นายสมชาย กูใหญ่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แยกก๊าซธรรมชาติบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ร่วมบรรเทาปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำที่ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตรโดยสนับสนุนน้ำแข็งแห้งจำนวน 700 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 5.6ล้านบาท ให้แก่ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2557 ณ สนามบินนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อใช้ในปฏิบัติการทำฝนเทียมช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ทั่วประเทศ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการฝนหลวงซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย ปตท.ได้สนับสนุนโครงการฯ อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2541 แล้ว สำหรับน้ำแข็งแห้งที่ ปตท. สนับสนุนมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ส่วนที่แยกออกจากก๊าซธรรมชาติก่อนเข้ากระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติ โดยน้ำแข็งแห้งเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ในสถานะของแข็งที่อุณหภูมิประมาณ –79 องศาเซลเซียส เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง “ปตท. มุ่งเน้นการช่วยเหลือดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการดำเนินธุรกิจเสมอมา โดยใน ปี 2557 มีแนวโน้มว่าจะเป็นปีที่ปัญหาภัยแล้งมีความรุนแรงดังนั้น ปตท.จึงมีแผนให้การสนับสนุนน้ำแข็งแห้งประจำฐานปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับตั้งแต่ปี2541 เป็นต้นมา ปตท. ได้สนับสนุนน้ำแข็งแห้งแก่กรมฝนหลวงและการบินเกษตรแล้วกว่า 7,560 ตันและถังบรรจุน้ำแข็งแห้ง 38 ถัง คิดเป็นมูลค่ากว่า 49 ล้านบาท (ยังไม่รวมยอดสนับสนุนปีนี้)
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปตท.มอบน้ำแข็งแห้งช่วยแก้ภัยแล้ง
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ปตท.มอบน้ำแข็งแห้งช่วยแก้ภัยแล้ง
-

ราคาทอง1มี.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,900บาท
วันที่ 1 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:21 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 โดยลดลงจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,900 บาท รับซื้อ 20,102.16 บาท ทองแท่งขายบาทละ 20,500 บาท รับซื้อ 20,400 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,900 บาท รับซื้อ 20,102.16 บาท ทองแท่งขาย 20,500 บาท รับซื้อ 20,400 บาท เวลา 09:21 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง1มี.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,900บาท -

เลือกใช้แบตเตอรี่มือถือแท้ปลอดภัยแน่นอน – ไขปัญหาผู้บริโภค
รายงานข่าวจากรายการเรื่องเล่าเช้านี้ช่วงข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้นำเสนอเกี่ยวกับกรณีเกิดเหตุโทรศัพท์มือถือ iPhone รุ่น 5C ระเบิดและมีไฟลุกไหม้จากกระเป๋ากางเกงด้านหลังของเด็กนักเรียนหญิงวัย 14 ปี ขณะที่นั่งบนเก้าอี้ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาจนเป็นเหตุให้เด็กหญิงคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บโดยถูกไฟไหม้ตามขาและหลังโดยมีแผลพุพองตามผิวหนัง ทั้งนี้เครื่องโทรศัพท์ iPhone รุ่น 5C ที่เกิดเหตุเป็นเครื่องใหม่ที่ซื้อมาเพียง 2 เดือนเท่านั้น และสาเหตุของการระเบิดยังไม่มีการระบุอย่างชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุใด จากเหตุการณ์ดังกล่าวศูนย์เฝ้าระวังและพิสูจน์สินค้าที่ไม่ปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ทำการสืบค้นข้อมูลข่าวดังกล่าวเพิ่มเติม พบว่า ผู้เชี่ยวชาญการซ่อมสินค้าของบริษัท แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ จำกัด ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นว่าโทรศัพท์ดังกล่าวมีโอกาสที่จะเกิดระเบิดได้ยากมากเนื่องจากเป็นเครื่องใหม่ผิดกับโทรศัพท์เก่า ซึ่งจะมีโอกาสเกิดระเบิดได้มากกว่าเนื่องจากแบตเตอรี่อาจเสื่อมสภาพ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังได้ให้คำแนะนำว่า “ผู้บริโภคไม่ควรนำโทรศัพท์ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังเพราะอาจเกิดการกดทับวงจรในโทรศัพท์จนอาจทำให้วงจรภายในช็อต ซึ่งนำไปสู่สาเหตุที่ทำให้เกิดการระเบิดได้” นอกจากนี้จากการสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้ชี้แจงว่า โทรศัพท์มือถือ iPhone รุ่น 5C ทุกเครื่องที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยจะผ่านการรับรองมาตรฐานจาก กสทช. ยกเว้นในส่วนของแบตเตอรี่ที่มีการตรวจสอบมาจากต่างประเทศโดยบริษัท แอปเปิ้ล เซาท์ เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด จะนำเอกสารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการตรวจสอบแบตเตอรี่มายื่นประกอบด้วย อีกหนึ่งประการสำคัญที่ผู้บริโภคควรใส่ใจคือ การเลือกใช้แบตเตอรี่ เพราะขณะนี้มีแบตเตอรี่มือถือปลอมระบาดอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการเลือกซื้ออย่าซื้อสินค้าที่เป็นของลอกเลียนแบบ ราคาถูกเกินไป เนื่องจากอาจเกิดเหตุระเบิดอันตรายถึงชีวิต และแบตเตอรี่มือถือเป็นสินค้าที่ได้รับรับมาตรฐาน มอก. เกี่ยวกับความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน เช่น การระบายความดันภายในส่วนเกิน การป้องกันการแตกร้าว การระเบิดและการติดไฟฉนวนต้องสามารถทนต่อกระแสไฟฟ้าและอุณหภูมิที่สูงเกินปกติโดยกำหนดให้ผู้ทำและผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตก่อนทำและนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องแสดงเครื่องหมาย มอก. ที่ตัวผลิตภัณฑ์ ส่วนผู้จำหน่ายแบตเตอรี่จะต้องตรวจสอบสินค้าด้วยว่าแสดงเครื่องหมายมาตรฐานและชื่อผู้ทำหรือนำเข้าก่อนวางจำหน่าย โดยให้ผู้บริโภคสังเกตแบตเตอรี่ที่ได้มาตรฐาน ให้ดูที่ตัวแบตเตอรี่จะมีสัญลักษณ์มอก. และบริเวณกล่องแบตเตอรี่ จะมีชื่อผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หากไม่มี หรือตัวอักษรดูจาง หรือแปลก ๆ อาจเป็นของปลอมได้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เลือกใช้แบตเตอรี่มือถือแท้ปลอดภัยแน่นอน – ไขปัญหาผู้บริโภค