สามารถเผยผลประกอบการปี 56 ไอโมบายทำกำไรสูงสุดในรอบ 5 ปี ยอดขาย 1.7 ล้านเครื่อง กำไร 807 ล้านบาท นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทสามารถในปี 2556 ที่ผ่านมาว่า บริษัทประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งรายได้และกำไรที่สูงสุดในรอบ 5 ปี โดยมีรายได้ 22,434 ล้านบาท เติบโตกว่าปีก่อนถึง 31% กำไร สุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 36% ซึ่งเป็นผลประกอบการที่เป็นไปตามเป้าหมายทั้งเครือ ทั้งนี้ ธุรกิจที่สร้างรายได้เติบโตสูงสุด คือ สายธุรกิจโมบาย-มัลติมีเดีย โดย บมจ.สามารถไอ-โมบาย มีรายได้ปี 2556 ทั้งสิ้น 10,300 ล้านบาท และมีกำไรสูงสุดในรอบ 5 ปี ถึง 807 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการขยายตลาดสมาร์ทโฟน ที่มียอดขายถึง 1.7 ล้านเครื่อง จากจำนวนโทรศัพท์มือถือของไอโมบายที่ขายได้ทั้งหมด 3.8 ล้านเครื่อง และทำให้ราคาโดยเฉลี่ยต่อเครื่องของไอโมบายปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 74% จากประมาณ 1,500 บาท เป็น 2,600 บาท ส่วนธุรกิจคอนเทนต์มีผลประกอบการค่อนข้างคงที่ ในขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการเอ็มวีเอ็นโอภายใต้แบรนด์ ไอ โมบาย 3GX ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 400,000 รายในปัจจุบัน และจากกระแสสมาร์ทโฟนที่ยังแรงต่อเนื่องและการขยายเครือข่าย 3จี ซึ่งจะครอบคลุมมากขึ้น มั่นใจว่ากลุ่มไอ-โมบาย จะสามารถรักษาอัตราการเติบโตทั้งรายได้และกำไร โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2557 ไว้ที่ 13,000 ล้านบาท ส่วนเป้ารายได้รวมของกลุ่มสามารถปี 2557 คือ 30,000 ล้านบาท.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สามารถคุยขายไอโมบายทำกำไรสูงสุดในรอบ 5 ปี
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

สามารถคุยขายไอโมบายทำกำไรสูงสุดในรอบ 5 ปี
-

เพย์สบายดันบริการใหม่กระตุ้นอี-คอมเมิร์ซไทย
นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรีผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพย์สบาย จำกัด บริษัทในเครือดีแทค กล่าวว่าตลอดเวลา10ปีที่ผ่านมา เพย์สบาย(Paysbuy) ถือเป็นเจ้าแรกในการให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet)ในประเทศไทย และให้บริการระบบการชำระเงินออนไลน์ ที่ช่วยกระตุ้นวงการอี-คอมเมิร์ซของประเทศ โดยเพย์สบายเป็นตัวแทนรับชำระเงินที่อยู่เบื้องหลังให้ร้านค้าเอสเอ็มอี เติบโต ทั้งในประเทศ และต่างประเทศโดยให้บริการกับร้านค้าออนไลน์กว่า 10,000 แห่ง สร้างมูลค่าธุรกรรมให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของไทยโดยมียอดการชำระเงินผ่านทางระบบของเพย์สบายมากกว่า 2,000ล้านบาท ทำให้รายได้ของเพย์สบายในปีที่ผ่านมาเติบโต 25 % เมื่อเทียบกับรายได้ปี2555 สำหรับปีนี้คาดว่ารายได้เติบโตอีก35% และโดยมีร้านค้าที่สมัครใช้บริการเพย์สบายเพิ่มขึ้นอีก1,000 แห่ง ส่วนปัจจุบันมีผู้สมัครเปิดบัญชีเพย์สบายเพื่อใช้ในการรับ-ส่งเงินแล้วกว่า500,000 รายทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์“Internetfor All” ของดีแทคที่มีเป้าหมายต้องการให้คนไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างเท่าเทียมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันโดยรวมให้กับประเทศในปีนี้เพย์สบายจึงนำมาต่อยอดโดยปรับสู่ 3 กลยุทธ์หลักคือ 1.เพิ่มสินค้าและบริการใหม่ให้กับร้านค้าออนไลน์และผู้ใช้งานผ่านเพย์สบาย2. เพิ่มช่องทางและขยายการตลาดการชำระเงินในออนไลน์ 3.เสริมสร้างระบบสู่ความแข็งแกร่งรองรับความปลอดภัยใช้งานในโลกออนไลน์ด้วยมาตรฐานระดับโลกโดยทั้งหมดนี้จะเริ่มดำเนินการแนะนำสู่ตลาดเพื่อกระตุ้นวงการอี-คอมเมิร์ซของประเทศไทยในราวไตรมาสที่2 เป็นต้นไปนอกจากนี้ยังได้แนะนำบริการใหม่ในปีนี้คือแคชการ์ด (Cashcard) หรือบัตรเงินสดใช้จ่ายผ่านโลกออนไลน์, Virtual prepaidcard ที่ช่วยทำให้ผู้มีบัญชีกับเพย์สบายสามารถช้อปปิ้งบนออนไลน์ได้กับทุกเว็บไซต์ผ่านเครือข่ายVisa, MasterCard, โมบายล์ เครดิตการ์ด (Mobilecredit card) หรือการนำบัตรเครดิตเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการ,Payment On Delivery หรือ บริการ POD ที่จะให้ร้านค้าสามารถรับชำระเงินที่ปลายทางได้อย่างไรก็ดีภาพรวมตลาดอี-คอมเมิร์ซไทยที่ผ่านมาพฤติกรรมผู้ใช้บริการและร้านค้าออนไลน์ต่างๆเติบโตพร้อมกับกระแสโมบายล์อินเทอร์เน็ตบน 3G บูม และยอดการใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเติบโตต่อเนื่องจากเดิมพฤติกรรมที่ใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเปลี่ยนเป็นออนไลน์เชื่อมต่อโซเชียลมีเดียได้ทุกสถานที่ทุกเวลา และสามารถช้อปปิ้งสินค้าผ่านหน้าจอได้ง่ายขึ้นรวมทั้งการเติบโตของออนไลน์แบบใหม่ ๆ เช่น โทรศัพท์ ธุรกิจเว็บดีล คูปองส่วนลดเกมส์ออนไลน์ และ ดิจิทัลคอนเทนท์ ที่ใช้ช่องทางชำระเงินผ่านเพย์สบาย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เพย์สบายดันบริการใหม่กระตุ้นอี-คอมเมิร์ซไทย -

