สวัสดีครับทราบไหมครับว่าซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ก็มีวันหมดอายุเหมือนกับอาหารหรือยาเช่นกัน คำว่าหมดอายุของซอฟต์แวร์ไม่ได้แปลว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าวนั้นเสียแล้วนะครับแต่จะหมายถึงการที่ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ดังกล่าวหยุดให้บริการบำรุงรักษาหรือให้คำแนะนำหรือการช่วยเหลือต่าง ๆ เกี่ยวกับซอฟต์แวร์นั้นและจะไม่มีการปรับปรุงซอฟต์แวร์ดังกล่าวเพิ่ม เติมอีกต่อไป ฟังดูอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ใช่ไหมครับ ? อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมามีซอฟต์แวร์ที่สำคัญมากตัวหนึ่งได้หมดอายุลง ซอฟต์แวร์ดังกล่าวก็คือวินโดว์สเอ็กซ์พี (Windows XP) นั่นเอง ใช่แล้วครับวินโดว์สที่มีฉากหลังเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวที่เราคุ้นเคยกันมานานและผมเชื่อว่ายังมีหลาย ๆ ท่านที่ใช้วินโดว์สดังกล่าวอยู่ ณ ปัจจุบัน การบำรุงรักษาซอฟต์แวร์นั้นประกอบด้วย 2 ส่วนหลักส่วนแรกก็คือ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้งานหรือการติดตั้งซึ่งรวมถึงบริการแบบพิเศษที่บริษัทคิดค่าบริการและบริการทั่วไปที่มาพร้อมกับซอฟต์แวร์อยู่แล้ว อีกส่วนก็คือการแก้ไขปรับปรุงซอฟต์แวร์ทั้งส่วนที่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดของซอฟต์แวร์หรือการปรับปรุงเพิ่มความสามารถต่าง ๆ ของซอฟต์แวร์ สำหรับวินโดว์สเอ็กซ์พีนั้น การบำรุงรักษาของวินโดว์สเอ็กซ์พีที่เราใช้กันประจำก็คือการอัพเดทวินโดว์สนั่นเอง หลาย ๆ ท่านคงจำได้กับการที่เราสั่งปิดเครื่องที่ใช้วินโดว์สเอ็กซ์พีแล้วมันร้องบอกเราว่า มีการอัพเดทและให้เรารอจนกระทั่งการอัพเดทนั้นเสร็จสิ้นเสียก่อนถึงจะยอมปิดเครื่องให้เรา นั่นแหละครับคือ การบำรุงรักษาซอฟต์แวร์วินโดว์สเอ็กซ์พีและการที่วินโดว์สเอ็กซ์พีหมดอายุลงนั้นมันก็หมายความว่าบริษัทไมโครซอฟท์ตั้งใจที่จะไม่บำรุงรักษาหรือปล่อยอัพเดทใหม่ ๆ อีก บริษัทไมโครซอฟท์นั้นได้เริ่มขายวิน โดว์สเอ็กซ์พีมาตั้งแต่ปลายปี 2544 จนถึงวันนี้ก็เกือบจะ 13 ปีแล้ว โดยบริษัทได้หยุดขายวินโดว์สเอ็กซ์พีทั้งหมดเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้สร้างวินโดว์สรุ่นใหม่ขึ้นมาอีกหลายรุ่น (เช่น วินโดว์สวิสต้า, วินโดว์ส 7 และ วินโดว์ส 8) โดยที่ไมโครซอฟท์เองนั้นก็ได้ให้คำแนะนำว่าควรจะเลิกใช้วินโดว์สเอ็กซ์พีและเปลี่ยนไปใช้วินโดว์สรุ่นที่ใหม่กว่าแทน พร้อมทั้งได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้ทราบมากว่าหลายปีแล้ว ตรงนี้ต้องแจ้งไว้ก่อนว่า บริษัทไมโครซอฟท์นั้นสร้างกำไรจากการขายซอฟต์แวร์วินโดว์สนั่นเอง การให้ผู้ใช้เปลี่ยนรุ่นของวินโดว์สนั้นก็จะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับบริษัทอีกทางหนึ่ง และการที่บริษัทไมโครซอฟท์นั้นต้องทำการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วซึ่งออกแบบมาสำหรับเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมของอดีตนั้นก็เป็นรายจ่ายที่มากพอควรอยู่ ดังนั้นการหยุดให้บริการดังกล่าวก็ฟังดูเป็นเรื่องปกติธรรมดาของบริษัท ปัญหาอยู่ที่ว่า