นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า องค์กรชาวไร่อ้อย 4 องค์กร ได้แก่ สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย มีมติร่วมกันนำชาวไร่อ้อยทั่วประเทศประมาณ 60,000 คน มาชุมนุมที่กระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 27 เม.ย. นี้ เพื่อกดดันให้กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.) เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาราคาอ้อยต่ำกว่าต้นทุนการผลิต โดยได้เสนอให้เพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 56/57 ให้สูงกว่า 900 บาทต่อตัน เนื่องจากที่ผ่านมากำหนดราคาไว้ 900 บาทต่อตัน ไม่คุ้มต้นทุนการผลิต “ ที่ผ่านมาคณะกรรมการ กอน. ซึ่งมีนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน พยายามหลบเลี่ยงการประชุมตลอด ทั้งที่มีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นซึ่งอยู่ที่เพียง 900 บาทต่อตันซึ่งชาวไร่อ้อยเห็นว่าไม่คุ้มทุน ซึ่งเราก็ต้องการให้เสนอครม.อนุมัติเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาเป็นส่วนเพิ่มราคาอ้อยให้ได้อย่างน้อย1,100-1,200บาทต่อตันหรืออย่างไรก็ว่ามา โดยได้ศึกษามาแล้วว่า ไม่ต้องเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาแต่อย่างใด ไม่เหมือนกรณีข้าว เพราะเงินที่ช่วยอ้อย เป็นเงินกู้ของธ.ก.ส. ไมได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน ” สำหรับการเคลื่อนไหว ได้นัดชุมนุม และรถบรรทุกไว้แล้วในวันที่ 27 เม.ย. โดยชาวไร่ ภาคอีสานได้นัดพบกันอ.วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจะรวมกับสายสระบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ สายเหนือ นัดที่อ.บางปะอิน รวมอุทัยธานี ภาคกลางเจอกันที่อ.บางบัวทอง ภาคตะวันออก นัดชุมนุมที่บริเวณมอเตอร์เวย์ หรืออ.วังน้อย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับเรื่องจากชาวไรอ้อย จึงได้ประสานงานคณะกรรมการเพื่อประชุมกอน. ในวันที่ 25 เม.ย. เพื่อให้ชาวไร่ ยุติการเคลื่อนไหว แต่ล่าสุดได้แจ้งขอเลื่อนการประชุมกอน.ออกไปวันที่ 28 เม.ย. เนื่องจากคณะกรรมการ ฯ ยังไม่พร้อมประชุม ชาวไร่อ้อย จึงมีมติล่าสุด ไม่ยุติการเคลื่อนไหว เนื่องจากเห็นว่า ฝ่ายราชการไม่จริงใจในการแก้ปัญหา เลื่อนการประชุมหลายครั้ง นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์และสันทนาการ3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า ล่าสุดการหีบอ้อย 56/57 หลังเปิดหีบมาได้ 149 วัน มีอ้อยเข้าหีบ 103.20 ล้านตันอ้อย ค่าความหวานในอ้อย (ซี.ซี.เอส) มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 12.55ซี.ซี.เอส ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย จากเดิมที่ค่าความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ 10 – 11 ซี.ซี.เอสเท่านั้น ส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ จะมีรายได้จากการเพาะปลูกเพิ่มขึ้นอีก 54 บาทต่อทุก 1 ซี.ซี.เอสต่อตันอ้อยที่ปรับขึ้น จากค่าอ้อยขั้นต้น 900 บาทต่อตัน ที่กำหนดค่าความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ซี.ซี.เอส
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ม๊อบไร่อ้อยฮือเข้ากรุงขอขึ้นราคาอ้อย
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ม๊อบไร่อ้อยฮือเข้ากรุงขอขึ้นราคาอ้อย
-

หนี้ครัวเรือนแรงงานไทยพุ่ง
