นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานปฏิบัติการโครงข่าย บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่าเครือข่ายของดีแทค ไตรเน็ต ได้เร่งเปลี่ยนสถานีฐานที่เหลือทั้งหมดในประเทศสู่ 3G 2100MHz เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องผ่านการวางแผนและกลยุทธ์ภายใต้ แนวคิด อินเทอร์เน็ต ฟอร์ ออล (Internet for All) เน้นการทำให้คนไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและใช้งานได้เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น “ดีแทค ไตรเน็ตกำลังเร่งเปลี่ยนโครงข่ายสถานีฐานทุกแห่งรองรับ 3G 2100MHz ทั่วประเทศภายในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็น 3 โครงข่ายอัจฉริยะรายเดียวในประเทศที่มีคลื่นความถี่มากที่สุดถึง 3 คลื่น คือ 850 MHz 1800 MHz และ 2100 MHz รวมเป็นแบนด์วิธที่กว้างที่สุด ตอบสนองทุกการสื่อสารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพรองรับทุกการใช้งานของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต โดยขณะนี้ยังได้เพิ่มการมุ่งสู่การดำเนินการทั้งแบบ Macro site และ Micro site ให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการเติบโตการใช้งานบนสมาร์ทโฟนสูงอย่างต่อเนื่อง และต้องการประสิทธิภาพ 3G สูง เช่นในกรุงเทพ และ 25 หัวเมืองสำคัญ อาทิ เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ พัทยา ระยอง ภูเก็ต สงขลา นครราชสีมา ขอนแก่น กาญจนบุรี เป็นต้น” นายปัญญา กล่าว สำหรับการดำเนินงานแบบ Macro site คือการเน้นขยายสถานีฐานเป็นหลัก เพื่อครอบคลุมพื้นที่โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด ส่วนการดำเนินงานแบบ Micro site จะเน้นการติดตั้งเครือข่ายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่าไมโครเซลล์ มีขนาดที่เล็กและเบา โดยไมโครเซลล์ ของดีเทค ไตรเน็ต 3G 2100MHz จะเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณให้บริการโมบายล์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ต่างๆให้สมบูรณ์และครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะจุดที่สัญญาณเข้าถึงในพื้นที่ได้ยากเช่นในพื้นที่กรุงเทพที่มีอาคารสูงและสิ่งก่อสร้างที่กำลังขยายการก่อสร้างอาคารต่างๆ ในส่วนนี้ดีแทค ไตรเน็ต จะเพิ่มทีมงานวอล์คเทสต์เพื่อตรวจเช็กสัญญาณการใช้งานเพื่อปรับปรุงคุณภาพให้ได้แม่นยำยิ่งขึ้นนอกจากนี้ ยังประเมินพื้นที่การใช้งานที่มีสัญาณ 3G 2100MHz ทุกระยะ เพื่อปรับปรุงและเสริมพื้นที่การใช้งานที่มีสัญญาณ 3G 2100MHz ครอบคลุมอยู่แล้ว แต่จะเน้นให้มีสัญญาณหนาแน่นมากขึ้น เพื่อรองรับพฤติกรรมการใช้งานจากสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้รวดเร็วมากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดีแทค ไตรเน็ตเร่งขยายเครือข่ายเปลี่ยนทุกเสาเป็น3จีภายในมิย.นี้
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

ดีแทค ไตรเน็ตเร่งขยายเครือข่ายเปลี่ยนทุกเสาเป็น3จีภายในมิย.นี้
-

3 ยักษ์ใหญ่ไอทีไทย รวมตัวบุกตลาดเออีซี
ใกล้ถึงวันที่ประเทศไทยต้องก้าวเข้าสู่การเปิดเสรีประชาคมอาเซียน ปี 58 นักธุรกิจไทยต้องมีการปรับตัวเพื่อเข้าสู่การแข่งขันที่รุนแรงเช่นกัน สำหรับการทำธุรกิจหลาย ๆ ประเทศ นักลงทุนส่วนใหญ่มักหาพันธมิตรร่วมดำเนินธุรกิจ ผนึกกำลังเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น ล่าสุด บริษัท สามารถคอมมิวนิเคชั่นเซอร์วิส จำกัด ได้ร่วมมือกับ บริษัท ล็อกซเล่ย์ ไวร์เลส จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอที ตั้งบริษัทร่วมกันเพื่อให้บริการในกลุ่มธุรกิจไอทีแบบครบวงจรเพื่อเจาะตลาดในภูมิภาคอาเซียน หลังเห็นโอกาสตลาดเติบโตสูง นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ถือเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมไอซีทีไทยสู่การยอมรับในระดับสากลตั้งบริษัทใหม่ ในนามบริษัท เอส แอล เอ เอเชีย จำกัด โดยแต่งตั้งนายสุรกิจ เกียรติธนากร เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เอส แอล เอ เพื่อดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีไอซีทีครบวงจรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทั้ง 3 บริษัท มีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันคือขยายฐานธุรกิจสู่ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) “เรามีความชำนาญ ทั้งวางระบบเครือข่ายการสื่อสาร บริหารจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศ ออกแบบติดตั้งระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย ให้บริการคอลเซ็นเตอร์เต็มรูปแบบ และด้วยความเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมกันมาโดยตลอด ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในการสร้างการยอมรับ” นายวัฒน์ชัย กล่าว นายเฉลิมโชค ล่ำซำ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ล็อกซเล่ย์ เล่าว่า เมียน มาร์เป็นตลาดใหม่ที่สำคัญ จึงให้ความสำคัญมาก เพราะมีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีนักลงทุนชาวไทยทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่จำนวนมากเข้าไปประกอบธุรกิจเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขการค้าระหว่างไทยและเมียนมาร์ปีที่ผ่านมาสูงถึงกว่า 2 แสนล้านบาท ทำให้มีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ การลงทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่เมียนมาร์อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ ทั้งนี้ การให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม การบริการสื่อสารไร้สาย รวมถึงการให้บริการไอซีทีที่ครบวงจร ตั้งแต่การขายอุปกรณ์ การติดตั้งและวางระบบการสื่อสาร ตลอดจนการให้บริการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องย่อมเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งเรามั่นใจในศักยภาพของ เอสแอลเอ ที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแน่นอน นายศิริพงษ์ อุ่นทรพันธุ์ ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอไอที กล่าวเสริมว่า การรุกตลาดต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่โดยเฉพาะกัมพูชา เอไอที และกลุ่มสามารถฯ ได้เข้าไปดำเนินธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว จึงมั่นใจได้ด้วยประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าท้องถิ่นจะเป็นกำลังสำคัญในการขยายธุรกิจให้บริษัทใหม่ นายสุรกิจ เกียรติธนากร ซีอีโอ เอสแอลเอ เล่าว่า ตลาดในอาเซียน โดยเฉพาะเมียนมาร์ ยังมีช่องว่างการขยายตัวอีกมาก ถือเป็นตลาดใหญ่ โดยมีมูลค่าตลาดโทรคมนาคมกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อเข้าไปให้บริการระบบด้านโทรคมนาคม ให้บริษัทที่ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมในเมียนมาร์ คาดว่าเดือน มี.ค. 57 จะบรรลุข้อตกลง ส่วนลาวก็มีความต้องการด้านไอซีทีมาก โดยเฉพาะการให้บริการด้านไอทีโซลูชั่นที่ต้องทำงานร่วมกับภาครัฐของลาว เช่นเดียวกับกัมพูชาที่การขยายตัวยังมีสูง โดยกัมพูชา มีความต้องการเรื่องของดาต้า เซ็นเตอร์ และอีกอฟเวิร์นเมนท์ หากทั้ง 3 โทรคมนาคมไทย มีความตั้งใจและนำบริการที่ดีมีคุณภาพเจอะกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน เชื่อว่า เป้ารายได้รวมที่ตั้งไว้ 3 ปี ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท น่าจะอยู่แค่มือเอื้อม. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 3 ยักษ์ใหญ่ไอทีไทย รวมตัวบุกตลาดเออีซี -

อนาคตการรักษามะเร็งในมือคนไทย
