นายณัฐพลณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการฟ้องร้องผู้กระทำผิดกรณีไฟที่ลุกไหม้บ่อขยะ อ.แพรกษาจ.สมุทรปราการว่า ได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดส่งหนังสือถึง นายกรมพล สมุทรสาครเจ้าของบ่อขยะแล้ว ให้มารับทราบข้อกล่าวหาความผิดในมาตรา 37 ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งภายใน 30 วันหลังจากนี้หากไม่เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาก็จะส่งเรื่องไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับต่อไป ทั้งนี้กรมโรงงานจะสอบสวนผู้กระทำผิดเพื่อขยายผลจับกุมโดยเฉพาะผู้จ้างวานให้เก็บขยะ โรงงานที่นำขยะอุตสาหกรรมมาทิ้งซึ่งหากยอมรับความผิดก็มีโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาทแต่ถ้าสู้คดีก็จะส่งฟ้องศาล มีความผิดปรับไม่เกิน 2 แสนบาท จำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความคืบหน้าในการดับไฟนั้นขณะนี้ได้มีความพยายามที่จะนำรถแบ็กโฮ ขึ้นเรือแพเข้าไปกดกองขยะให้จมน้ำเนื่องจากกองขยะขนาดใหญ่นี้ได้ลอยอยู่เหนือน้ำ เนื่องจากเบากว่าน้ำทำให้ใจกลางของกองขยะยังคงมีไฟคุอยู่ ซึ่งหากทำสำเร็จไฟก็จะดับได้ภายใน 1-2 วัน ถ้าหากทำไม่สำเร็จไฟก็จะคุไปนานกว่า 1 สัปดาห์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เรียกเจ้าของบ่อขยะแจงสาวลึกที่มาขยะ
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

เรียกเจ้าของบ่อขยะแจงสาวลึกที่มาขยะ
-

ซื้อข้าวผ่านเอเฟตน้อยเพียง 40%
นายศักด์ดา ทองปลาดผู้ทำการแทนผู้จัดการตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ เอเฟท กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดซองการประมูลผ่านตลาดเอเฟท2.44 แสนตันว่า การประมูลข้าวผ่านตลาดเอเฟทครั้งนี้มีบริษัทเอกชนให้ความสนใจยื่นซองประมูลในครั้งนี้ มีเพียง 7 ราย น้อยกว่าครั้งก่อนที่มีผู้ยื่นซองทั้งสิ้น 17 ราย และคาดว่าการประมูลเอเฟทครั้งต่อไปในวันที่ 26 มี.ค.จะมีเอกชนเข้ายื่นประมูลมากกว่านี้ “ครั้งนี้มีเอกชนสนใจเข้าร่วมประมูลข้าวทั้งสิ้นปริมาณกว่า 105,521 ตัน หรือคิดเป็น 40% ของปริมาณข้าวที่นำมาประมูล โดยแบ่งเป็น ข้าวขาว 5% ปริมาณกว่า 103,521ตัน ที่เอกชนเสนอในราคาส่วนต่าง-2.48 ถึง – 3.90 บาท ต่อ กิโลกรัม และ ข้าวหอมมะลิ 100%ชั้น 2 มีผู้ประมูลเพียงรายเดียว ปริมาณกว่า 2,000 ตัน ในราคาส่วนต่าง -5.70 บาท ต่อ กิโลกรัม” ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำส่วนหนึ่งมาจากการระบายข้าวอย่างต่อเนื่องของกระทรวงพาณิชย์ โดยข้าวหอมมะลิ ราคาลดลง 10% มาอยู่ในระดับราคา 29.70 บาท ต่อ กิโลกรัม ส่วนข้าวขาวราคาอยู่ที่ 12.70 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตามคาดว่าแนวโน้มราคาจะไม่ลดต่ำลงไปกว่านี้เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งประกอบกับคู่ค้าซึ่งระบายสต๊อกออกไปมากเเล้ว ทำให้หลายประเทศจำเป็นต้องซื้อข้าวเก็บเข้าสต๊อก สำหรับการเปิดประมูลในครั้งนี้กว่า244,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวขาว 5% ปี 55/56 และ 56/57 กว่า 164,000 ตัน ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปี 55/56 และปี 56/57 กว่า 80,000 ตัน ซึ่งเป็นข้าวจากภาคกลาง ภาคเหนือและภาคอีสาน รวม 8 จังหวัดจำนวน 13 คลัง สำหรับการประมูล เอเฟท ครั้งที่8 จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มี.ค. 57 ที่โรงแรมริชมอนด์ รัตนาธิเษศร์ซึ่งจะมีปริมาณข้าวที่นำมาเปิดประมูลกว่า 2.5 แสนตัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซื้อข้าวผ่านเอเฟตน้อยเพียง 40% -

“นิด้า”คาดหากการเมืองลากยาวจีดีพีโตแค่1.4%
นายยุทธนาเศรษฐปราโมทย์ ผู้อำนวยการหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน คณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการเรื่องผลของวิกฤตการเมืองกับเศรษฐกิจไทย ปี 57 ว่าปัญหาทางการเมืองภายในประเทศไทยเป็นปัจจัยเสียงที่สำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี57 โดยนิด้าคาดว่าหากในไตรมาสที่2 สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงโดยมีการเลือกตั้งรวมทั้งมีข้อตกลงเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้จะส่งผลดีต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้เศรษฐกิจไทยโตประมาณ 2.6% แต่ถ้าสถานการณ์ยังยืดเยื้อถึงช่วงครึ่งปีหลังประกอบกับเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวต่อเนื่อง โดยประเมินสถานการณ์ร้ายแรงที่สุดเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.4%เท่านั้น ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปัญหาทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้นจะส่งผลโดยตรงต่อรายจ่ายภาครัฐบาล ทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนซึ่งเกิดจากความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล ยังมีรัฐบาลรักษาการอยู่ยาวนานรวมทั้งยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปปิดสถานที่ราชการจะมีผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐอย่างมาก ขณะเดียวกันการปิดสถานที่สำคัญในย่านธุรกิจยังส่งผลถึงการบริโภคเอกชนและรายได้จากการท่องเที่ยวลดลงด้วยนอกจากนี้ในด้านการลงทุนภาคเอกชนยังมีความเสี่ยงด้านนโยบายเศรษฐกิจจากการที่ดารเมืองไม่มีเสถียรภาพโดยปัจจัยทั้งหมดจะส่งผลกระทบทันทีต่อเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในอัตราที่ต่ำ “ถ้าการชุมนุมยังยืดเยื้อ แม้ว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมจะลดระดับย้ายไปชุมนุมจุดเดียว โดยในเดือนพ.ค.-มิ.ย.57 หากจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้การปฏิรูปไม่ชัดเจน จะมีผลไปถึงครึ่งปีหลัง ซึ่งการประเมินขั้นรุนแรงที่สุดซึ่งรวมปัญหาทางการเมืองของไทย และเศรษฐกิจโลก เช่น สถานการณ์ของสหรัฐฯและรัสเซียรุนแรงขึ้นจะทำให้การบริโภคลดลงเหลือ 0.4% ส่วนการลงทุนจะติดลบ 3.3% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโตเพียง1.4% แม้ว่าการส่งออกจะค่อยๆฟื้นตัวดีขึ้นมาก็ตามจึงถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “นิด้า”คาดหากการเมืองลากยาวจีดีพีโตแค่1.4%