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาระหนี้สินของครัวเรือนแรงงานไทยในปี 57 เฉลี่ยที่ 106,216. บาทต่อครัวเรือน เพิ่มจากปีก่อน 7.9% เป็นหนี้ในระบบ 43.9% และ นอกระบบ 56.1% ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในการใช้จ่ายทั่วไปมากที่สุดในสัดส่วน 46.6% รองลงมาเป็นหนี้ในการซื้อบ้าน, ซื้อทรัพย์ (รถยนต์), การลงทุน, ค่ารักษาพยาบาล และ อื่นๆ เนื่องจากประสบปัญหาค่าครองชีพที่สูงจนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและการหาอาชีพเสริมเพื่อหารายได้พิเศษในช่วงนี้ก็ทำได้ลำบาก เป็นต้น ทั้งนี้ยังพบว่าสถานการณ์ความสามารถในการชำระหนี้ในปี 57 พบว่าแรงงานที่เป็นหนี้ 80.1% ประสบปัญหาในการจ่ายหนี้เนื่องจากไม่สามารถหาเงินมาหมุนได้ทันเวลา ส่งผลให้หลายๆรายใช้วิธีชำระหนี้แบบเดือนเว้นเดือน หรือการกู้หนี้นอกระบบมาโป๊ะหนี้เก่า เพื่อไม่ให้เกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ส่วนกรณีที่หนี้นอกระบบมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจากลูกหนี้รายเดิมที่มีบัตรเครดิตแล้ววงเงินการกู้เต็มวงเงินแล้วจึงไม่สามารถกู้เพิ่มได้ ขณะที่รายใหม่บางส่วนก็ถูกสถาบันการเงินงวดในการอนุมัติสินเชื่อเพราะกลัวว่าจะเป็นปัญหาเอ็นพีแอลตามาภายหลัง “เป็นการสำรวจผู้มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ซึ่งหนี้ 106,216.67 บาทนั้นเป็นจำนวนที่สูงสุดตั้งแต่มีการทำผลสำรวจเรื่องนี้ในปี 52 ส่วนการชำระหนี้จะเป็นแบ่งการผ่อนเงินกู้ในระบบเฉลี่ยรายละ 5,456.9 บาทต่อเดือน และ เงินกู้นอกระบบจะผ่อน 7,412.7 บาทต่อเดือน เนื่องจากเงินกู้นอกระบบมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่าในระบบ และที่สำคัญแรงงานจะเลือกจ่ายหนี้นอกระบบก่อนเพราะจะมีเรื่องของอิทธิพลการข่มขู่มาเกี่ยวข้องด้วย” นายวชิร กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นแรงงานมองว่าความเหมาะสมของค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันควรอยู่ในระดับ 388.25 บาทต่อวันภายในปีนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบัน เนื่องจากจะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินให้ลดลง รวมถึงการช่วยให้เหลือเงินออมมากขึ้น, ช่วยให้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น, ช่วยให้การใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นและช่วยให้เกิดการท่องเที่ยวมากขึ้น นอกจากนี้แรงงานยังมองว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าค่าจ้างขั้นต่ำควรอยู่ที่ 498.06 บาทต่อวัน และ ในอีก 5 ปีข้างหน้าค่าจ้างขั้นต่ำควรอยู่ที่ 579.74 บาทต่อวัน อย่างไรก็ตามในส่วนของการปรับขึ้นค่าจ้างนั้นแรงงานส่วนใหญ่มองว่าควรปรับขึ้นตามภาวะค่าครองชีพ นายวชิร กล่าวว่า ในส่วนของการสำรวจการใช้จ่ายของแรงงานในวันแรงงานไทยปี 57 ประเมินว่า แรงงานจะมีค่าใช้จ่ายรวมถึง 1,965.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.3% แต่เป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำในรอบ 4 ปี เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว โดยสิ่งที่แรงงานต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือมากที่สุดคือ การดูแลค่าครองชีพและค่าแรงให้เหมาะสม, ดูแลเรื่องสวัสดิการที่เหมาะสม, แก้ปัญหาทางการเมืองให้เร็วที่สุด, กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว และ การเพิ่มทักษะฝีมือให้แรงงานมีคุณภาพมากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หนี้ครัวเรือนแรงงานไทยพุ่ง -

หั่นราคาแพกเกจดึงนักท่องเที่ยว
