รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือชาวนาของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สามารถดำเนินการได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเพียงการดำเนินธุรกรรมทางปกติของธนาคารเท่านั้น ซึ่งตามหลักการแล้วสามารถดำเนินการได้ทันที ขณะที่ ข้อสังเกตเรื่องภาระดอกเบี้ยที่เกิดจากการรับบริจาคเงิน หรือส่งเงินสมทบเข้ากองทุนในรูปแบบที่ต้องการรับผลตอบแทน ในอัตรา 0.63% นั้น มองว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลใหม่ ที่ต้องมีการตั้งงบประมาณชดเชย เนื่องจากเรื่องนี้มีมติ ครม. ที่กำหนดไว้ว่าให้ ธ.ก.ส. แยกบัญชีการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐ (พีเอสเอ) ในส่วนของการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือชาวนา และให้รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบภาระดอกเบี้ย ความเสียหายและผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินการดังกล่าวรองรับไว้อยู่แล้ว “จากการหารือเบื้องต้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นว่าภาระดอกเบี้ย 0.63% จากการที่ประชาชนส่งเงินสมทบเข้ากองทุนช่วยเหลือชาวนา (แบบมีผลตอบแทน) นั้น ควรจะเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ไม่ใช่ ธ.ก.ส. และ ครม. เองก็ได้มีมติให้ธนาคารแยกบัญชีการดำเนินการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวออกจากการดำเนินงานปกติด้วย ทำให้ชัดเจนว่าภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นในส่วนนี้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแล” ทั้งนี้ ยืนยันว่าแนวคิดเรื่องการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว เป็นหารือและได้ข้อสรุปร่วมกันระหว่างคณะกรรมการธนาคารและผู้บริหาร ธ.ก.ส. ที่จะเร่งดำเนินการหาทางจ่ายเงินให้กับชาวนาที่นำข้าวเข้าโครงการและได้รับใบประทวนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน และกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ด้านนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว โดยระบุว่า มีข่าวว่าคณะกรรมการ ธ.ก.ส. จะจัดตั้งกองทุนเพื่อให้กู้เป็นเงินทดรองแก่ชาวนา หากใครอยากจะช่วยให้เอาเงินเข้ามาฝากกับกองทุน ซึ่งจะมี 2 แบบ แบบที่ 1 ไม่มีดอกเบี้ย และ แบบที่ 2 ดอกเบี้ยต่ำมาก ทั้งนี้ ในส่วนที่ไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยแก่คนที่ฝากเงินเข้ากองทุน จะไม่มีปัญหาทางกฎหมายแต่อย่างใด ขณะที่การฝากเงินเข้ากองทุนแบบจ่ายดอกเบี้ย ถึงแม้จะอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก ไม่ถึง 1% ต่อปี จะมีปัญหา หากจะขอให้รัฐบาลหน้าช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้ เนื่องจากภาระดอกเบี้ยดังกล่าว แม้จะต่ำเท่าใดก็ตาม แต่การผูกพันรัฐบาลใหม่จะผิดกฎหมาย จึงควรใช้เฉพาะแบบไม่จ่ายดอกเบี้ยแทน หรือไม่ก็ต้องให้รัฐบาลรักษาการ จ่ายชดเชยให้ครบหมดก่อนรัฐบาลหมดวาระ ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชี้ตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือชาวนาไม่ต้องผ่าน ครม.
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ชี้ตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือชาวนาไม่ต้องผ่าน ครม.
