็ก ๆ ได้กระทบไหล่นักเตะชื่อดังด้วย ตรงกันข้ามกับ “โออิชิ กรุ๊ป” ที่ปีนี้งดแคมเปญ ส่งสินค้าถึงบ้าน จากปกติที่จะมีรายได้เสริมจากช่วงบอลโลกเพิ่มขึ้น 10%หากการแข่งขันอยู่ในช่วงเย็นถึงหัวค่ำจะเป็นโอกาสทองในการส่งอาหารฉายดึกสะเทือนโฆษณา มาดูกันที่ตลาดโฆษณา ที่แม้มีเงินสะพัดต่อเดือนมากถึง 10,000 ล้านบาท แต่ในไตรมาสแรกปีนี้ ตลาดค่อนข้างเงียบเหงา จากภาวะเศรษฐกิจ โดยหลายฝ่ายแอบหวังว่าเงินจากช่วงบอลโลกจะเข้ามาหนุนให้ตลาดฟื้นตัวบ้าง “วรรณี รัตนพล” นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย บอกว่า ทุกครั้งที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก ตลาดโฆษณาจะมีความเคลื่อนไหวมากแม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียงหนึ่งเดือน เพราะทุกธุรกิจต่างก็อยากจะเอาโฆษณามาลงในช่วงพักแต่พอมาถ่ายทอดตอนดึก คนดูน้อยลง ลูกค้าที่จะจ้างทำโฆษณาเลยหายหน้า จากที่เคยมีรายได้เพิ่มประมาณ 100 ล้านเป็นประจำทุกครั้งที่มีบอลโลก ปีนี้ก็คงหดหาย เพราะประเมินจากตอนนี้ที่ยังไม่ค่อยจะมีลูกค้าเข้ามาติดต่อเท่าใดนักอย่างไรก็ตามยังคงเหลือเวลาอีกเดือนเศษ ๆ กว่าเทศกาลมหกรรมกีฬาครั้งยิ่งใหญ่ของโลกนี้จะเข้ามาถึง ดังนั้นจึงต้องรอดูว่ากลยุทธ์ของผู้ประกอบการที่จะดึงดูดกำลังซื้อของผู้บริโภคจะเข้าเป้าหมายหรือพลาดเป้าหมายกันแน่!. พิชชาพร อยู่เลี้ยงพันธ์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สินค้าระเบิดศึกรับบอลโลกคนไทยมือเติบใช้จ่าย6หมื่นล.
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

สินค้าระเบิดศึกรับบอลโลกคนไทยมือเติบใช้จ่าย6หมื่นล.
-

อคส. ฟื้นข้าวถุงจินไทอวี้ ส่งออกจีน
นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า(อคส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ อคส.ได้บรรลุข้อตกลงร่วมทำตลาดข้าวคุณภาพในตลาดจีนกับ บริษัท จินไท่อวี้ซึ่งเป็นบริษัทค้าข้าวรายหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยล็อตแรกจะเริ่มจากการจัดส่งข้าวหอมมะลิบรรจุถุง5กิโลกรัม ภายใต้ยี่ห้อจินไท่อวี้และข้าวหอมมะลิบรรจุถุง15กิโลกรัมและ50กิโลกรัม โดยใช้ตรายี่ห้อของจีนเอง กำหนดจัดส่งภายในเดือน พ.ค. นี้และวางเป้าหมายส่งออก ในปีแรก57ประมาณ 20,000 ตัน เฉลี่ยตันละ30,000บาท“ที่ผ่านมาได้มีการหารือกับจีนมาตลอด7เดือนไม่แค่เป็นการระบายข้าวในไทยเท่านั้นแต่ต้องการลดปัญหาข้าวหอมมะลิปลอมปนในจีน และที่ผ่านมามักได้รับการร้องเรียนถึงข้าวหอมมะลิไทยมีการปลอมปนในจีนจนกระทบต่อภาพพจน์ข้าวหอมมะลิแท้ของไทย ดังนั้นจึงมีการฟื้นยี่ห้อจินไท่อวี้ซึ่งเป็นยี่ห้อของ อคส.ที่หยุดชั่วคราวมาเกือบ5ปีให้กลับมาทำตลาดอีกครั้ง “
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อคส. ฟื้นข้าวถุงจินไทอวี้ ส่งออกจีน -