ยังมีคนอีกหลายคนที่จำเป็นต้องใช้วินโดว์สเอ็กซ์พีนั่นเองครับ ตรงนี้รวมถึงผู้ที่ไม่ต้องการที่จะเปลี่ยนไปใช้วินโดว์สรุ่นอื่นด้วยเหตุผลต่าง ๆ กันไป สำหรับตัวผมเองนั้นก็มีปัญหาอยู่ที่ว่ามีซอฟต์แวร์หลาย ๆ ตัวที่ยังต้องใช้อยู่ที่ไม่สามารถทำงานได้บนวินโดว์สเอ็กซ์พีเท่านั้น นอกจากนี้ต้องบอกว่าวินโดว์สเอ็กซ์พีนั้นเป็นวินโดว์สที่ได้รับความนิยมมากและได้มีการนำไปใช้สร้างเป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย ตัวอย่างเช่น เครื่องเอทีเอ็ม ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ หลาย ๆ เครื่องก็ใช้วินโดว์สเอ็กซ์พี การหมดอายุของวินโดว์สเอ็กซ์พีนั้น ส่งผลกระทบหลักต่อผู้ที่ยังใช้วินโดว์สเอ็กซ์พี อยู่มากครับ ถึงแม้ว่าเราอาจจะรู้สึกว่าวินโดว์สอัพเดทนั้นไม่ได้ทำอะไรให้เราเลย แต่จริง ๆ แล้วมันมีความสำคัญมาก ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ นั้นย่อมที่จะมีความผิดพลาดหรือที่เรียกกันว่าบั๊กอยู่มากมาย บั๊กต่าง ๆ เหล่านี้บางอันก็เป็นแค่เรื่องกวนใจหรือแค่ทำให้ซอฟต์แวร์ของเราทำงาน ผิดพลาดบ้างในบางครั้ง แต่บั๊กบางตัวนั้นมีผลต่อความปลอดภัยของระบบและอาจจะเป็นช่องโหว่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาล้วงเอาข้อมูลหรือแอบฝังโปรแกรมต่าง ๆ มาในเครื่องเราก็เป็นได้ โดยปกติแล้วบั๊กเหล่านี้จะถูกค้นพบอยู่เรื่อย ๆและผู้สร้างซอฟต์แวร์ก็จะทำการออกอัพเดทมาเพื่อปิดรูรั่วต่าง ๆ เหล่านั้น และนี่ก็คือสิ่งที่วินโดว์สอัพเดททำให้เราอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อวินโดว์สเอ็กซ์พีนั้นหมดอายุลงแล้ววินโดว์สเอ็กซ์พีก็จะไม่ได้รับการอัพเดทอีกต่อไป จุดที่น่ากังวลเป็นพิเศษตรงนี้ก็คือวินโดว์สรุ่นที่ใหม่กว่านั้นยังคงมีการอัพเดทอยู่ซึ่งทุกครั้งที่มีการอัพเดทวินโดว์สรุ่นที่ใหม่กว่านั้นผู้ไม่ประสงค์ดีก็จะพยายามศึกษาว่าการอัพเดทนั้นซ่อมแซมปิดช่องโหว่ใดบ้างและนำช่องโหว่ดังกล่าวไปทดลองใช้ดูในวินโดว์สเอ็กซ์พีซึ่งไม่ได้รับการอัพเดท บางครั้งช่องโหว่ดังกล่าวนั้นก็จะมีอยู่เช่นกันในวินโดว์สเอ็กซ์พีปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเมื่อวินโดว์สเอ็กซ์พีหมดอายุลง ซอฟต์แวร์หลาย ๆ ตัวก็เลิกที่จะให้บริการรุ่นสำหรับวินโดวส์เอ็กซ์พีด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยต่าง ๆ แล้วเราจะทำอย่างไรดี? สิ่งแรกที่ต้องคิดก็คือ เราสามารถเปลี่ยนไปใช้วินโดว์สรุ่นใหม่ได้หรือไม่ หรือเปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่น ๆ ไปเลย ถ้าทำไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำถัดมาก็คือ การที่เราต้องระแวดระวังการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวให้มากขึ้น การใช้อินเทอร์เน็ตต้องทำด้วยความระมัดระวัง ไม่เข้าเว็บไซต์แปลก ๆ หรือเปิดโปรแกรมที่ไม่เคยใช้งานมาก่อน หรือถ้าให้ดีก็คือการแยกเครื่องดังกล่าวออกจากระบบเครือข่าย ไปเลยและทำการติดตั้งซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยที่ยังคงรองรับวินโดว์สเอ็กซ์พีอยู่สำหรับผมเองนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ยังลงวินโดว์สเอ็กซ์พีเพื่อใช้งานซอฟต์แวร์บางตัวนั้นถูกแยกออกมาไม่ให้ใช้อินเทอร์เน็ตแล้วและไม่ได้ทำงานอื่นใดบนเครื่องดังกล่าว