วันที่ 5 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13:58 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 3 โดยลดลงจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,900 บาท รับซื้อ 20,102.16 บาท ทองแท่งขายบาทละ 20,500 บาท รับซื้อ 20,400 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 3 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,900 บาท รับซื้อ 20,102.16 บาท ทองแท่งขาย 20,500 บาท รับซื้อ 20,400 บาท เวลา 13:58 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 2 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,950 บาท รับซื้อ 20,147.64 บาท ทองแท่งขาย 20,550 บาท รับซื้อ 20,450 บาท เวลา 10:33 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ลด 100 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,900 บาท รับซื้อ 20,102.16 บาท ทองแท่งขาย 20,500 บาท รับซื้อ 20,400 บาท เวลา 09:29 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง5มี.ค.57 ปรับครั้งที่3 รูปพรรณขาย20,900บาท
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ราคาทอง5มี.ค.57 ปรับครั้งที่3 รูปพรรณขาย20,900บาท
-

อดีตรมว.คลังวอนศาลชี้ขาดรัฐบาลพ้นสภาพหรือไม่
นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัวถึงกรณีสถานภาพของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า ยังมีผลในทางกฎหมายอยู่หรือไม่ โดยระบุมีข่าวจากของสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อ่านจดหมายของอดีตประธานศาลฎีกาคนหนึ่งในเวทีชุมนุม ซึ่งแสดงความเห็นว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์พ้นสภาพไปแล้วเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยผลของกฎหมาย เนื่องจาก กกต.ไม่สามารถประกาศรายชื่อ ส.ส.ได้ จึงไม่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง “ผมเองไม่เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ และได้รับฟังความเห็น โดยไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก แต่หากเป็นความเห็นของระดับอดีตประธานศาลฎีกาจริงๆ ก็ต้องให้น้ำหนัก และต้องถือเป็นเรื่องใหญ่มาก จำเป็นต้องมีการชี้ขาดด่วนที่สุด เพราะหากว่าศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังไม่พ้นสภาพก็ไม่เป็นไร แต่หากว่าศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์พ้นสภาพไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้หรือตั้งแต่วันนี้ รัฐบาลจะไม่มีอำนาจที่จะสั่งการใดๆ นอกจากนี้ ตราบใดที่ศาลยังไม่ชี้ขาด จะทำให้ข้าราชการมีความเสี่ยงอย่างมาก เพราะหากไม่ดำเนินการตามคำสั่งของรัฐมนตรี ก็จะเป็นการขัดคำสั่ง แต่หากดำเนินการตามคำสั่ง ก็ไม่แน่ใจว่ารัฐมนตรียังมีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ การจ่ายเงิน การเบิกงบประมาณ การสั่งการ จะมีความเสี่ยงทั้งสิ้น และยิ่งหากเป็นเรื่องที่จะผูกพันบุคคลที่สาม ยิ่งจะมีปัญหาทวีคูณ จึงควรขอให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อดีตรมว.คลังวอนศาลชี้ขาดรัฐบาลพ้นสภาพหรือไม่ -

บัณฑิตใหม่เตะฝุ่น50%
