เปิดสำนักงานในไทยอย่างป็นทางการ “LINE”เร่งหาพนักงานคนไทย พร้อมเผยนโยบายปีนี้เน้นเรื่องเกม และให้บริการคอนเทนต์ที่เข้ากับท้องถิ่นและคนไทยมากขึ้น นายจิน วู ลี ผู้อำนวยการ ไลน์ ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ไลน์ได้เปิดสำนักงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยได้ทำการออกแบบและตกแต่งด้วยการนำแนวคิดมาจากสำนักงานที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมการทำงานของพนักงาน ซึ่งการเปิดสำนักงานในไทย แสดงให้เห็นว่าไลน์มีความมุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทยเป็นอย่างมาก และมีเป้าหมายรับพนักงานคนไทยในได้ 100 คน ภายในสิ้นปีนี้ โดยปัจจุบันไทยเป็นตลาดที่สำคัญอันดับสอง มีผู้ใช้งานจำนวน 24 ล้านคน เป็นรองเพียงญี่ปุ่นที่มีจำนวนผู้ใช้งาน 50 ล้านคน ปัจจุบันมีผู้ใช้งานไลน์จำนวน 390 ล้านคนทั่วโลก และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีนี้จะมีจำนวน 500 ล้านคน ส่วนผู้ใช้งานในไทยจะเพิ่มเป็น 30-35 ล้านคน ตามการเติบโตของจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับนโยบายหลักจะใช้กลยุทธ์ให้เหมาะกับคนในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นการเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำในประเทศไทย การแปลภาษา ของคอนเทนต์ ฟีเจอร์ และบริการต่าง ๆ เป็นภาษาไทย และเลือกคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับคนไทย เช่น สติกเกอร์ขายหัวเราะ ฯลฯ และในอนาคตจะคัดเลือกคาแรกเตอร์ฝีมือคนไทยเพิ่มอีก น.ส.วารดี วสวานนท์ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในปีนี้ ไลน์จะให้ความสำคัญกับการเปิดให้บริการเกม ใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น หลังจากเกม Cookie Run ผจญภัยโลกแคนดี้ ประสบความสำเร็จมียอดดาวน์โหลดทะลุ 10 ล้านครั้งในประเทศไทย โดยวางเป้าหมายจะเปิดตัวเกมใหม่ ๆ ให้ได้ 3 เดือนต่อเกม จากนี้จะมีเกม LINE Rangers หรือเกมขบวนการพิทักษ์ และเกม Line Get Rich หรือเกมเศรษฐีมาเปิดให้บริการเพิ่มโดยปัจุบันมีเกมให้บริการทั้งหมด 53 เกม มี 12 เกมที่แปลให้รองรับภาษาไทยแล้ว สำหรับรายได้ของไลน์ทั่วโลกนั้น 60% มาจากเกม 20% มาจากการขายสติกเกอร์ และอีก 20% มาจากออฟฟิคเซียล แอคเคานท์ แนวโน้มในไทยก็กำลังเป็นแบบนี้เช่นกัน.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘LINE’เปิดสำนักงานในไทย เผยนโยบายเน้นเกมเพิ่มรายได้
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

‘LINE’เปิดสำนักงานในไทย เผยนโยบายเน้นเกมเพิ่มรายได้
-

ไมโครซอฟท์บอกลาวินโดวส์ เอ็กซ์พี ย้ำไม่ได้ชัทดาวน์ซอฟต์แวร
วันนี้( 2เมษายน ) ที่เดอะมูส บาร์ เอกมัย ไมโครซอฟท์(ประเทศไทย)จัดแถลงข่าว บอกลาระบบปฏิบัติการ วินโดวส์ เอ็กซ์พีและชุดโปรแกรมสำนักงาน ออฟฟิศ 2003 ก่อนสิ้นสุดการสนับสนุนในวันที่ 8เมษายนนี้ โดยนายรชฏ อิศรางกูร ณ อยุธยาผู้จัดการกลุ่มธุรกิจและการตลาดวินโดวส์และเซอร์เฟซ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย)จำกัด เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัววินโดวส์เอ็กซ์พี และ ออฟฟิศ 2003 ออกสู่ตลาดในปี 2544และ 2546 ตามลำดับ ซึ่งในยุคนั้นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตยังเป็นเรื่องใหม่ ในขณะที่สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์มีความสามารถที่เทียบไม่ได้กับอุปกรณ์ในปัจจุบัน ดังนั้นซอฟต์แวร์ทั้งสองจึงไม่สามารถรับมือกับความต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบันได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานผ่านระบบคลาวด์การใช้งานในรูปแบบทัชสกรีน หรือการใช้ดีไวซ์แบบพกพาในขณะที่ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ๆ ไม่อาจรองรับวินโดวส์ เอ็กซ์พีได้อีกต่อไป นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยและเสถียรภาพยังอาจทำให้ผู้ใช้วินโดวส์เอ็กซ์พี ในภาคธุรกิจต้องประสบกับความเสียหายที่มีมูลค่ามหาศาล ทำให้การอัพเกรดระบบสู่วินโดวส์และออฟฟิศรุ่นใหม่ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรให้พร้อมกับการแข่งขันโดยเฉพาะในยุคของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ธุรกิจไทยต้องมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้ใช้วินโดวส์เอ็กซ์พี ในประเทศไทยประมาณ 2.5 ล้านราย และมีประมาณ 25.32 % ที่ยังคงใช้งานอย่างต่อเนื่อง แม้จะทราบล่วงหน้าแล้วว่าทางไมโครซอฟท์ได้ประกาศการหยุดให้การสนับสนุนระบบปฎิการดังกล่าวในวันที่8 เมษายนนี้นายรชฏ กล่าวว่า หลังจากวันที่ 8เมษายนไปแล้ว ผู้ใช้ยังคงใช้งานระบบวินโดวส์ เอ็กซ์พีและออฟฟิศ2003ได้อย่างต่อนื่อง เพียงแต่จะไม่มีการอัพเดทซอฟต์แวร์อีกต่อไป ซึ่งเป็นการเสี่ยงต่อการโจมตีของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์แม้ว่าจะมีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสก็ตามอย่างไรก็ดีแนะนำให้อัพเกรดมาใช้ดีไวซ์และซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากไมโครซอฟท์และเครือข่ายพันธมิตรผู้ให้บริการทั่วประเทศไทยพร้อมรับข้อเสนอพิเศษ คือ ส่วนลด 20%สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจที่อัพเกรดสู่วินโดวส์ 8.1 Pro หรือสมัครสมาชิกออฟฟิศ 365 เป็นเวลาหนึ่งปี ส่วนผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการติดตั้งวินโดวส์7 หรือ 8.1ลงบนดีไวซ์ที่ใช้งานอยู่สามารถใช้งานสองเครื่องมือฟรีจากไมโครซอฟท์เพื่ออำนวยความสะดวกได้โดยเริ่มจากตรวจสอบรุ่นระบบปฏิบัติการที่ใช้งานอยู่ที่เว็บไซต์ http://amirunningxp.com/ก่อนจะโอนย้ายข้อมูลจากวินโดวส์ เอ็กซ์พีไปสู่วินโดวส์เวอร์ชั่นใหม่ด้วยเครื่องมือ PCmover Express ซึ่งดาวน์โหลดได้ที่http://bit.ly/1nmgL3c ขณะที่กลุ่มลูกค้าองค์กรก็สามารถค้นหาผู้ให้บริการด้านไอทีที่รับรองโดยไมโครซอฟท์ได้ด้วยบริการPinpoint ที่เว็บไซต์ http://bit.ly/1olsDX2
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไมโครซอฟท์บอกลาวินโดวส์ เอ็กซ์พี ย้ำไม่ได้ชัทดาวน์ซอฟต์แวร -