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพรนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว(โลว์ซีซั่น) ของปีนี้ภาคเอกชนท่องเที่ยวเตรียมหันมาใช้กลยุทธ์เรื่องการลดราคาสินค้าท่องเที่ยวลงซึ่งคาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 10-20% เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นลูกค้าและนำรายได้มาเสริมสภาพคล่องในธุรกิจของตนเองหลังจากการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้นักท่องเที่ยวลดลงโดยเฉพาะจาก จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จากปกติที่จะเข้ามาเที่ยวตลอดปี จนผู้ประกอบการขาดรายได้มาเสริมสภาพคล่องอย่างหนัก จึงต้องหันมาลดราคาแทน “ต้องยอมรับว่าในปีนี้หากการเมืองยังยืดเยื้อต่อไปอยู่ และมีเหตุการณ์ความรุนแรงเป็นระยะ ไปจนถึง เดือนมิ.ย.สถานการณ์การท่องเที่ยวก็ต้องย่ำแย่ ซึ่งจากการได้พูดคุยกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะตลาดหลักอย่างจีน ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าครั้งนี้นานมากที่สุดแล้วทำตลาดไม่ได้เลย ซึ่งเมื่อเหตุการณ์สงบหรือเข้าช่วงนักท่องเที่ยวน้อย การลดราคาจะต้องเกิดขึ้นและไปเป็นสงครามราคาแน่นอนโดยจำนวนนักท่องเที่ยว” สำหรับภาพรวมด้านการท่องเที่ยวในขณะนี้ได้ประเมินว่า ในไตรมาส1-3 มองว่าจะติดลบ ประมาณ 4.5% และคาดว่าเป้าหมายรวมปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเหลือเพียง 26ล้านคนจากการตั้งเป้าไว้ที่ 28.01 ล้านซึ่งหากเป็นจำนวนตามที่คาดถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3ปีที่เป้าหมายนักท่องเที่ยวไม่โตแต่อยู่ในระดับเดิม ด้านนายวิรัช จัตุรภุชพิทักษ์กรรมการผู้จัดการบริษัทมาร์วิน ทัวร์ส กล่าวว่า หากสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อไปถึงเดือน ส.ค. บริษัททัวร์ที่ทำตลาดขาเข้า (อินบาวด์) จะยิ่งเลิกกิจการมากขึ้นโดยตั้งแต่เดือน พ.ย. มีบริษัท 12 แห่งต้องปิดตัวไปแล้วแม้ส่วนใหญ่จะเป็นขนาดกลางลงไป แต่ก็เป็นบริษัทเก่าแก่ที่เปิดมามากกว่า 10 ปีและส่วนใหญ่ทำตลาดยุโรปเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาประเภทกรุ๊ปทัวร์ได้รับผลกระทบสูงสังเกตได้จากรายได้จากตลาดยุโรปของบริษัทเอง ที่ลดไปกว่า 60% ตั้งแต่พ.ย.56-เม.ย.57 “บริษัททัวร์ที่อยู่ในวงการมานานเกือบจะถอดใจปิดตัวไปหลายรายจากเหตุการณ์ครั้งนี้เพราะปกติบริษัทที่มีทุนขนาดกลางๆ จะอยู่ได้ในภาวะไม่มีกำไรแค่ราว 6 เดือนถึง 1 ปีดังนั้นบริษัทใดที่พึ่งพาตลาดเดียวเป็นหลักไม่กระจายความเสี่ยงไปทำตลาดเอเชียหรือทำทัวร์เอาท์บาวด์ควบคู่ไปด้วยจึงอยู่ได้ยาก” ด้านบริษัทที่ทำตลาดเอเชียตอนนี้ก็ยังถือว่าประคองสถานการณ์ไปได้ เพราะเอเชียยกเลิกทัวร์เร็วแต่ก็กลับมาได้เร็วแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดกว่าเดิม แต่ยังถือว่ามีการเดินทางเข้ามา เช่นตลาดสิงคโปร์ที่มีไทยเป็นจุดหมายสุดสัปดาห์ เมื่อก่อนอาจมีไฟลท์เข้าทุกวันศุกร์มากกว่า 10 เที่ยวแต่ตอนนี้ลดลงเหลือ 3 เที่ยวขณะที่ตลาดเอาท์บาวด์นั้น แม้คนไทยจะยังเดินทางไปต่างประเทศ แต่สังเกตยอดเดือนเม.ย.ลดลงเพราะคนไม่มั่นใจกับสภาพเศรษฐกิจ และกำลังซื้อลดลง นอกจากนี้ยังเป็นห่วงว่าประทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า กัมพูชา และเวียดนามที่เคยพึ่งพิงตลาดต่างชาติผ่านเข้ามาทางไทยเป็นหลักจะค่อยๆปรับตัวรับนักท่องเที่ยวเองได้โดยตรงมากขึ้น เพราะ 2 ปัจจัยหลัก คือสายการบินต่างประเทศเข้ามาเปิดเที่ยวบินตรงเข้าเมืองต่างๆในกลุ่มอาเซียนมากขึ้นและผู้ประกอบการเพื่อนบ้านก็ตื่นตัวในการออกไปทำตลาดต่างประเทศเองและเข้าร่วมรายการเทรดโชว์ใหญ่สม่ำเสมอทั้งงานไอทีบี เยอรมนี และเวิลด์ ทราเวลมาร์เก็ต เ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หั่นราคาแพกเกจดึงนักท่องเที่ยว