ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ปอ.กัมพูชา – ลูกเล่น/ลีลา

    ปอ.กัมพูชา – ลูกเล่น/ลีลา

    รถบัสปรับอากาศขนาดกำลังพอดี เป็นสมาชิกใหม่บนท้องถนนของกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา นี่คือรถโดยสารปรับอากาศที่ได้รับความร่วมมือจากไจก้า  องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japanese International Cooperation Agency : JICA) ยื่นมือเข้ามาช่วยทำให้เกิดขึ้นจริง แม้บนท้องถนนของกรุงพนมเปญจะยังไม่มีปัญหารถติดขั้นสาหัส แต่พวกเขาก็ต้องการให้มีระบบขนส่งมวลชนเกิดขึ้น และรัฐบาลเองก็พยายามที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้คน ในขั้นเริ่มแรกรถเมล์ปรับอากาศที่ว่าจะวิ่งจากทิศเหนือไปสู่ทิศใต้ โดยวางเส้นทางให้วิ่งผ่านย่านธุรกิจใจกลางเมือง รถจะออกทุก ๆ 10 นาทีในช่วงเวลาเร่งด่วน และจะออกทุก ๆ 15 นาทีในช่วงเวลาหลังจากนั้น และมีป้ายที่จะหยุดรับส่งจำนวน 18 จุด โดยในช่วงแรกนี้มีรถนำร่องวิ่งอยู่ทั้งหมด 10 คัน ความพยายามในการสร้างระบบขนส่งมวลชนอย่างรถเมล์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในพนมเปญ แต่เคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วในปี  ค.ศ.2001 แต่ให้บริการได้แค่ 2 เดือนโครงการก็มีอันต้องพับเก็บไป แต่เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้นกรุงพนมเปญจึงต้องรื้อโครงการกลับมาใหม่ เพื่อรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการปรับปรุงระบบน้ำประปา สิ่งที่คนพนมเปญต้องการก็คือ รถโดยสารปรับอากาศที่สะอาด สะดวก และจะต้องราคาถูกเพื่อให้คนทุกชนชั้นสามารถใช้บริการได้ ราคาค่าโดยสารที่ถูกกำหนดในช่วงแรกจึงอยู่ที่ 1,500 เรียล หรือ 35 เซนต์ หรือราว 11 บาทไทย ซึ่งถูกกว่าค่ารถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 3-5 เท่า ส่วนรถยนต์ส่วนตัวแทบจะไม่ต้องเอาไปเปรียบเทียบกัน หลังจากทดลองให้บริการจริงแม้บางครั้งจะต้องรอบ้าง แต่โดยรวมแล้วผู้ใช้บริการอยู่ในขั้นพอใจ เพราะเด็กนักเรียนไม่ต้องไปนั่งทำการบ้านอยู่หลังมอเตอร์ไซค์รับจ้าง อีกเหตุผลก็คือ พวกเขาไม่ต้องไปทนนั่งดมกลิ่นควันจากท่อไอเสียที่ถูกปล่อยออกมา เหมือนกับการนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือตุ๊กตุ๊ก ที่เหลือก็ขอแค่คนขับรถมารยาทดีเท่านั้น แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นแต่ผู้คนในพนมเปญก็เรียกร้องให้มีการเพิ่มเส้นทางแล้ว โดยให้วิ่งจากฝั่งตะวันตกไปยังตะวันออกบ้าง.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปอ.กัมพูชา – ลูกเล่น/ลีลา