ลุ้นให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลกลางเดือนมี.ค.นี้
วันนี้ (27ก.พ.) ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ จัดพบปะพูดคุยหารือร่วมกับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลจำนวน 24 ช่อง ถึงกระบวนการออกใบอนุญาต ปัญหา และอุปสรรค ในการดำเนินงานการออกอากาศทีวีดิจิทัล โดยพ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาใบอนุญาตประกอบกิจการที่ผู้ชนะการประมูลทีวีดิจิทัล 24 ช่องยื่นเอกสาร โดยคาดว่าจะสามารถออกใบอนุญาตประมาณกลางเดือนมี.ค.นี้ ส่วนจะมีผลบังคับใช้เมื่อไร ยังไม่มีความชัดเจนในขณะนี้ รวมถึงจะมีความชัดเจนในการโฆษณาได้ช่วงระหว่างการทดลองออกอากาศเช่นกันสำหรับการทดลองออกอากาศทีวีดิจิทัล ได้วางแผนเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงแรก ทดลองออกอากาศบางเวลา ช่วงที่ 2 ทดลองออกอากาศพร้อมประกาศ หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (มัสแครี่) และ ช่วงที่ 3 ทดลองออกอากาศภายใต้เงื่อนไขที่กสท.กำหนด ซึ่งในวันที่ 1 เม.ย.ผู้ให้บริการโครงข่ายทั้ง 4 รายต้องพร้อมให้บริการเช่นกันนอกจากนี้กสท.อยู่ระหว่างร่างหลักเกณฑ์ เงื่อนไขต่างๆ เกี่ยวกับการลดหย่อนค่าธรรมเนียมนำเข้ากองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการเรื่องค่าใช้จ่ายการนำฟรีทีวีไปออกอากาศผ่านดาวเทียมและเคเบิล ตามประกาศหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป หรือ มัสแครี่ในขณะเดียวกัน จะมีแนวทางการปรับเรียงหมายเลขช่องทีวีดิจิทัลใหม่ โดยให้หมายเลขลำดับที่ 1 – 36 เป็นช่องทีวีดิจิทัล จากนั้น จึงตามด้วยช่องรายการทีวีดาวเทียม หรือ เคเบิลทีวี ซึ่งจะช่วยสร้างการจดจำของประชาชน และการประชาสัมพันธ์ของผู้ประกอบการ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ แต่ทั้งนี้อาจจะขัดกับกติกาประกาศของทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ที่ให้สิทธิ์ผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี สามารถจัดเรียงช่อง 1-10 ได้ตามการดำเนินธุรกิจ และตามด้วยช่องทีวีดิจิทัลอย่างไรก็ตาม ในการประชุมหารือครั้งนี้ สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ได้เสนอขอให้ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) หรือ ทีวีพูล นำทีวีดิจิทัล 24 ช่อง เข้าเป็นสมาชิก เพื่อแก้ข้อขัดข้องในกรณีการถ่ายทอดสดข่าวในพระราชสำนัก และรายการกีฬาต่างๆ เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลกลางเดือนมี.ค.นี้