นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยถึงแผนเตรียมความพร้อมการเผชิญเหตุและภาวะวิกฤตด้านความปลอดภัย กรณีศึกษา เรือเฟอร์รี่ล่มที่เกาหลีใต้ว่า ได้วางแนวทางปฏิบัติ2 ประการ คือการเฝ้าระวังป้องกันเหตุ โดยได้วางมาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัยในเหตุการณ์ปกติและช่วงเทศกาลต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ดำเนินโครงการท่าเรือปลอดภัย เรือปลอดภัย คนปลอดภัยกำหนด ให้สำนักความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ สำนักมาตรฐานเรือ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคเขต และสาขาบูรณาการร่วมกันในการตรวจสภาพท่าเทียบเรือ อุปกรณ์ประจำเรือ และการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ทำการในเรือนอกจากนี้ จะติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) ตลอดแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองแสนแสบ, ระบบควบคุมการจราจรและความปลอดภัยทางทะเลจัดระเบียบการจราจรทางน้ำในเขตท่าเรือต่าง ๆ ,ศูนย์ความปลอดภัยทางน้ำ สายด่วน 1199 ตลอด 24 ชั่วโมงส่วนกรณีเกิดเหตุกรมเจ้าท่าได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานการค้นหาและช่วยเหลือเรือที่ประสบภัย ดำเนินการจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อเตรียมการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการค้นหาและช่วยเหลือทางทะเล การเข้าร่วมฝึกซ้อม ประจำทุกปีและเป็นเจ้าภาพในการจัดทำแผนการฝึกซ้อมทดสอบระบบสื่อสาร การพัฒนาเรือตรวจการณ์ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการบังคับใช้กฎหมายของกรมเจ้าท่าให้มีศักยภาพการปฏิบัติงานด้านการค้นหาและช่วยเหลือ ทั้งด้านอุปกรณ์สื่อสารอุปกรณ์การเดินเรือและแผนที่ปัจจุบันกรมเจ้าท่ามีเรือตรวจการณ์ทางทะเล 7 ลำประจำฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน , การพัฒนาระบบตรวจการณ์ชายฝั่งเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของเรือในทะเลระยะ 20-25 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง เพื่อกำกับดูแลความปลอดภัยในการเดินเรือความมั่นคงปลอดภัยทางทะเลและป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรมเจ้าท่าเข้มเรือเฟอร์รี่
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

