ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ตำรวจจับซีดีเถื่อนของ “บรูโน มาร์ส”แล้ว

    ตำรวจจับซีดีเถื่อนของ “บรูโน มาร์ส”แล้ว

    นางกุลณี อิศดิศัย รักษาการอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวนายบรูโน มาร์สนักร้องชาวอเมริกันได้มาซื้อซีดีเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ของตนเองที่ย่านการค้าถนนข้าวสาร และเป็นข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลกว่า ขณะนี้กรมฯได้มีหนังสือถึงสมาคมการค้าผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงไทย ซึ่งดูแลลิขสิทธิ์เพลงต่างประเทศไปร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่สถานีตำรวจชนะสงครามเพราะกรณีดังกล่าวเป็นคดีละเมิดลิขสิทธิ์เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถทำการจับกุมได้ หากผู้เสียหายหรือผู้รับมอบอำนาจไม่ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน”ล่าสุดสมาคมการค้าฯ และตัวแทนผู้เสียหาย ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมแผงลอยขายสินค้าละเมิดที่ถนนข้าวสารแล้ว เมื่อวันที่27 มี.ค. ที่ผ่านมา ได้ของกลางเป็นซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัท โซนี่ มิวซิคเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำนวน 326 แผ่น และได้จับกุมผู้จำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าบริเวณใกล้เคียงกันอีก 3 คดี ผู้ต้องหา 2 คน ได้ของกลางเป็นเสื้อผ้าและกางเกงปลอมเครื่องหมายการค้า98 ตัว” นางกุลณี กล่าวว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประสานความร่วมมือแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง25 หน่วยงาน ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติในการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังส่วนสถิติการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างเดือนม.ค.-ก.พ.57 มีจำนวนทั้งสิ้น 897 คดี ของกลาง 98,729 ชิ้นจำนวนคดีลดลง 48.82%จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 56 และจำนวนของกลางลดลง 80.13% ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ “บรูโน มาร์ส” ได้โพสต์ภาพและทวีตข้อความในทวิตเตอร์ถึงการออกท่องเที่ยวในวันหยุดหลังจากได้แสดงคอนเสิร์ตที่เมืองเมืองทองธานีช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาโดยระบุว่า“กรุงเทพฯเป็นเมืองที่พิเศษจริงๆ ผมไม่มีเวลาออกไปเที่ยวเลยดังนั้นผมขอตักตวงอย่างเต็มที่ในวันหยุดนี้”พร้อมทั้งทวีตภาพซื้อซีดีแผ่นปั๊มของตนเองซึ่งเป็นซีดีก็อปปี้ที่เมืองไทยให้แฟนๆ ที่ตามทวิตเตอร์กว่า 18 ล้านคนทั่วโลกได้ชม

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตำรวจจับซีดีเถื่อนของ “บรูโน มาร์ส”แล้ว

