วันที่ 11 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:26 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,950 บาท รับซื้อ 20,147.64 บาท ทองแท่งขายบาทละ 20,550 บาท รับซื้อ 20,450 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,950 บาท รับซื้อ 20,147.64 บาท ทองแท่งขาย 20,550 บาท รับซื้อ 20,450 บาท เวลา 09:26 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง11มี.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,950บาท
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ราคาทอง11มี.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,950บาท
-

ราชประสงค์งัดสารพัดแคมเปญกระตุ้นกำลังซื้อก่อนกู่ไม่กลับ
ตั้งแต่ วันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเริ่มปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ โดยคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชา ธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะยึดพื้นที่ 7 แห่งที่สำคัญในกรุงเทพฯ ให้เป็นที่ตั้งเวทีชุมนุมใหญ่ ทั้งนี้ พื้นที่ที่ระบุนั้น 2 ใน 7 แห่ง อยู่ที่ย่านราชประสงค์และย่านปทุมวัน ซึ่งถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจหลักสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว ด้วยเพราะในโซนนี้จะมีทั้งห้างร้านสรรพสินค้าชื่อดังมากมาย ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ต้องการมาเมื่อมาเมืองไทย ….แต่เมื่อมีการตั้งเวทีใหญ่ถึง 2 เวทีในบริเวณนี้ ทำให้เส้นทางการจราจรทางบกถูกปิดโดยสิ้นเชิง พร้อมกับที่มวลมหาประชาชน ได้ขยายพื้นที่การชุมนุมไปรอบด้าน อย่างไรก็ตาม การชัตดาวน์ในช่วงแรก ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวหวั่นเกรงนัก เห็นได้จากการปรับตัวของนักท่องเที่ยวต่าง ๆ บ้างก็เข้าร่วมม็อบ บ้างก็ยังชอปปิงในห้างได้ตามปกติ และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากการยืนยันของผู้ประกอบการในย่านเหล่านั้นว่า อัตราการเข้าพักยังมีอยู่เรื่อย อยู่ที่ประมาณ 80% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติหากเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มา จนเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่รัฐบาลรักษาการได้ตัดสินใจ ออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่นักท่องเที่ยว และรัฐบาลจากทั่วโลกยังเห็นว่ามีความอหิงสาอยู่ กลับกลายเป็นไม่มั่นใจในเสถียรภาพความปลอดภัยของกรุงเทพฯ ไปแล้ว ดูได้จากรัฐบาลใน 49 ประเทศ ได้ออกประกาศแจ้งเตือนให้นักท่องเที่ยวงดมากรุงเทพฯ ในช่วงเคอร์ฟิวนี้ไปก่อน ซึ่งการประกาศนี้กินระยะเวลาถึง 60 วัน กระนั้น 60 วันที่ประกาศ… ยังเป็นช่วงสำคัญของฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ด้วย และบวกกับปัจจัยด้านธุรกิจทัวร์ที่ว่า หากมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บริษัททัวร์จะไม่สามารถทำประกันภัยรับรองคุ้มครองนักท่องเที่ยวได้ จึงเป็นเหตุให้ภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะย่านราชประสงค์ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ ทั้งนักท่องเที่ยวหาย และรายได้จากคนไทยที่ต้องหดไป ไม่มั่นใจในเรื่องการเดินทางและความปลอดภัย ’จากข้อมูลของผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ พบว่า ตามปกติจะมีผู้มาใช้บริการมาใช้พื้นที่ในย่านนี้ประมาณ 150,000–200,000 คนต่อวัน แบ่งออกเป็นชาวไทย 50% และชาวต่างชาติ 50% โดยพื้นที่แบ่งออกเป็นบริเวณร้านค้า 600,000–700,000 ตร.ม. และ พื้นที่อาคารสำนักงาน 100,000 ตร.