นายจิรบูลย์วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย เปิดเผยภายหลังแถลงเตรียมความพร้อมจัดงาน“แสดงสินค้าของขวัญ และงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน 2014”ว่า สมาพันธ์เตรียมเข้าหารือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อขอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการและพยุงการส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ไทย หลังจากหลายประเทศได้จัดงานแสดงสินค้าของขวัญฯในเวลาใกล้เคียงกับประเทศไทยแต่มีโปรโมชั่นให้กับลูกค้าต่างประเทศเข้าร่วมงานมากกว่า เช่น เวียดนามที่เลื่อนการจัดงานมาอยู่ในช่วงวันที่18-21 เม.ย. 57 ให้การสนับสนุนจ่ายเงินค่าที่พักให้ผู้ซื้อต่างชาติรายละ800 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไม่จำกัดจำนวน ส่งผลให้ลูกค้าสิงคโปร์ 100 รายที่เตรียมเดินทางมาร่วมงานแฟร์ในไทย ยื่นความจำนงค์ไปเวียดนามแทน “ในส่วนของไทยมีกำหนดการจัดขึ้นในวันที่19-23 เม.ย. 57 ทำให้หลายๆประเทศเลื่อนให้เร็วมาจัดช่วงเวลาใกล้เคียงกับไทยมากขึ้น แถมยังมีโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าในต่างประเทศมากกว่าไทยด้วยซึ่งนอกจากจะมีเวียดนามแล้ว ยังพบว่า ประเทศอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ก็จัดงานแสดงสินค้าแบบเดียวกับไทยหลังจากนั้นก็จะเป็นจัดงานแสดงสินค้าแบบเดียวกันที่ฮ่องกง และจีน โดยเฉพาะฮ่องกงจัดแคมเปญชดเชยค่าพักโรงแรม3 คืนต่อราย” สำหรับแนวทางที่จะเสนอต่อกรมฯคือ พิจารณาการให้ส่วนลดค่าพื้นที่แสดงสินค้า กำชับทูตพาณิชย์ทั่วโลกดึงผู้ซื้อรายใหม่ๆมาเข้างาน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศติดชายแดนไทยจีนตอนใต้ ออสเตรเลีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง รวมถึงขยายเวลาการจัดงาน2 วันสุดท้ายถึง 23.00 น. จากเวลาปิดงาน 21.00 น. หรือมิดไนซ์เซลครั้งแรกเพื่อให้เป็นสีสันต่อการจัดงานแสดงสินค้า ทั้งนี้หากดำเนินการได้ก็จะช่วยพยุงเงินสะพัดในงานตามเป้า900 ล้านบาท และพยุงการส่งออกปี 57 ให้ขยายตัว 5% หรือมูลค่าเกิน 100,000ล้านบาท เนื่องจากตลาดสหรัฐฯที่เป็นตลาดหลักยังขยายตัวต่อเนื่องหรือ ออสเตรเลีย ขยายตัวถึง 16% รวมถึงตลาดยุโรปก็ยังฟื้นตัว และญี่ปุ่นิติดลบแค่ 3% ทั้งๆที่เงินเยนอ่อนถึง 20% ซึ่งสินค้าไทยยังเน้นและติดอันดับ 1 ใน 5ของโลกเรื่องดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมาคมไลฟ์สไตล์ร้องพาณิชย์ช่วยผู้ประกอบการ
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

สมาคมไลฟ์สไตล์ร้องพาณิชย์ช่วยผู้ประกอบการ
-

ปลัดคลังสั่ง สคร.ลุย พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อดำเนินนโยบายด้านการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.56 (พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ) รวมทั้ง เตรียมความพร้อมเพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โดยมอบหมายให้ สคร. หารือกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รวมทั้ง หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการที่จะสามารถให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน และจัดลำดับความสำคัญโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้ สคร.เตรียมความพร้อมในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ภาครัฐสามารถพัฒนาโครงการต่างๆ โดยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐภายใต้ พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ เพื่อรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจำนวนมาก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะปัจจุบันภาครัฐมีข้อจำกัดด้านการลงทุนผ่านระบบงบประมาณและการกู้เงินหนี้สาธารณะ ดังนั้น การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ จึงมีความสำคัญและจำเป็นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.57 กระทรวงการคลัง ได้จัดสัมมนาผู้นำการบริหารการเปลี่ยนแปลงกระทรวงการคลัง สัญจร ครั้งที่ 3 ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก 17 จังหวัด เพื่อเตรียมพร้อมรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ทำให้มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศ ทั้งที่เกิดจากปัจจัยที่เกิดขึ้นในประเทศ และปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) ปี 58 ทั้งนี้ นโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระทรวงการคลัง ปี 57 จะมุ่งเน้นเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งสนับสนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่ม และรักษาความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ โดยต้องเร่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการองค์กร เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน สำหรับสัมมนาครั้งนี้ได้จัดแสดงนิทรรศการโครงการคลินิกภาษี เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และภาคเอกชนในเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ได้ปรึกษาและรับคำแนะนำเกี่ยวกับภาษีอากรของทั้ง 3 กรมจัดเก็บภาษี รวมทั้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ร่วมออกบูธจัดนิทรรศการเกี่ยวกับภารกิจและการให้บริการต่างๆ อีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปลัดคลังสั่ง สคร.ลุย พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ -

คต. ทบทวนเอดีเหล็ก 2 รายการ
นายสุรศักดิ์ เรียงเครืออธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯได้เริ่มการพิจารณาเปิดทบทวนอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) สินค้าเหล็ก 2 รายการที่ครอบคลุมเหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบด้วยสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสีและเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบหรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอะลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสีที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนและเกาหลีใต้ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน(ทตอ.) โดยกรมฯ จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ 11 ก.พ. 57 เป็นต้นไป “การเปิดทบทวนอากรเอดี ข้างต้นเป็นผลมาจากการที่มีอุตสาหกรรมภายในประเทศยื่นคำร้องขอเปิดทบทวนอากรเอดีสินค้าดังกล่าวพร้อมกับแนบเอกสารหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าอัตราส่วนเหลื่อมตลาดสินค้าจากจีนและเกาหลีใต้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนอาจไม่มีประสิทธิภาพในการขจัดความเสียหายจากการทุ่มตลาดภายหลังจากที่มีการเรียกเก็บอากรเอดี มาแล้ว 1 ปี” ทั้งนี้ ในระหว่างการดำเนินการพิจารณาทบทวนอัตราอากรเอดีจะยังคงมีการเรียกเก็บอากรเอดีกรณีที่เป็นการนำเข้าจากจีนในอัตรา 5.56-42.88% ของราคาซี ไอ เอฟและหากนำเข้าสินค้าเหล็กจากเกาหลีใต้จะเรียกเก็บอากรเอดีในอัตรา 2.51-10.25% ของราคาซี ไอ เอฟ อย่างไรก็ดีหากเป็นการนำเข้าสินค้ามาเพื่อทำการผลิตและส่งออกจะถูกเก็บอากรเอดีในอัตรา 0%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คต. ทบทวนเอดีเหล็ก 2 รายการ