  • เปิดตลาดโซเซียลให้เอสเอ็มอี

    เปิดตลาดโซเซียลให้เอสเอ็มอี

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่ากรมฯ ได้จัดทำแอปพลิเคชั่น “ดีไอทีพี คอนเน็ค” ให้ข้อมูลข่าวสารด้านการค้าระหว่างประเทศผ่านมือถือสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตเพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ด้านการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญจากฐานข้อมูลของกรมฯและสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถวางแผนการผลิต และทำตลาดส่งออกได้ดีขึ้นทั้งนี้ข้อมูลที่สามารถค้นหาได้ผ่านแอปพลิเคชั่นดังกล่าว เช่น สถานการณ์สินค้า ตลาดความต้องการของผู้นำเข้าในต่างประเทศ กิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศการจัดงานแสดงสินค้า การฝึกอบรม และภาพรวมสถิติการส่งออกของไทยซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะเป็นข้อมูลที่ทันสมัย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที“เป็นการใช้ประโยชน์จากโซเซียลเน็ตเวิร์กเพื่อเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ในการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้มีโอกาสในการส่งออก ซึ่งการเปิดแอปพลิเคชั่นดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นและวางแผนในการผลิตสินค้า และเพิ่มโอกาสส่งออกได้มากขึ้น”ขณะเดียวกันกรมฯ ยังได้เปิดให้บริการด้านการแสวงหาปัจจัยการผลิตให้กับเอสเอ็มอี เพื่อลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาคุณภาพสินค้าโดยเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีที่ต้องการหาวัตถุดิบเพื่อนำมาใช้ในการผลิตสามารถติดต่อมายังกรมฯเพื่อให้ช่วยตรวจสอบและค้นหาได้ว่ามีประเทศอะไรบ้างในโลกนี้ที่ผลิตวัตถุดิบดังกล่าวซึ่งจะใช้เวลาในการค้นหาประมาณ 2 สัปดาห์ และจากนั้น กรมฯจะแจ้งรายละเอียดทั้งหมดไปให้ ทั้งประเทศที่ผลิต บริษัทที่ผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ติดต่อค้าขายต่อไป “วิธีการของกรมฯ ก็คือจะไปตรวจสอบดูว่าวัตถุดิบที่เอสเอ็มอีต้องการ มีประเทศไหนเป็นผู้ส่งออกหลักๆจากนั้นก็ให้ทูตพาณิชย์ไปตรวจสอบดูว่าใช้วัตถุดิบอย่างที่เอสเอ็มอีต้องหารหรือไม่ ถ้าใช่ ก็จะไปหารายละเอียดของบริษัทผู้ผลิตแล้วนำกลับมาแจ้งให้เอสเอ็มอีซึ่งถือเป็นบริการที่จะช่วยลดต้นทุนและสร้างโอกาสในการพัฒนาคุณภาพสินค้าได้”นอกจากนี้ กรมฯ จะผลักดันให้เอสเอ็มอีมีช่องทางใหม่ๆ ในการค้าขายสินค้าผ่านเว็บไซต์www.thaitrade.comซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสในการขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์โดยจะช่วยในการจัดรูปแบบการวางสินค้า การติดต่อค้าขาย โดยเชื่อว่าจะทำให้เอสเอ็มอีมียอดขายเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ค้าขายในเว็บไซต์แล้ว 11,500 ราย มีผู้เข้าเยี่ยมชมสินค้า 1.8 ล้านรายจากทุกประเทศทั่วโลกและมีผู้ซื้อที่มาลงทะเบียนแล้ว 53,000 ราย มียอดขายในปีที่ผ่านมาประมาณ 1,700 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดตลาดโซเซียลให้เอสเอ็มอี

  • เจซีอาร์ลดแนวโน้มเครดิตไทยเป็นลบ

    เจซีอาร์ลดแนวโน้มเครดิตไทยเป็นลบ

    น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า ขณะนี้ เจแปน เครดิต เรตติ้ง เอเจนซี (เจซีอาร์) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ประเทศญี่ปุ่น ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยจากที่มีเสถียรภาพมาเป็นลบ เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต และหากวิกฤตการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไปในภาวะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงติดลบ อาจทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ ที่มีผลจากธนาคารกลางสหรัฐลดปริมาณการซื้อสินทรัพย์ลงและส่งผลให้ดุลการชำระเงินขาดดุล ทำให้สถานะสภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศอ่อนแอลง รวมทั้ง นโยบายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตจะล่าช้าออกไปทั้งนี้ เจซีอาร์ ยังคงเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ ที่ระดับ เอ ลบ และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท ที่ระดับ เอ แต่หลังจากนี้ เจซีอาร์ จะเฝ้าติดตามพัฒนาการในอนาคตของสถานการณ์ทางการเมือง รวมทั้งผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ และจะดำเนินการเกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยตามความเหมาะสมและจำเป็นต่อไป หากข้อกังวลดังกล่าวกลายเป็นจริง“ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยได้เผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อ โดยได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในไตรมาสที่ 4 ปี 56 หลังจากที่ชะลอตัวลงเนื่องจากการหดตัวของอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ จนทำให้อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงลดลงอย่างเห็นได้ชัดอยู่ที่ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.9% แต่ภาพรวมของสถานะทางการคลัง ระบบธนาคารที่มีเสถียรภาพ และดุลภาคต่างประเทศที่เข้มแข็งโดยเปรียบเทียบ ทำให้ประเทศไทยแทบไม่มีโอกาสที่จะก้าวเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินหรือวิกฤตการณ์สภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศ”อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ยังไม่มีความชัดเจนว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองจะได้รับการแก้ไขอย่างไร เพราะความไม่สงบทางการเมืองและสังคมในประเทศไทยเกิดจากปัญหาที่หยั่งรากลึกและซับซ้อนที่บางส่วนเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคและระหว่างชนบทกับเขตเมืองที่เป็นผลพวงจากการพัฒนาเศรษฐกิจ และการช่วงชิงระหว่างกลุ่มอำนาจเกิดใหม่ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณฯ เป็นศูนย์กลางและกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เจซีอาร์ลดแนวโน้มเครดิตไทยเป็นลบ