ม. แต่ในช่วงที่เริ่มมีการชุมนุมห้องพักโรงแรมในละแวกจำนวน 4,000 ห้อง ลดเหลือ 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 85% ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการห้างสรรพสินค้าในละแวกนี้ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด“ “รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์” รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีโรงแรมในเครือที่ได้รับผลกระทบในย่านราชประสงค์ คือ เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ บอกว่า หลังจากมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปนั้น ทำให้จนถึงสิ้นเดือน ก.พ. อัตราการเข้าพักเหลือเพียง 40% เท่านั้น จากปกติในช่วงไฮซีซั่น จะต้องมีอย่างต่ำ 70-80% และตราบใดที่ยังประกาศอยู่ก็ไม่น่าจะขยับดีขึ้นนัก ทำให้ขณะนี้ ฝ่ายการตลาดของโรงแรมค่อนข้างที่ต้องทำการบ้านหนักในการทำตลาด เบื้องต้นได้วางโปรโมชั่นเสริมเพิ่มเพื่อดึงดูด ความสนใจของลูกค้าไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มาใช้บริการในย่านราชประสงค์มากที่สุด คือ กลุ่มประชุมสัมมนา ที่หากกลุ่มใดมาใช้บริการสถานที่ในช่วงสถานการณ์ยังยืดเยื้อนี้ ตัวแทนผู้ติดต่อจะได้ค่าคอมมิสชั่นประมาณ 20% ขณะที่ “กมลวรรณ วิปุลากร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป บอกว่า การทำการตลาดในขณะนี้มุ่งเป้าหมายไปที่ โรงแรมในเครือที่อยู่ต่างจังหวัดก่อน โดยเฉพาะจีนและรัสเซียที่ยังเดินทางไปเที่ยวรอบนอกกรุงเทพฯ ทั้งนี้ก็ยังเชื่อว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้นมากกว่านี้ แน่นอนว่า นักท่องเที่ยวที่อัดอั้นอยากมาประเทศไทย จะสามารถฟื้นตัวกลับได้เร็วทันทีทันใดแน่นอน หากมองไปที่ภาพใหญ่ ที่ต้องเป็นแม่เหล็กในการชาร์จพลัง กระตุ้นเศรษฐกิจในย่านนี้ คือกลุ่มผู้ประกอบการทุกภาคส่วนในพื้นที่แห่งนี้ ต้องเร่งอัดแคมเปญ แบบบิ๊ก อีเวนต์ ซึ่งขณะนี้เปิดตัวออกมาเป็นอันแรก คือ “ราชประสงค์ สตรีท เฟสติวัล” ที่จะผนึกกำลังออกร้านค้า พร้อมมอบส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 80% ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ อาหาร และที่พัก พร้อมเตรียมเปิดตัวกิจกรรมการตลาดอื่น ๆ ตามมาอีกอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา 6 เดือน ไม่มากก็น้อย การเร่งเปิดตัวแคมเปญในลักษณะนี้ แม้อาจไม่ช่วยกระตุ้นด้านยอดขายได้มากนัก แต่อย่างน้อยก็เป็นการเปิดภาพลักษณ์ของย่านนี้ให้นักท่องเที่ยวได้เห็นถึงความพร้อมในระดับหนึ่งแล้วที่จะยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวให้กลับมาใช้บริการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังต่อจากนี้ คือ การที่บริษัททัวร์ต่าง ๆ จะใช้ข้อได้เปรียบจากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อรองขอลดราคาโดยเฉพาะราคาของห้องพักที่อยู่ในย่านนี้ รวมถึงหากยังมีการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อ อาจจะมีบริษัททัวร์ต่าง ๆ ใช้โอกาสนี้ต่อรองได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน และต่อจากนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ว่าแต่ละโรงแรมและย่านธุรกิจในราชประสงค์แห่งนี้ จะบริหารจัดการและปรับกลยุทธ์เพื่อพยุงสถานะของตัวเอง ชิงความได้เปรียบได้อย่างไร?. เอวิกานต์ บัวคง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราชประสงค์งัดสารพัดแคมเปญกระตุ้นกำลังซื้อก่อนกู่ไม่กลับ -

กรมธนารักษ์เดินหน้ารับแลกเหรีญตามวัด