“ดีแทค”ใช้โซเชียลมีเดียช่วยเพิ่มยอดลูกค้าใหม่
วันนี้(2เม.ย.) นายซิกวาร์ทโวส เอริคเซน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นจำกัด (มหาชน)หรือดีแทค เปิดเผยว่า ดีแทคได้ให้ความสำคัญกับการลงโฆษณาในสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้นโดยประสบความสำเร็จอย่างมากกับการโฆษณารีเฟรชแบรนด์แฮปปี้และแคมเปญซิมแฮปปี้ 55โทรฟรีทุกเครือข่ายนาทีละ 55 สตางค์ในเฟซบุ๊คถือเป็นสื่อโฆษณาที่ทำให้ดีแทคบรรลุเป้ายอดขายได้อย่างน่าประทับใจและยังช่วยสร้างการรับรู้และความรู้สึกผูกพันในแบรนด์ไปถึงคนจำนวนมากและทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าดีแทคในเฟซบุ๊คทั้งนี้ ดีแทคได้เชิญชวนให้กลุ่มคนอายุตั้งแต่ 13– 24 ปีเข้าไปดูวีดีโอภาพยนตร์โฆษณาในNewsFeedผ่านทางจอคอมพิวเตอร์และมือถือและยังสามารถวัดจำนวนผู้ที่เข้ามาดูวีดีโอและยอดขายของซิมแฮปปี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลงโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียใช้เฟซบุ๊คโฆษณาในแคมเปญแฮปปี้รีเฟรชแบรนด์และแฮปปี้ซิมโทรฟรี 55 สตางค์ ช่วยสร้างการรับรู้ในแบรนด์แฮปปี้เพิ่มขึ้นถึง 12% ในกลุ่มลูกค้าอายุ 13-17 ปีเพิ่มยอดการใช้แฮปปี้ได้อีก 19%และยังเข้าถึงกลุ่มคนที่ไม่ใช่ลูกค้าดีแทคถึง 13 ล้านคนดีแทคนำแนวคิด OneDigital dtac เน้นวางแผนการใช้สื่อโฆษณาทางด้านออนไลน์มีเดียและโซเชียลมีเดียมากขึ้นตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ดูสื่อผ่านอินเทอร์เน็ตออนไลน์ผ่านทางคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนที่นอกเหนือจากสื่อเดิมๆเช่น ทีวี วิทยุ หรือสิ่งพิมพ์ “ปัจจุบันการแข่งขันในยุคดิจิตอลทำให้เราต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพและการเปลี่ยนแปลงเพื่อส่งต่อประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้ลูกค้าและอยากให้ลูกค้าดีแทคทุกคนสามารถเข้าถึงประสบการณ์ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือหรือแท็บเล็ต ดีแทคจึงได้นำแนวคิด OneDigitaldtac ที่มุ่งเปลี่ยนวัฒนธรรมและกระบวนการทำงานในองค์กรให้สอดคล้องกับสภาพการแข่งขันในปัจจุบันที่เปลี่ยนจากธุรกิจวอยซ์หรือเสียงเป็นดาต้าหรือข้อมูลแนวคิดนี้ดีแทคได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปลายปี 2556 คือการนำโซเชียลมีเดียมาใช้ประโยชน์ในธุรกิจสู่ช่องทางขายในอนาคตเพื่อผลักดันให้ดีแทคเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบ” นายซิกวาร์ท กล่าว ทั้งนี้สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมบริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการใช้โฆษณาทางเฟซบุ๊คFacebookBusinessSuccess Storyได้ที่https://www.facebook.com/business/success/dtac
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ดีแทค”ใช้โซเชียลมีเดียช่วยเพิ่มยอดลูกค้าใหม่