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง “ประเทศไทยขาดอะไรในการเตรียมพร้อมเข้าสู่เออีซี” ว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มีแผนที่จะไม่รับพนักงานหรือลดรับพนักงานใหม่ เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว และปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้นักศึกษาที่จบใหม่ ทั้งในระดับปริญญาตรี ปวส. ปวช. ที่จบการศึกษาในปี 57 ประมาณ 50% มีแนวโน้มตกงาน ดังนั้นบัณฑิตที่เพิ่งจบใหม่ที่ยังไม่ได้งานต้องเข้าโครงการอบรมความสามารถเฉพาะสาขาเพื่อรอช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว “ตอนนี้ผู้ประกอบการชะลอการขอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการ จึงมีการรับเด็กใหม่ไม่มากเพราะต้องประคองกิจการจนกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นแล้วจึงเพิ่มปริมาณการรับคนใหม่ ดังนั้น เด็กจบใหม่ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพให้พร้อมที่จะทำงานในแต่ละสาขา เนื่องจากผลสำรวจพบว่าในปัจจุบันผู้ประกอบการต้องการรับเด็กที่พร้อมทำงานทันทีและมีคุณธรรมมากกว่าเด็กที่เก่ง เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการฝึกอบรมมากนัก” นางเสาวณีย์ กล่าวว่า ในภาวะแบบนี้ผู้ประกอบการมีการปลดพนักงานไม่มากเพราะเจ้าของกิจการจำเป็นต้องเลี้ยงพนักงานโดยเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพที่ต้องเก็บไว้รองรับในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวและการเมืองสงบ ยกเว้นกลุ่มพนักงานรายวันที่พบว่าเจ้าของกิจการมีการลดหรือไม่ต่อสัญญาพนักงานกลุ่มนี้แล้ว 31.2% เพื่อลดต้นทุนในช่วงที่จำหน่ายสินค้าได้ไม่ดีนัก ส่วนการพิจารณารับเด็กจบใหม่ในแต่ ละสาขา เช่น พนักงานระดับปริญญาตรีขึ้นไปด้านสังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ บัญชี มนุษย ศาสตร์ เป็นต้น พบว่ามีผู้ประกอบการจะไม่จ้างงานเด็กใหม่เลย 10.5% จ้างน้อยลง 50.6% จ้างเท่าเดิม 28.4% และจ้างเพิ่มขึ้น 10.5% ส่วนพนักงานระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาวิทยา ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ไม่จ้างเด็กใหม่เลย 12.8% จ้างน้อยลง 50.9% จ้างเท่าเดิม 29.1% รับเพิ่มขึ้น 7.2% พนักงานในสำนักงานระดับ ปวช. และ ปวส. จะไม่รับเด็กจบใหม่ 15.5% รับน้อยลง 45.1% รับเท่าเดิม 27.1% รับเพิ่มขึ้น 12.3%, พนักงานในโรงงานระดับ ปวช. และ ปวส. จะไม่รับเด็กจบใหม่ 16.4% รับน้อยลง 43.9% รับเท่าเดิม 28.9% และรับเพิ่มขึ้น 10.8%, ลูกจ้างรายวัน จะไม่จ้างเด็กใหม่ 18% รับน้อยลง 48.3% รับเท่าเดิม 24.7% และรับเพิ่มขึ้น 9% สำหรับคุณสมบัติที่ผู้ประกอบการต้องการจากบัณฑิตจบใหม่มากที่สุดคือ มีความพร้อมในการทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนเพิ่ม มากที่สุด รองลงมาเป็นเด็กที่มีความขยันและตั้งใจทำงาน, มีจริยธรรมและคุณธรรม, เก่งภาษาอังกฤษ, อดทนและรับแรงกดดัน, เก่งภาษาประเทศเพื่อนบ้าน, ภาษาจีน และมีความรู้ด้านเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ เป็นต้น นางเสาวณีย์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการเสนอว่าสิ่งที่ประเทศไทยต้องมีการปรับปรุงเพื่อเข้าสู่เออีซีมากที่สุดคือเรื่องการเมืองที่ต้องมีเสถียรภาพ รองลงมาเป็นการวิจัยและพัฒนา, การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค, ภาษาอังกฤษ, จำนวนแรงงานที่ไม่มีทักษะ, คุณภาพของแรงงานที่มีทักษะ, คุณภาพการศึกษา, โครงสร้างภาษีที่สามารถแข่งขันได้ เป็นต้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาซึ่งได้ประเมินนักศึกษาเข้าใหม่ ระดับปริญญาตรี ระหว่างปี 50-59 คาดว่าจะมีนักศึกษาเข้าใหม่ปีละ 500,000 คน และในช่วงปีเดียวกัน จะมีบัณฑิตระดับปริญญาตรีจบใหม่ปีละ 300,000-400,000 คน ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์แรงงานในปี 55-59 มีความต้องการแรงงานประมาณ 150,000 คนต่อปี.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บัณฑิตใหม่เตะฝุ่น50%