นอกจากนี้สำหรับองค์กรที่มีขนาดใหญ่นั้นยังมีทางเลือกอีกทางก็คือ การขอซื้อบริการเพิ่มเติมพิเศษจากไมโครซอฟท์โดยตรงซึ่งจะมีราคาสูงมากแต่ก็มีบริษัทใหญ่หลายบริษัทที่จำเป็นต้องใช้วินโดว์สเอ็กซ์พีอยู่ได้เลือกไป อย่างไรก็ตาม ทางออกระยะยาวก็คือการวางแผนการปรับปรุงเกี่ยวกับการหมดอายุของระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ที่ใช้อยู่นั่นเอง เพราะถึงแม้เราเปลี่ยนไปใช้วินโดว์สรุ่นใหม่ ๆ หรือเปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่น อย่างไรก็ตามในอนาคตระบบปฏิบัติการนั้นก็จะหมดอายุลงแน่นอน สำหรับวินโดว์สนั้นเราสามารถตรวจสอบวัน หมดอายุของรุ่นต่าง ๆ ได้ที่ http://windows.microsoft.com/en-us/windows/lifecycle แล้วพบกันใหม่ครับ นัทที นิภานันท์ (nattee.n@chula.ac.th) ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เมื่อวินโดว์สหมดอายุ – 1001
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

เมื่อวินโดว์สหมดอายุ – 1001
-

ไอบีเอ็มชี้ผู้บริหารองค์กรสนใจลูกค้าดิจิทัลมากขึ้น
วันนี้(15 พฤษภาคม 2557)ที่โรงแรมดิโอกุระเพรสทีจ กรุงเทพ ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย)แถลงผลการสำรวจผู้บริหารประจำปีฉบับล่าสุดในหัวข้อ “The Customer-activatedEnterprise” หรือ องค์กรที่ตื่นตัวต่ออิทธิพลจากลูกค้าซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากการสนทนาแบบตัวต่อตัวกับผู้บริหาร กว่า 4,000 คนทั้งผู้บริหารสูงสุด (ซีอีโอ) ผู้บริหารฝ่ายการตลาด (ซีเอ็มโอ)ผู้บริหารฝ่ายการเงิน (ซีเอฟโอ) ผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ (ซีไอโอ)และผู้บริหารระดับสูงอื่นๆ จาก 70 ประเทศและ 20 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วโลกโดยประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงภาครัฐและเอกชน 75 คนจากภูมิภาคอาเซียนครอบคลุมกว่า 12 กลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งนี้จากผลสำรวจโดยสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม(IBM Institute for Business Value) ผู้บริหารระดับสูงในอาเซียน ได้ระบุว่าปัจจัยด้านตลาดและเทคโนโลยี ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรในอนาคต เช่นเดียวกับองค์กรระดับโลก โดยผู้บริหารในอาเซียนเล็งเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในช่วง3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าองค์กรจะมีการเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อตอบรับอิทธิพลจากลูกค้า ทั้งยังต้องการพันธมิตรที่จะร่วมส่งเสริมมูลค่าทางธุรกิจและตระหนักอย่างจริงจังถึงบทบาทของโซเชียลและดิจิทัลในการพัฒนาการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากขึ้น นางพรรณสิริ อมาตยกุลกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกมีความคิดเห็นที่แตกต่างกับเกี่ยวกับแรงกดดันภายนอกที่มีความสำคัญมากที่สุด แต่ผู้บริหารทั้งหมดต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเทคโนโลยีคือหนึ่งในสามปัจจัยแรกที่สร้างแรงกดดันต่อองค์กรมากที่สุด ในขณะที่โลกดิจิทัลกำลังเปิดโอกาสให้ลูกค้ามีอำนาจเพิ่มมากขึ้นและเปลี่ยนความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อองค์กรอย่างเห็นได้ชัดในปี 2557 ไอบีเอ็มคาดการณ์ว่าลูกค้าดิจิทัลจะกลายเป็นเรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆสนใจดูผลการสำรวจได้ที่ www.ibm.com/csuitestudy