นายวีระวุฒิ ศรีเปารยะ รองอธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวางแผนเหรียญกษาปณ์ ปี 58 ได้หารือเกี่ยวกับนโยบายที่นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ มอบหมายให้เหรียญกษาปณ์สามารถใช้ได้ระยะยาวมากขึ้น รวมทั้งนโยบายเชิงรุกในการเข้าไปเปิดรับบริการเคลื่อนที่ โดยเฉพาะการเข้าไปรับแลกเหรียญตามสถานที่สำหรับประกอบกิจกรรมทางศาสนา หรือ วัด เนื่องจากฝ่ายวิจัยพบว่าจำนวนเหรียญกษาปณ์ค้างอยู่ในสถานที่ดังกล่าวจำนวนมาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีความนิยมใช้เหรียญทำบุญกันมากขึ้น โดยจะจัดส่งเจ้าหน้าที่และรถโมบายเคลื่อนที่ไปตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้ง 76 จัดหวัด ถือเป็นการดำเนินงานที่รวดเร็วในการนำเหรียญมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทั้งนี้ กรมธนารักษ์ได้ร่วมมือกับบริษัท กรุงไทยกิจบริการ จำกัด (เคจีเอส) ที่เป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงไทย ให้ดำเนินการจัดส่งเจ้าหน้าที่และรถโมบายเคลื่อนที่ไปตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเข้าไปรับแลกเหรียญได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ถือเป็นครั้งแรกของการจับคู่ธุรกิจในการรับแลกเปลี่ยนเหรียญของสำนักบริหารเงินตรา“ที่ผ่านมา กรมธนารักษ์ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปรับแลกเหรียญที่วัดพลวง เขาคิชฌกูฏ ได้เหรียญกษาปณ์ มากว่า 15 ล้านบาท เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะเทศกาลนมัสการปิดทองรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ ถือเป็นรอยพระพุทธบาทที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.ของทุกปี ทำให้ประชาชนเดินทางเข้าร่วมไปทำบุญจำนวนมาก”อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนของการรับแลกเหรียญเคลื่อนที่นั้น จะดำเนินงานด้วยการส่งเจ้าหน้าที่พร้อมรถโมบายไปรับเหรียญเพื่อกลับมานับและคัดกรองตรวจสอบเหรียญว่าสามารถใช้ได้หรือไม่ เนื่องจากเหรียญที่ค้างอยู่ในวัดส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญที่ถูกเก็บไว้เป็นเวลานานตามตู้รับบริจาคต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดการหมุนเวียนมากนัก ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่รวดเร็วกว่า แบบเดิมที่ให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการที่กรมธนารักษ์ตามศูนย์กระจายเหรียญกษาปณ์ หรือธนาคารออมสินในต่างจังหวัดขณะที่ เป้าหมายการผลิตเหรียญกษาปณ์ ปี 58 อยู่ที่ 1,750 ล้านบาท มีสัดส่วนการผลิตเพิ่มขึ้นจากการผลิตเหรียญกษาปณ์ของปี 57 ที่ผลิตไว้ 1,200 ล้านบาท เนื่องจากรองรับการใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณตามแนวชายแดนเพื่อนบ้านที่คาดว่าจะเกิดการซื้อขายมากขึ้น ภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 58 ส่วนการตั้งโรงกษาปณ์ของไทยนั้น อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลให้อัยการตรวจสอบ ขั้นตอนและข้อกฎหมายในการผลิตเหรียญเปล่าว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยที่ผ่านมา กรมธนารักษ์ได้ทำข้อตกลงกับเดอะ รอยัล มิ้น อังกฤษ ให้สามารถแลกเปรียญข้อมูลและนวัตกรรมการผลิตเหรียญให้มีความทันสมัยอีกด้วยสำหรับเหรียญกษาปณ์ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยข้อมูลเมื่อ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา เหรียญกษาปณ์ 25 สตางค์ อยู่ที่ 3,285 ล้านเหรียญ, 50 สตางค์ อยู่ที่ 2,270 ล้านเหรียญ, 1 บาท อยู่ที่ 13,490 ล้านเหรียญ, 2 บาท อยู่ที่ 1,370 ล้านเหรียญ 5 บาท อยู่ที่2786 ล้านเหรียญ และ 10 บาท อยู่ที่ 1,764 ล้านเหรียญ โดยยืนยันว่าเหรียญกษาปณ์ยังเพียงพอต่อความต้องการใช้ในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ในอนาคตกรมธนารักษ์มีแนวคิดที่จะดำเนินการปรับเปลี่ยนเหรียญกษาปณ์ ทั้งขนาด สี และการออกแบบให้สามารถรับรู้ได้มากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรมธนารักษ์เดินหน้ารับแลกเหรีญตามวัด