-

หวั่นการเมืองยืดเยื้อฉุดจีดีพีติดลบ1%
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตเพียง 2.4% จากเดิมที่คาดว่าโต 3.4% เนื่องจากไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้(ม.ค.-มิ.ย.)เพราะการลงทุน การบริโภคชะลอตัวมาตั้งแต่ไตรมาส4/56 หลังจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ประกอบกับรัฐบาลยังไม่สามารถจัดตั้งได้ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นขณะที่ตัวเลขส่งออกไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก แม้ว่าเศรษฐกิจโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นจะฟื้นตัว เนื่องจากในช่วงมีปัญหาเศรษฐกิจในประเทศดังกล่าวไทยได้เข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศในเอเชียแทน ดังนั้นการกลับเข้าไปทำตลาดอีกครั้งต้องใช้เวลา นอกจากนี้สินค้าไทยมีมูลค่าเพิ่มต่ำเทคโนโลยีล้าสมัยจึงต้องปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก “มีความเป็นห่วงกรณีเลวร้ายการเมืองยืดเยื้อจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ในไตรมาส 3/57 อาจทำให้จีดีพีทั้งปีติดลบ 1% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะเริ่มเห็นสัญญานเศรษฐกิจถดถอย โดยไตรมาส1/57คาดว่าจีดีพีติดลบ 1.6% และไตรมาส2/57 อยู่ที่ 0.3%ยกเว้นจัดตั้งรัฐบาลเสร็จในไตรมา3/57 จีดีพีโตตามเป้าที่วางไว้ 2.4% เพราะหวังว่านโยบายรัฐจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี” สำหรับกรณีที่มีความกังวลว่า ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหรือไม่จากปัญหาการเมืองในประเทศนั้น ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดมุมมอง จากเสถียรภาพเป็นเชิงลบ เป็นผลมาจากหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการรับจำนำข้าวหากแก้ปัญหาไม่ได้ และเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว และถ้าการเมืองยืดเยื้อต่อไปภายใน 6-12 เดือนข้างหน้าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและกระทบความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง มีความเสี่ยงอย่างมากที่ไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ เชื่อว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25 % เหลือ 2.00 % หลังจากการใช้จ่ายในประเทศหดตัว สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มผ่อนคลาย อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และในช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่ากนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังเศรษฐกิจไทยดีขึ้น เพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก นอกจากนี้ต้องจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดในวันที่ 19 มี.ค.นี้ว่าจะทยอยถอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอีลงอีกหรือไม่ ซึ่งหากลดมาตรการคิวอีลงอีกจะทำให้ค่าเงินบาทของไทยปลายไตรมาส1/57 จะแตะที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และปลายปีอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นการเมืองยืดเยื้อฉุดจีดีพีติดลบ1% -

งดทำนาปรังน้ำ2เขื่อนเหลือน้อย
นายณัฐจพนธ์ ภูมิเวียงศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์อ่างเก็บน้ำของกฟผ. 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำลดลงต่อเนื่อง จากการระบายน้ำตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งไปแล้วกว่า 3,000 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันเหลือปริมาณน้ำใช้งานรวมกันเพียง 4,417 ล้าน ลบ.ม. หรือ 27% ของความจุใช้งานได้ และต้องระบายน้ำตามแผนช่วงฤดูแล้งในระยะเวลา 2 เดือนข้างหน้าอีก 1,250 ล้าน ลบ.ม. คาดว่า จะเหลือปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงเดือนพ.ค. – มิ.ย. สำหรับการอุปโภค-บริโภค และผลักดันน้ำเค็มประมาณ 3,200 ล้าน ลบ.ม. ส่วนปัญหาความเค็มรุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาปีนี้เร็วกว่าปกติ จนค่าความเค็มที่วัดได้มากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการสูบน้ำดิบของการประปานครหลวงนั้น กรมชลประทานได้แก้ปัญหาด้วยการระบายน้ำเพิ่มจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ และปรับเพิ่มปริมาณน้ำระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็นระยะๆ ตามจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเจือจางน้ำเค็มให้ได้มากที่สุด พร้อมกับผันน้ำส่วนหนึ่งจากแม่น้ำแม่กลองมายังแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำไหลลงไปเจือจางน้ำเค็ม ซึ่งปัจจุบันค่าความเค็มบริเวณสถานีสูบน้ำสำแล ของการประปานครหลวง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่สามารถผลิตน้ำประปาได้ “ตอนนี้ต้องมีการจัดสรรน้ำที่มีอยู่จำกัดนี้ ให้เพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมในระยะต่อไป โดยไม่ขาดแคลน กรมชลประทานจึงมีมาตรการให้เกษตรกรพักการเพาะปลูกและงดการทำนาปรังครั้งที่ 2 หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังครั้งที่ 1 ประมาณเดือนมีนาคมนี้ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเคร่งครัด ส่วน กฟผ. จะพยายามดูแลการระบายน้ำจากทั้งสองเขื่อนให้เป็นไปตามแผน เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างทั่วถึง และจะร่วมกับกรมชลประทานผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมายังแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ” สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ อื่นๆ ที่ กฟผ. ดูแล ยังมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ และเพียงพอที่จะระบายให้กับพื้นที่เพาะปลูกได้ตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ โดยอ่างเก็บน้ำภาคตะวันตก คือ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ปริมาณน้ำใช้งานได้ 7,250 ล้าน ลบ.ม. หรือ 54% ของความจุใช้งานได้ อ่างเก็บน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนสิรินธร เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนห้วยกุ่ม เขื่อนน้ำพุง มีปริมาณน้ำใช้งานได้ 1,337 ล้าน ลบ.ม. หรือ 41% ของความจุใช้งานได้ และอ่างเก็บน้ำภาคใต้ คือ เขื่อนรัชชประภา และเขื่อนบางลาง มีปริมาณน้ำใช้งานได้ 3,986 ล้าน ลบ.ม. หรือ 73%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : งดทำนาปรังน้ำ2เขื่อนเหลือน้อย