นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ กรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่นด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ เมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ขอให้ญี่ปุ่นร่วมมือพัฒนาเครือข่ายด้านการผลิตโดยเฉพาะการเชื่อมโยงพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของไทยกับโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเพื่อส่งเสริมให้เป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาคขณะเดียวกันยังต้องร่วมมือสำรวจข้อคิดเห็นเชิงลึกจากภาคเอกชนจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ภาคเอสเอ็มอีในระยะยาวด้วยทั้งนี้ที่ประชุมยังได้สนับสนุนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงคือ เขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และเขตเศรษฐกิจพิเศษจ้าวผิ่วเพื่อช่วยส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาคพร้อมสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านแรงงานอาชีพเพิ่มขึ้นรวมทั้งแนวทางการใช้ประโยชน์จากการพัฒนาแนวระเบียงเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาการค้าและการลงทุนระหว่างกันโดยรัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมเพิ่มบทบาทด้านการพัฒนาทุกรูปแบบเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เร่งรัดให้พัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญกับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในระยะเร่งด่วนโดยระยะแรกได้กำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 แห่งตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกแนวเหนือ-ใต้ และแนวตอนใต้โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกันระหว่างโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายกับพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของไทย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศช.เผยไทยขอให้ญี่ปุ่นรวมมือพัฒนาเศรษฐกิจ
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

สศช.เผยไทยขอให้ญี่ปุ่นรวมมือพัฒนาเศรษฐกิจ
-

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 3 กันยายน 2557 ปิดบวก 3.25 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (3ก.ย.) ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเคลื่อนไหวในแดนบวกทำจุดสูงสุดในรอบ 15 เดือน เนื่องจากปัจจัยภายในประเทศที่มีเสถียรภาพผลักดันแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าซื้อสุทธิหนาแน่นอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังรอจับตาการประชุมธนาคารกลางยุโรปเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ในระยะต่อไป ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุด 1,584.70 จุด และลดลงต่ำสุด 1,572.43 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,583.27 จุด เพิ่มขึ้น 14.67 จุด หรือ 0.94% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 51,222.79 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก1.ทรู ปิดที่ 11.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท2.ทีพีไอโพลีน ปิดที่ 18.20 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท3.บ้านปู ปิดที่ 34.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท4.ช.การช่าง ปิดที่ 28.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท5.ปตท. ปิดที่ 327.00 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 3 กันยายน 2557 ปิดบวก 3.25 จุด -

กสิกรเผยความต้องการสินเชื่อพุ่งขึ้น
รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย แจ้งว่า แนวโน้มสภาพคล่องในช่วงที่เหลือของปีนี้จะตึงตัวขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาเป็นผลมาจากปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่นความชัดเจนแรงส่งเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้นจะมีผลต่อความต้องการเงินทุนจากภาคเอกชนคาดว่าความต้องการสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นจากอุปสงค์ในประเทศไม่ต่ำกว่า 380,000 ล้านบาท ทั้งนี้จากการพิจารณายอดเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สุทธิของธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง ณสิ้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวนอยู่ที่ 9.59 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 98,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.03% จากสิ้นปี 56 นอกจากนี้การออกหุ้นกู้ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ภาคเอกชนจะใช้เพื่อระดมทุนโดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนอัตราดอกเบี้ยในตลาดยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำโดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา มีการออกหุ้นกู้รวมแล้ว 390,000 ล้านบาทและคาดว่าในช่วงที่เหลือของจะมีการออกหุ้นกู้อีกไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท สำหรับธนาคารพาณิชย์คาดว่าจะเสนอเงินฝากดอกเบี้ยสูงเพื่อระดมทุนรองรับการเติบโตของสินเชื่อหรือธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนสูงมาเพื่อดึงดูดผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์ทางภาษี“ปริมาณเม็ดเงินที่นักลงทุนต่างชาติอาจมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากไทยหลังจากสหรัฐฯยุติมาตรการคิวอีจะทำให้ตลาดการเงินมีความผันผวน โดย ณ สิ้นเดือนก.ค.57 มียอดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้อยู่ถึง 778,000 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณสภาพคล่องที่ดูดซับโดยธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธปท.ที่มียอดคงค้างกว่า 4.5 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือน ก.ค.2557 น่าจะทำให้ธปท.สามารถบริหารจัดการและจำกัดผลกระทบต่อตลาดเงินได้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสิกรเผยความต้องการสินเชื่อพุ่งขึ้น