พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และปัจจุบันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่เลขท้าย 3 ตัว ของรางวัลที่ 1 คือ 404 และรางวัลเลขท้าย 2 ตัว 79 เป็นตัวเลขตรงกับทะเบียนรถนายกรัฐมนตรี ว่า เลขทุกเลขมีสิทธิ์ที่จะออกได้หมด โดยยืนยันว่าขั้นตอนการออกรางวัลของสำนำงานสลากฯ มีความโปร่งใส การป้องกันการทุจริต และสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ ภายหลังจากที่เคยดำเนินคดีคดีฉ้อโกงประชาชน (หวยล็อก) ของนายณรงค์ อุ่นแพทย์ (กลม บางกรวย) ที่สมัยนั้นเป็นตนผู้บังคับการกองปราบปราม สืบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ยืนยันว่า การกระทำของกลม บางกรวยและพวก ได้มีการล็อกเลขจริง ทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ถูกดำเนินคดีและอยู่ในเรือนจำทั้งหมด นอกจากนี้ ตนได้มีโอกาสมาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ จึงได้ทำหน้าที่ร่วมกับคณะกรรมการในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์การออกรางวัลทั้งหมด โดยเดินทางไปซื้ออุปกรณ์จากประเทศสหรัฐฯ เพื่อนำมาใช้ในการออกรางวัลให้มีกลักสากลมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกครั้ง คณะกรรมการการออกรางวัลจะเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่บุคคลในองค์กร โดยผ่านอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ เรียนเชิญบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ และมีความน่าเชื่อถือมาเป็นประธานการออกรางวัล ส่วนคณะกรรมการที่เหลือจะมาจากหน่วยงานราชการ ตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแหล่งชาติ ตัวแทนจากกระทรวงการคลัง รวมทั้ง สื่อมวลชน ที่จะเข้าร่วมกันออกรางวัลและเป็นสักขีพยานในการออกรางวัลแต่ละงวด ที่สำคัญ ในช่วงของการออกรางวัลจะมีการปิดอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดอีกด้วย สำหรับอุปกรณ์การออกรางวัลนั้น ยืนยันว่ามีการจัดเก็บรักษาเป็นอย่างดี โดยคณะกรรมการสลากฯจะจัดเก็บรักษากุญแจไว้คนละ 1 ดอก ทำให้ไม่สามารถนำมาดัดแปลงได้ โดยยืนยันว่าขั้นตอนการดำเนินงานทุกๆ ขั้นตอนมีความโปร่งใส โดยเฉพาะการออกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว เลขท้าย 3 ตัว และรางวัลที่ 1 ทุกครั้ง จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ จะตรวจอุปกรณ์ว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ รวมทั้ง เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามารับชมหรือสังเกตการณ์ออกรางวัล หรือรับชมผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ที่ให้ประชาชนรับชมกระบวนการออกรางวัลตั้งแต่ต้นจนจบอีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อดีตผอ.สลากย้ำขั้นตอนออกรางวัลโปร่งใส
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

อดีตผอ.สลากย้ำขั้นตอนออกรางวัลโปร่งใส
-

เล็งถกทูตพาณิชย์ดันส่งออกตามเป้า 5%
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในเดือน พ.ค. นี้กรมฯจะจัดประชุมสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(ทูตพาณิชย์)ทั่วโลก เพื่อประเมินสถานการณ์การค้าในช่วงครึ่งปีหลังของปี พร้อมทั้งหามาตรการ การปรับแผนงานและกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก เพื่อผลักดันให้การส่งออกไทยให้สามารถขยายตัวได้ในระดับ 5% ตามเป้าที่วางไว้ “ทูตพาณิชย์จะรายงานสถานการณ์ในภูมิภาคที่รับผิดชอบทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา โอเชียเนีย พร้อมทั้ง นำเสนอผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก ตามปีงบประมาณ 57 ที่ได้ดำเนินงานไป ตลอดจนติดตามผลจากนโยบายการทำการค้าแบบเคาะประตูบ้านของผู้ซื้อต้น การประสานกับผู้ส่งออกไทย และการตอบสนองความต้องการของผู้นำเข้าให้มากขึ้น” นางนันทวัลย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามี การประชุมผู้ช่วยทูตพาณิชย์โดยได้มอบนโยบายให้ความสำคัญกับการขยายและรักษาเครือข่ายผู้นำเข้า รายใหญ่ โดยออกไปพบและหารือแนวโน้มสินค้า บริการที่มีศักยภาพ พร้อมทั้งมีจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคคลกรรอบๆ ด้าน และเตรียมความพร้อมกับการก้าวสู่งานที่เข้มข้นในระดับสูงต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งถกทูตพาณิชย์ดันส่งออกตามเป้า 5% -

ผู้ส่งออกข้าวแห่ยื่นซองปรังปรุงคุณภาพให้จีน
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า การเปิดให้ยื่นซองราคาเป็นผู้ปรับปรุงคุณภาพข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2556/57 เพื่อส่งมอบให้บริษัทคอฟโก รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีน ปริมาณ 1 แสนตัน ปรากฎว่ามีผู้เสนอซองราคาเป็นผู้ปรับปรุงทั้งหมด 5 ราย ได้แก่ บริษัทเอเชียโกลเด้นไรซ์ บริษัท ข้าวซี.พี. บริษัท แคปปิตัลซีเรียลส์ บริษัท พงษ์ลาภ และบริษัท ไชยพร อินเตอร์เนชั่นแนล โดยกรมการการต่างประเทศจะเปิดซองและต่อรองราคาในวันนี้ (19 มี.ค.) ซึ่งจะพิจารณาผู้ที่เสนอราคาปรับปรุงเข้ามาต่ำสุด ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงที่กระทรวงพาณิชย์จะจ่ายเป็นข้าวสารสต๊อกรัฐบาลเป็นข้าวขาว 5% แทนเงินนั้น โดยประเมินว่าค่าปรับปรุงรวมค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่กรมเคยว่าจ้างผู้ประกอบการปรับปรุงข้าวส่งมอบรัฐบาลฟิลิปปินส์ในอดีตอยู่ที่ตันละ 2,400-2,500 บาท ซึ่งหากคิดในอัตราเดียวกันนี้ ถ้าปรับปรุงทั้งหมด 1 แสนตัน จะต้องจ่ายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นค่าปรับปรุงประมาณ 2 หมื่นตัน หากปรับปรุงทั้งหมด 1 ล้านตัน จะต้องจ่ายเป็นค่าข้าวสต๊อกรัฐบาลทั้งหมด 2 แสนตัน โดยคิดจากราคาตลาดข้าวขาวที่ราคา 1.15 หมื่นบาท แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงฯได้คืนเงินจากการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลให้กระทรวงการคลังไปแล้ว 1.75 แสนล้านบาท โดยเป็นการระบายข้าวในรัฐบาลชุดนี้ผ่านวิธีการประมูล และยื่นซื้อตรงรวม 3 ล้านตัน ซึ่งไม่นับรวมการระบายข้าวผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศ (เอเฟต) โดยเงินที่ได้จากการะบายข้าวต่อไป จะต้องถูกนำมากันไว้เพื่อจ่ายคืนงบกลางฉุกเฉิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ทันกับกำหนดที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขีดเส้นให้นำเงินมาคืนงบกลาง 31 พ.ค.นี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้ส่งออกข้าวแห่ยื่นซองปรังปรุงคุณภาพให้จีน