รายงานข่าวจากผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงมาตรการของสำนักงานสลากฯที่เปิดให้ผู้ค้าสลากฯที่มีโควตารับสลากฯไปจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1-8 ก.ย.57 ว่า ขณะนี้ ผู้ค้าส่วนใหญ่เริ่มรับสลากฯไปจำหน่ายแล้ว เนื่องจากต้องการเร่งขายสลากฯเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์สลากฯ เหลือเต็มแผงช่วงใกล้ออกรางวัล 16 ก.ย.นี้ เพราะมาตรการเลื่อนเวลาดังกล่าวทำให้เวลาจำหน่ายสลากฯ ลดลง และรวมชุดสลากฯได้ยากขึ้น ส่งผลให้ผู้ค้าสลากฯต้องเร่งระบายสลากฯให้เร็วที่สุดทั้งนี้การเร่งระบายสลากฯที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาสลากฯ ปรับราคาเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเนื่องจากผู้ที่มีโควตาได้ขายส่งต่อไปยังผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีโควตาที่มีความต้องการมากกว่าสลากฯที่ระบายอยู่โดยมีราคาขายส่งเล่มละ 86 บาท หากเป็นสลากฯคู่เหมือนตั้งแต่ 2 ใบ อยู่ที่ใบละ 89บาท และหากมีจำนวนตั้งแต่ 10 ใบขึ้นไป จะอยู่ที่ใบละ 91 บาทซึ่งเมื่อผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีโควตาทั้งหาบเร่และจักรยานรับซื้อไปขายต่อให้ประชาชนจะทำให้ราคาสลากฯปรับราคาขายอยู่ที่ใบละ 100 บาทเช่นเดิม อย่างไรก็ตามมาตรการของสำนักงานสลากฯที่ออกมา มองว่ายังไม่มีความชัดเจนแม้วิธีดังกล่าวจะเป็นการบีบบังคับให้ผู้ที่มีโควตาต้องขายสลากฯเองแต่ช่วงเวลาขายที่ลดลง ทำให้ผู้ที่มีโควตาต้องขายสลากฯต่อให้กับผู้ค้าที่ไม่มีโควตาตามเดิม เพราะกลัวว่าหากไม่สามารถขายได้ตามเวลาที่เหลืออยู่จะทำให้สลากฯเหลืออยู่จำนวนมากส่งผลต่อการขาดทุน รวมทั้ง ขณะนี้เริ่มมีผู้ค้าสลากฯรายย่อยบางส่วนที่ไม่มีโควตาออกมาเลือกซื้อสลากฯ ที่บริเวณศูนย์การค้าสลากไทยสนามบินน้ำ ที่ได้ในราคาขายปลีกใบละ 80 บาท เพื่อนำมาจัดแผงขายเองอีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้ค้าเร่งขายสลากหวั่นเหลือเพียบทำให้ขาดทุน
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ผู้ค้าเร่งขายสลากหวั่นเหลือเพียบทำให้ขาดทุน
-

ดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอี 3 เดือนข้างหน้ารูด
รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการ(ทีเอสเอสไอ) ประจำเดือนก.ค. ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้ารวมภาคการค้าและบริการ ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 54.7 จากระดับ 56.3 โดยกิจการภาคค้าปลีก อยู่ที่ 54.4 ลดลงจาก 58.2 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้ประกอบการเริ่มไม่มั่นใจเศรษฐกิจเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศอย่างไรก็ตามแม้ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าจะมีค่าความเชื่อมั่นลดลง แต่ยังอยู่ในระดับที่เกินกว่าค่าฐานคือ 50 ทั้งในส่วนภาพรวมและรายภาคธุรกิจสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังมีความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจในช่วง3 เดือนข้างหน้าในระดับที่ดีส่วนดัชนีทีเอสเอสไอ เอสเอ็มอี ในเดือน ก.ค. ภาคการค้า จาก 47.4 เพิ่มขึ้นจากระดับ46.1ภาคค้าส่งอยู่ที่ 48.7 เพิ่มขึ้นจาก 46.7 และภาคค้าปลีก 49.1 จาก 46.5 ขณะที่ภาคบริการค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 44.7 จากระดับ 45.3ส่วนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศในเดือนมิ.ย. ขึ้นอยู่ที่ 53.0 เพิ่มขึ้นจาก 44.7 และต่อธุรกิจตน อยู่ที่ 49.3 จาก 45.8 เนื่องจากระดับราคาขายปลีกน้ำมันทรงตัวค่าครองชีพปรับตัวดีขึ้นผลจากราคาอาหารและพืชผักปรับตัวลดลง และการบริโภคในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ11 เดือนและเมื่อพิจารณาแต่ละประเภทกิจการ พบว่า ภาคค้าส่งกิจการค้าส่งสินค้าเกษตรค่าดัชนีเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 52.5 จากระดับ 47.5 ผลจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากความต้องการสินค้าเกษตรของไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอี 3 เดือนข้างหน้ารูด -

โค้กดันเคมเปญรักษาตลาดน้ำอัดลม
นายพรวุฒิ สารสิน ประธานกรรมการ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัดผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมโค้ก เปิดเผยว่าบริษัทได้เปิดตัวโครงการธุรกิจยั่งยืนกับโคคา-โคลา ที่ใช้งบการตลาดกว่า 180ล้านบาทจัดการอบรมและพัฒนาศักยภาพของผู้หญิงที่ประกอบธุรกิจร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือร้านโชห่วยเพื่อกระตุ้นยอดขายของร้านค้า ซึ่งเป็นส่วนในการผลักดันรายได้บริษัท ที่ปัจจุบันมีช่องทางการจำหน่ายหลักมาจากร้านโชห่วยด้วยสัดส่วน 70% ของร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั้งหมด250,000 ร้านและคงอันดับหนึ่งในตลาดน้ำอัดลมด้วยส่วนแบ่งการตลาด 58% โดยเบื้องต้นปีนี้ตั้งเป้าหมายอบรมให้ได้ 7,000 คน และเพิ่มเป็น 45,000 คนในอีก 6 ปีข้างหน้า”ตลาดน้ำอัดลมปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่า46,000 ล้านบาทหลังจากครึ่งปีแรกตลาดทรงตัวเพราะได้รับผลกระทบเพราะปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองแต่เพราะบริษัทจัดกิจกรรมการตลาดต่อเนื่องทำให้ส่วนแบ่งการตลาดปรับเพิ่มจากปลายปีก่อนที่ประมาณ 55-56% เป็น 58% และคาดว่าแคมเปญนี้จะมีส่วนช่วยคงส่วนแบ่งการตลาดทั้งปีได้ที่58%”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โค้กดันเคมเปญรักษาตลาดน้ำอัดลม