  • ธุรกิจ ‘ไมซ์’ กับเออีซี – เออีซีกับ ม.หอการค้าไทย

    ธุรกิจ ‘ไมซ์’ กับเออีซี – เออีซีกับ ม.หอการค้าไทย

     ขึ้นชื่อว่า “การท่องเที่ยว” แล้ว ไทยไม่ได้เป็นรองชาติใดแน่นอน… ยิ่งในเรื่องของการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับการประชุมสัมมนาหรือจัดนิทรรศการ ที่เรียกกันว่า “ไมซ์” ในเวลานี้ถือเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างมากในไทย แต่ละปีสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล ด้วยเพราะว่านักท่องเที่ยวในตลาดนี้เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อมาก ยิ่งในช่วงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ความเนื้อหอมในภูมิภาคนี้ยิ่งดึงดูดใจให้ต่างชาติเดินทางเข้ามาทำธุรกิจไมซ์กันสูง  “เสาวลักษณ์ สุดประเสริฐ” หัวหน้าสาขาวิชานวัตกรรมการจัดการประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ คณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกในรายการ “เศรษฐกิจติดจอ” ทาง เดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า หลายคนคงได้ยินคำว่าอุตสาหกรรมไมซ์กันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอุตสาหกรรมนี้ถือเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่ง ในลักษณะของการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ ที่ประกอบด้วย การจัดประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การจัดประชุมนานาชาติ และการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ และเวลานี้ธุรกิจนี้กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย นักท่องเที่ยวประเภท ’ไมซ์“ ส่วนใหญ่มักเป็นนักธุรกิจที่เข้ามาทำงานและพักผ่อน จึงช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศได้ค่อนข้างสูง ซึ่งสัดส่วนรายได้จากอุตสาหกรรมไมซ์เมื่อเทียบกับรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด ถือว่ามีสูงถึง 10% โดยล่าสุดในปี 56 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวไมซ์ มากถึง 70,000-80,000 ล้านบาท แม้ว่าจะมีสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ แต่เชื่อว่าถ้าสถานการณ์เป็นปกติไม่มีสิ่งใดเข้ามากระทบ รายได้ของธุรกิจนี้จะเฟื่องฟูยิ่งขึ้นไปอีก อ.เสาวลักษณ์ เล่าให้ฟังว่า  ถ้าพิจารณาถึงการเติบโตในการท่องเที่ยวไมซ์ จะเห็นได้ชัดเจนว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมไมซ์ได้มามีบทบาทในเอเชียมากขึ้น เพราะมีส่วนแบ่งทางการตลาดทั่วโลกถึง 70% จากเดิมที่ส่วนแบ่งเหล่านี้มักอยู่ที่ยุโรปและสหรัฐอเมริกา เป็นส่วนใหญ่ โดยเหตุผลหลักที่เอเชียได้รับความนิยม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการส่งเสริมของรัฐบาลแต่ละประเทศที่ต้องการดึงธุรกิจเหล่านี้เข้ามา เนื่องจากรายได้ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะสูงกว่านักท่องเที่ยวปกติถึง 3-4 เท่าตัว เช่น ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวธรรมดา จะใช้จ่ายประมาณ 10,000 บาทต่อวัน แต่กลุ่มนี้ใช้มากถึง 30,000-40,000 บาทต่อวัน โดยการใช้เงินจำนวนมากนั้นเพราะมีเงินสนับสนุนจากบริษัทที่พามาเที่ยว ทำให้ใช้จ่ายเต็มที่ ส่วนในภูมิภาคอาเซียนนี้ แม้ว่าไทยเป็นอันดับที่ 3 ในด้านอุตสาหกรรมไมซ์ รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มขยายตัวดี โดยมีตลาดที่สำคัญคือ การจัดประชุมสัมมนานานาชาติ ซึ่งไทยได้รับความนิยมจากต่างชาติมาก ด้วยองค์ประกอบหลายอย่างของไทย ขณะที่กำลังซื้อของคนเอเชียมีอยู่สูง ส่วนแหล่งท่องเที่ยวมีอยู่อย่างหลากหลาย รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างใหม่ยังถูกใจนักท่องเที่ยว และดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวในเมืองไทยเป็นจำนวนมาก  ไม่เพียงเท่านี้ ไทยยังมีจุดแข็งที่ว่า…หากสนใจเข้ามาจัดงาน จะมีค่าใช้จ่ายจัดงานไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค รวมทั้งสภาพภูมิอากาศเหมาะสม  เรื่องความเสี่ยงจากภัยพิบัติมีน้อยกว่าหลายประเทศ และที่สำคัญทำเลที่ตั้งของไทยที่ตั้งอยู่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ยังสร้างความสะดวกเกี่ยวกับการเดินทาง เช่น เส้นทางการบินสามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศอื่นได้สะดวก สามารถติดต่อธุรกิจได้ง่าย ขณะที่ภาพลักษณ์ของไทยมีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวเมื่อรวมกับวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ยังสร้างความพิเศษและความน่าสนใจในการจัดงาน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องการเดินทางเข้ามาเที่ยว แต่ใช่ว่าเมื่อมีด้านดีแล้วจะไม่มีจุดอ่อน เพราะที่เห็นได้อย่างชัดเจนกับผลกระทบที่เกิดขึ้น หากไม่เร่งแก้ไขคือ เรื่องของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ยังมีการชุมนุมในพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้การจัดงานทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ระดับนานาชาติ ได้เลื่อนออกไป แม้ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อาจรู้สึกว่าสถานการณ์อาจไม่รุนแรง แต่รู้สึกว่าไม่สะดวก แต่เชื่อว่าหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ คงทำให้อุตสาหกรรมไมซ์ของไทยได้รับความนิยมและเติบโตอย่างมาก เพราะไม่ว่าอย่างไร ไทยเป็นจุดมุ่งหมายที่หลายคนนิยมเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขเร่งด่วนอีกอย่าง คือ ต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคขึ้นมารองรับการเติบโตในอนาคต เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญหากไทยจะก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้นำในประชาคมอาเซียน เนื่องจากสังคมจะใหญ่ขึ้น ขณะที่กลุ่มไมซ์ขยายตัวขึ้นตาม ดังนั้นสถานที่จัดงานประชุม ที่พักโรงแรม และระบบการเดินทางขนส่ง จะมีความต้องการใช้งานมากขึ้น  สุดท้ายอ.เสาวลักษณ์ ได้บอกไว้ด้วยว่า… หากไทยยังไม่เร่งพัฒนาในเรื่องของระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างจริงจัง การขับเคลื่อนธุรกิจนี้อาจสะดุด แต่ถ้ามีการเตรียมพร้อมที่ดี  ก็เชื่อว่าไทยจะสามารถก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมไมซ์ในอาเซียนได้แน่นอน… วสวัตติ์ โอดทวี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธุรกิจ ‘ไมซ์’ กับเออีซี – เออีซีกับ ม.หอการค้าไทย