“มะเร็ง” ยังน่ากลัวสำหรับทุกคน … แม้ว่าจะค้นพบการเป็นมานาน แต่ก็ยังรู้จักโรคนี้ได้น้อยมาก ทำให้ยากต่อการรักษาให้หายขาด ปัจจุบันหลักพื้นฐานในการรักษาโรคมะเร็ง ก็คือการค้นหาความแตกต่างระหว่างเซลล์มะเร็งกับเซลล์ปกติ และนำความแตกต่างนั้น ๆ มาเป็นเป้าหมายในการรักษา ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย จากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัย “การศึกษาฤทธิ์ของไซคลิน ดี 1- ซีดีเค 4 (cyclin D1-CDK4) ในกระบวนการตอบสนองหลังจากการเกิดการทำลายของดีเอ็นเอ” บอกว่า เป้าหมายการรักษามะเร็งที่จะใช้ในการรักษาให้ได้ผลดี ควรจะเป็นสิ่งที่มีบทบาทหลักหรือทำหน้าที่หลากหลายในการก่อมะเร็ง มีการศึกษาพบว่า โปรตีนในเซลล์ร่างกายมนุษย์ที่ชื่อ “ไซคลิน ดี 1” มีส่วนในการก่อมะเร็งมากกว่าครึ่งของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด พบมากในมะเร็งเต้านมและต่อมน้ำเหลือง แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าโปรตีนนี้ก่อมะเร็งอย่างไร…ทีมวิจัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันมะเร็งดานา-ฟาเบอร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จึงตั้งโครงการศึกษาวิจัยบทบาทของโปรตีนดังกล่าวในการก่อมะเร็งเชิงลึกขึ้น เพื่อที่จะนำไปสู่การค้นคว้าพัฒนายาในอนาคต ดร.ศิวนนท์ บอกว่า จากการวิจัยพบว่าไซคลิน ดี 1 ที่อยู่ในเซลล์ปกติจะช่วยในการเติบโตของเซลล์ในร่างกาย แต่หากพบในเซลล์มะเร็ง จะช่วยเสริมการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งและเสริมการซ่อมแซมดีเอ็นเอ เซลล์มะเร็งที่เสียหายจากการรักษา หรือทำให้ดื้อยานั่นเอง ดังนั้น หากมีการทำลายโปรตีนนี้จากเซลล์มะเร็งจะทำให้มะเร็งหยุดการเติบโต และตอบสนองต่อการรักษาแบบฉายแสงหรือด้วยยาเคมีบำบัดได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็มีผลการวิจัยที่สอดคล้องจากแล็บทั่วโลกว่า โปรตีน ไซคลิน ดี 1 รวมถึง ซีดีเค 4 ที่เริ่มใช้เป็นเป้าหมายในการรักษามะเร็งแบบเจาะจงในปัจจุบัน แทบไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายของผู้ป่วยมากนัก โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ นักวิจัยบอกว่า นี่คือครั้งแรกของการค้นพบการทำงานในลักษณะดังกล่าวของโปรตีน ไซคลิน ดี 1 และได้รับความสนใจจากนักวิจัยทั่วโลก รวมถึงได้รับการตีพิมพ์ใน “Nature” วารสารวิทยาศาสตร์อันดับหนึ่งของโลก แม้จะเป็นการวิจัยพื้นฐาน แต่โครงการนี้ได้สร้างและพิสูจน์ให้เห็นถึงกลไกการทำงานของไซคลิน ดี 1 ในการก่อมะเร็งอย่างละเอียด ทำให้สามารถต่อยอดนำไปออกแบบสูตรการรักษามะเร็งแบบใหม่ที่ได้ผล และลดอันตรายจากผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยวิธีดั้งเดิม ที่ทำลายทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ดีไปด้วย ปัจจุบันมีการตื่นตัวของแนวคิดในการรักษามะเร็งโดยใช้ไซคลิน ดี 1 เป็นเป้าหมาย และมีบริษัทยาหลายแห่งสนใจและเปิดแผนกวิจัยที่เน้นการรักษาที่เจาะจงกับโปรตีนดังกล่าว สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ ดร.ศิวนนท์ บอกว่า นอกจากจะสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับนักวิจัยทั่วโลกแล้ว ทางทีมวิจัยยังได้ต่อยอดพัฒนาวิธีการยับยั้งการทำงานของโปรตีน ไซคลิน ดี 1 …เพื่อสร้างยาที่โจมตีโปรตีนชนิดนี้โดยเฉพาะ แต่ก็ถือเป็นโครงการอนาคต เพราะการพัฒนาวิธีการรักษาแบบใหม่ ๆ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ต้องถือเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคนไทย ที่เดิมเป็นแต่เพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่วันนี้ได้มีการตื่นตัวและพร้อมที่จะสร้างผลงานในระดับโลกด้วยตัวเอง . นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อนาคตการรักษามะเร็งในมือคนไทย