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไอบีเอ็มชี้ผู้บริหารองค์กรสนใจลูกค้าดิจิทัลมากขึ้น -

“ศุภชัย” ยืนยันทรูลงสนามประมูลคลื่น 900 และ 1800 เมกกะเฮิร์ซ แน่
วันนี้(15 พ.ค.) ที่อาคารทรู ทาวเวอร์ นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมจะลงประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์มือถือระบบ 4 จี ทั้งในส่วนของคลื่น 900 เมกกะเฮิร์ซ และ 1800 เมกกะเฮิร์ซ ที่ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)เตรียมจะเปิดประมูลในเร็วนี้เนื่องจากมองว่าการมีคลื่นความถี่จำนวนมากจะช่วยให้การบริการลูกค้าได้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันความต้องการใช้งานดาต้ามีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น จากความนิยมใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของคนไทย“ทรูยืนยันว่าต้องการลงประมูลทั้งสองคลื่นความถี่โดยบริษัทมีความพร้อม ซึ่งอาจจะเป็นการร่วมกับพาร์เนอร์หรือลงประมูลเองก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น ซึ่งการคุยกับพาร์เนอร์ขณะนี้ก็มีความคืบหน้าไปมากแล้ว สำหรับราคาประมูลใบอนุญาตที่ก สทช.ตั้งไว้ โดยส่วนตัวมองว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้”นายศุภชัย กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นส่ งต่อการดำเนินธุรกิจของทรูเล็กน้อย ซึ่งในธุรกิจโทรคมนาคม จะกระทบในส่วนของยอดขายเครื่องและอุปกรณ์ต่างๆ เนื่องจากประชาชนลดการใช้จ่ายในช่วงนี้ แต่ในส่วนค่าบริการไม่ได้รับกระทบมากนัก ขณะที่ในส่วนของ ทรู วิชั่น จะได้รับผลกระทบมากกว่าจากจำนวนยอดสมาชิกใหม่ที่ลดลง เพราะเป็นโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกที่ต้องเสียค่าบริการรายเดือน บริษัทจึงต้องปรับแพคเก็จให้เหมาะสมและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น“ภาพรวมธุรกิจของทรูยังมีอัตราการเติบโตอยู่แต่เป็นแบบชะลอตัวลง ซึ่งการลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาวคาดว่าจะต้องลงทุนอยู่ แต่ในส่วนของการดำเนินงานและบริหารงานระยะสั้นนั้น บริษัทต้องประหยัดมากยิ่งขึ้น สิ่งที่เป็นไปได้คือ อยากให้ประเทศมีผู้นำเข้ามาบริหารประเทศยิ่งเร็วยิงดี เพื่อให้ภาวะเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้”อย่างไรก็ตามล่าสุดบริษัทได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 22 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเพื่อการทำงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพและจัดอบรมวิชาชีพให้กับบุคคลออทิสติกให้สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ศุภชัย” ยืนยันทรูลงสนามประมูลคลื่น 900 และ 1800 เมกกะเฮิร์ซ แน่