  • ‘เมกาโฮม’ รุกอีสานพร้อมรับมือเออีซีปี 58

    ‘เมกาโฮม’ รุกอีสานพร้อมรับมือเออีซีปี 58

    “เมกาโฮม” เดินหน้าบุกตลาดอีสาน เปิดสาขาหนองคาย เป็นสาขาที่ 3 ชูจุดเด่น “สินค้าครบ ราคาถูกใจคนทำบ้านตัวจริง” พบสินค้าคุณภาพดีได้มาตรฐานกว่า 100,000 รายการ โดนใจกลุ่มลูกค้าช่าง ผู้รับเหมา และร้านค้าช่วง พร้อมรับเออีซี นางสุพรศรี นาคธนสุกาญจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและบริหารกลุ่มสินค้า บริษัท เมกา โฮมเซ็นเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า เมกา โฮมศูนย์จำหน่ายสินค้าบ้านและวัสดุก่อสร้าง ยังคงเดินหน้าเปิดสาขาต่อเนื่องไปทั่วประเทศ โดยล่าสุดได้เปิดสาขาจังหวัดหนองคาย เป็นสาขาแห่งที่ 3 ด้วยงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท นับเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าบ้าน และวัสดุก่อสร้างครบวงจรรูปแบบเปิดใหม่ โดยเป็นส่วนพื้นที่ขายสินค้า 15,000 ตารางเมตร และพื้นที่คลังสินค้าอีก 6,500 ตารางเมตร เพื่อตอบสนองและเข้าถึงความต้องการของผู้รับเหมา ช่างในแต่ละประเภท เจ้าของโครงการ เจ้าของบ้าน ร้านค้าช่วง และร้านค้าย่อย ได้อย่างครบครัน  “เราตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี จะต้องขยายสาขาไปยังหัวเมืองหลักและเมืองรองทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่า 20 แห่ง ซึ่งแต่ละปีมีเป้าเปิดสาขาใหม่อยู่ที่ 4–6 แห่ง นอกจากนี้ยังเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้รับเหมา ช่าง เจ้าของโครงการ และร้านค้าย่อย ที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าทั้งในรูปแบบของค้าส่งและปลีก การเปิดสาขาแห่งที่ 3 อำเภอเมือง จังหวัดหนองคายนั้น มองว่าที่นี่จะกลายเป็นเป้าหมายของการลงทุนทางธุรกิจที่สำคัญเพราะเป็นเมืองชายแดนด้านตะวันออกเฉียงเหนือของไทย อยู่ติดกับนครเวียงจันทน์ เมืองหลวงของ สปป.ลาว เราได้ประเมินว่า ทันทีที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เปิดอย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 จะทำให้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง” นอกจากนี้ในช่วงเดือนเมษายนจะมีการเปิดสาขาแห่งที่ 4 สาขาชลบุรี ด้านหน้านิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ อำเภอบ่อวิน มีพื้นที่ขาย 2 หมื่นตารางเมตร.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘เมกาโฮม’ รุกอีสานพร้อมรับมือเออีซีปี 58