กรมเจ้าท่าเข้มเรือเฟอร์รี่
-

เล็งดับไฟ 19 จุดภาคใต้
นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) เปิดเผยถึงแผนการเตรียมความพร้อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของภาคใต้ จากการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย. – 10 ก.ค. 57 รวม 28 วัน ว่า ได้กำหนดมาตรการลดใช้พลังงาน โดยกรณีเลวร้ายสุด หากมาตรการที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ คือ จะเลือกดับไฟฟ้าในบางพื้นที่ 19 จุดในภาคใต้ ซึ่งจะเลือกพื้นที่นอกเมืองก่อนเป็นลำดับแรก แต่จะไม่ดับในพื้นที่เขตเมือง และสถานที่สำคัญได้แก่ โรงพยาบาล ศาลากลางจังหวัด สถานีตำรวจ และพื้นที่ความมั่นคง ซึ่งจะดับไฟจุดละ 1 ชม. ลดได้ 50เมกะวัตต์ จะช่วยลดกำลังผลิตไฟฟ้าได้ถึง 992 เมกะวัตต์สำหรับมาตรการที่เตรียมไว้ คือ การขอความร่วมมือภาคเอกชนลดใช้ไฟฟ้า 250 เมกะวัตต์ ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรม แยกเป็นผู้ใข้ไฟฟ้ารายใหญ่ 10 ราย และผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ รวมทั้งจะรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ โดยการหยุดจ่ายก๊าซฯ ในพื้นที่เจดีเอนั้น ส่งผลให้ปริมาณก๊าซฯหายไป 420 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) ต่อวัน ทำให้โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา กำลังการผลิต 710 เมกะวัตต์ ซึ่งใช้ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงหลัก ต้องหยุดเดินเครื่อง กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าทางภาคใต้ เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ ยังสูงกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าดับในพื้นที่ภาคใต้ทั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รายงานสถานการณ์ของระบบไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าวว่า การหยุดจ่ายก๊าซฯแหล่ง เจดีเอจะส่งผลให้กำลังผลิตไฟฟ้ารวมของภาคใต้ 2,306 เมกกะวัตต์ จากการประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) เฉลี่ย 2,400 เมกกะวัตต์ ระบบไฟฟ้าภาคใต้จะมีความเสี่ยงในช่วงพีค เวลา 18.30 – 22.30 น. และกรณีวันที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 2,543 เมกกะวัตต์ ระบบไฟฟ้าภาคใต้จะมีความเสี่ยงเพิ่มเติมในช่วงบ่ายเวลา 13.30 – 15.30 น.นางพัลลภา เรืองรอง กรรมการเรกูเลเตอร์ กล่าวว่า กรณีเจดีเอไฟหายไป 200 กว่าเมกะวัตต์ หากต้องดับไฟดังกล่าว จะทำให้สูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจ 30-40 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้นการลดใช้ไฟจากเอกชน และคนในพื้นที่ จะช่วยได้มากสุด ซึ่งช่วงดังกล่าวเป็นช่วงฟุตบอลโลกด้วย จึงขอความร่วมมือประชาชนดูทีวีแบบร่วมกันดูก็จะช่วยประหยัดได้อีกทางนายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. จะประสานความร่วมมือไปยังสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด รวมถึงจะเผยแพร่ข้อมูลไปยังสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมฯ ทั้งหมด โดยเฉพาะสมาชิกในเขตภาคใต้ เพื่อขอความร่วมมือลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีความต้องการพลังงานสูงสุด 2 ช่วงเวลา คือ ระหว่างช่วงเวลา 13.30-15.30 น. และช่วงเวลา 18.30-22.30 น. ของวันจันทร์ – วันเสาร์ ตลอดช่วงเวลาการหยุดจ่ายก๊าซ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งดับไฟ 19 จุดภาคใต้ -

เตรียมผุดศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า
นายวัฒนา พัทรชนม์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่าเตรียมเสนอของบประมาณปี 58 ศึกษาออกแบบการก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าในประเทศ และเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าในภูมิภาคอาเซียน เพื่อทดแทนงบจากพ.ร.บ.กู้เงิน2ล้านล้านบาทที่ล้มไป โดยคาดว่าจะศึกษาเสร็จและเริ่มก่อสร้างได้จริงประมาณปี 59-60“โครงการนี้ เดิมมีเป้าหมายเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 58 พร้อมกันทั้ง 15 แห่ง แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 61 แต่เมื่อ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทมีปัญหา จึงต้องของบประมาณปกติมาดำเนินการแทน เบื้องต้นน่าจะเริ่มต้นก่อสร้างได้เพียง 1-2แห่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือทั้งหมดคงจะทยอยก่อสร้าง คาดว่าจะล่าช้ากว่าแผนงานเดิม ที่กำหนดไม่ต่ำกว่า 5 ปีขึ้นไป”ทั้งนี้ ปัจจุบันมีศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเตรียมดำเนินการที่จังหวัดนครพนม แต่ประเทศไทยยังจำเป็นต้องดำเนินการอีกหลายแห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งตามแผนการดำเนินงานเดิม ถึงแม้จะไม่สามารถดำเนินการได้ทันปี 58 ซึ่งเป็นปีที่เปิดเสรีอาเซียน แต่ก็เป็นปีที่จะเริ่มก่อสร้างพร้อมกันทั้งหมดนายวัฒนา กล่าวว่า ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่อยู่ในระยะเร่งด่วน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ติดกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้านมีทั้งหมด 7 แห่ง คือบริเวณด่านสะเดา จังหวัดสงขลา บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สอด จังหวัดตาก พื้นที่จังหวัดหนองคาย และสระแก้ว เป็นต้น โดยแต่ละแห่งจะใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 900-1,000ล้านบาท โดยในส่วนของสินค้าที่มีการขนส่งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน จะครอบคลุมทุกอย่าง ทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า และวัตถุอันตรายต่าง ๆ เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตรียมผุดศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า