จัดสินค้าไทยขึ้นห้างฯเพื่อนบ้านดันยอดส่งออก
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯมีแผนที่จะจัดกิจกรรมในการนำสินค้าไทยรุกตลาดอาเซียนในครึ่งหลังของปีหลายกิจกรรม ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขยายการทำการค้ากับอาเซียนมากขึ้น เช่น การร่วมกับห้างสรรพสินค้าในประเทศอาเซียนจัดกิจกรรมโปรโมตสินค้าไทย เน้นนำร่องใน 4 ประเทศ ได้แก่ ห้างฯในมาเลเซีย ในกลุ่มสินค้าอาหาร, ห้างฯใน อินโดนีเซีย ในกลุ่มสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้, ห้างฯ กัมพูชา ในกลุ่มสินค้าผลไม้สด และ ห้างฯสิงคโปร์ ในกลุ่มสินค้าอาหาร ผัก ผลไม้ ข้าว ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น เครื่องประดับ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานแสดงสินค้าไทย หรือไทยวีค, การนำคณะผู้ส่งออกเข้าร่วมงานแสดงสินค้า, การจัดคณะผู้แทนการค้าไปขายสินค้า ซึ่งมั่นใจว่าปีนี้ตลาดอาเซียนจะยังเป็นตลาดอันดับหนึ่งของไทยเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันของการส่งออกไทยโดยในปัจจุบันการส่งออกอาเซียน คิดเป็นสัดส่วนส่งออกประมาณ 25% ของการส่งออกทั้งหมด นำหน้าตลาดเดิมอย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทั้งนี้ การจัดงานไทยวีค กรมฯ มีแผนที่จะนำคณะผู้แทนการค้าไทยไปขายสินค้าจำนวน 9 ครั้ง ที่ย่างกุ้ง โฮจิมินห์ ฮานอย มะนิลา กัวลาลัมเปอร์ พนมเปญ เวียงจันทน์ สิงคโปร์ จาการ์ตา และเมืองสุราบายา ส่วนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้ามี 7 งาน ได้แก่ งานแสดงเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ที่สิงคโปร์ งานแสดงสินค้าเครื่องจักรกล ที่เวียดนามและอินโดนีเซีย งานแสดงสินค้าที่กัมพูชา งานแสดงสินค้าอาหาร และงานแสดงสินค้ารองเท้า ที่มาเลเซีย งานแฟชั่น ที่อินโดนีเซีย สำหรับการจัดคณะผู้แทนการค้า จะจัด 13 ครั้ง ครอบคลุมสินค้าอาหาร เกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร พลาสติก และแฟชั่น โดยมีแผนที่จะไปเวียดนาม เมียนมาร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชานางนันทวัลย์ กล่าวว่า กรมฯ ยังมีแผนที่จะเร่งผลักดันให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออกของไทยเตรียมความพร้อมในการใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ให้มากขึ้น โดยจะปรับมุมมองของภาคเอกชนให้มองอาเซียนเป็นตลาดเดียว เหมือนกับที่มองการทำตลาดในไทย และจะผลักดันให้ออกไปลงทุน ร่วมทุน ในสาขาที่ไทยขาดแคลนวัตถุดิบและแรงงาน โดยเน้นกลุ่ม ซีแอลเอ็มวี คือ กัมพูชา เวียดนาม เมียนมาร์ และลาว รวมทั้งจะเน้นการส่งเสริมการค้าชายแดน และใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นประตูไปสู่จีนตอนใต้และอินเดีย และใช้สิทธิพิเศษที่ประเทศเพื่อนบ้านได้จากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ในการส่งออกสินค้าสำหรับกิจกรรมที่จะใช้สนับสนุนผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดอาเซียน กรมฯ ได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่เปิดแล้ว 10 ศูนย์ใน 8 ประเทศอาเซียน มีหน้าที่ให้บริการด้านข้อมูลการค้า การลงทุน เกี่ยวกับอาเซียนทั้งหมด ตลอดจนให้คำปรึกษาเชิงลึก การนัดหมายผู้นำเข้า และการช่วยหาวัตถุดิบ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จัดสินค้าไทยขึ้นห้างฯเพื่อนบ้านดันยอดส่งออก