ร.อ.ท.สุรพล อิศรางกูร ณ อยุธยา รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการพาณิชย์ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนฟื้นฟูการบินไทยได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ(คนร.) หรือซุปเปอร์บอร์ดแล้ว โดยเห็นชอบให้ใช้แนวทางตามแผนฟื้นฟู 6-7 ข้อที่การบินไทยเสนอไป แต่จัดทำรายละเอียดและคำอธิบายกำกับแผนเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทั้งนี้เมื่อแผนฟื้นฟูผ่านซุปเปอร์บอร์ดแล้ว การบินไทยจะไม่มีปัญหาการกู้ยืมเงินระยะสั้นจากธนาคารออมสิน 5,000-7,000 ล้านบาท ภายในเดือน ก.ย. นี้ รวมทั้งแผนกู้เงินผ่านกระทรวงการคลัง 20,000 ล้านบาทภายในปีนี้ด้วย โดยเดิมในเดือน ก.ย.นี้ สภาพคล่องของการบินไทยจะลดลง 7,000 ล้านบาท จากสภาพคล่องที่กำหนดไว้ไม่ควรต่ำกว่า 15% ของรายได้ ซึ่งเท่ากับ 12,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากธนาคารออมสินในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. นี้ร.อ.ท.สุรพลกล่าวว่า แผนฟื้นฟูการบินต้องสร้างรายได้เพิ่มขึ้นระหว่างเดือน ก.ค.-ธ.ค.ในปีนี้ จำนวน 3,000 ล้านบาท และลดรายจ่ายลง 4,000 ล้านบาท จะช่วยให้ผลประกอบการรวมทั้งปีนี้ขาดทุนลดลงจากเกือบ 20,000 ล้านบาท เหลือ 10,000 ล้านบาท ส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจาก 2 ส่วน มาจากการเพิ่มยอดขายผ่านเครือข่ายการขาย 1,800 ล้านบาท การเพิ่มรายได้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ตั๋วโดยสาร เช่น ของที่ระลึก เป็นต้น จำนวน 1,200 ล้านบาท ส่วนการลดค่าใช้จ่าย 4,000 ล้านบาท จะมาจากการปรับลดค่าใช้จ่ายผันแปรในระยะสั้น ส่วนระยะกลางจะปรับการบริหารจัดการในต่างประเทศโดยยุบจุดบริการที่ไม่จำเป็น รวมถึงควบรวมจุดบริการบางแห่งให้เป็นจุดเดียว ส่วนระยะยาวจะลดค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระตายตัว เช่น ปรับลดจำนวนพนักงาน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คนร.ไฟเขียวแผนฟื้นฟูบินไทยแล้ว
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

คนร.ไฟเขียวแผนฟื้นฟูบินไทยแล้ว
-

เล็งออกราคาแนะนำข้าวเปลือก 8.5-9 พัน/ตัน สกัดพ่อค้ากดราคา
นางจินตนา ชัยยวรรณาการ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯได้เตรียมมาตรการในการช่วยรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในฤดูกาลผลิต 2557/58 โดยใช้วิธีการออกประกาศราคาแนะนำข้าวเปลือกเจ้าไม่ต่ำกว่า 8,500-9,000 บาทต่อตัน คาดว่าจะเริ่มในช่วงปลายเดือน ก.ย. นี้ เพื่อไม่ให้เกิดการกดราคาข้าวเปลือกในต้นฤดู เพราะปริมาณข้าวจะออกมาปริมาณมากสุดในเดือน ต.ค. 57- ม.ค. 58 ขณะเดียวกันได้สั่งการให้ค้าภายในจังหวัดเร่งประสานโรงสีทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือในการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาโดยตรง ในราคาเป็นธรรม ตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) “ส่วนราคาแนะนำการรับซื้อข้าวเปลือกเจ้าเน้นประกาศเฉพาะในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำมากๆ แต่ราคาแนะนำก็ต้องคำนวณจากราคาตลาดในช่วงนั้นด้วยว่าเป็นอย่างไร โดยคาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงปลายเดือน ก.ย. นี้ ส่วนโรงสีที่ให้ความร่วมมือรัฐก็จะช่วยเหลือเรื่องต้นทุนเงินกู้อัตรา 3%” ขณะเดียวกัน คสช. ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปดูข้าวว่ามีปัญหาตรงจุดไหนบ้าง และให้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อดูแลในอนาคต เพราะต้องการให้ภาคเกษตรกรยืนได้ด้วยตัวเอง มากกว่าการเข้าไปชดเชยเงินช่วยเหลือ เบื้องต้นกระทรวงฯ จะเข้าไปช่วยในส่วนของกลไกตลาด สร้างเวทีซื้อขายข้าวให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย เช่น การจัดให้มีตลาดกลาง ตลาดนัดข้าวเปลือก ตลาดประมูลข้าวสาร เป็นต้น โดยจะมีการดึงวิธีการเหล่านี้มาใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางในการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีแหล่งขายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าข้าว รวมถึงจะมีการสนับสนุนให้เกษตรกรลดต้นทุนในการผลิต เพิ่งผลผลิตต่อไร่ และพัฒนาคุณภาพผลผลิต
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งออกราคาแนะนำข้าวเปลือก 8.5-9 พัน/ตัน สกัดพ่อค้ากดราคา -

เซ็นทรัลแบไต๋พร้อมร่วมลงทุน
น.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจและบริหารโครงการก่อสร้างบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมที่จะเข้าร่วมบริหารศูนย์การค้า และอาคารสำนักงาน หัวมุมถนนพระรามสี่ตัดกับถนนวิทยุ หรือที่ดินโรงเรียนเตรียมทหารเดิม พื้นที่กว่า 90 ไร่ หากบริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัดในเครือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของเบียร์ช้าง จะเชิญชวนให้ร่วมการลงทุน เพราะเป็นธุรกิจที่มีความชำนาญอยู่แล้ว ซีพีเอ็นเปิดทางรอรับไม้บริหารศูนย์การค้าและอาคารสำนักงานบนพื้นที่สวนลุมต่อหลังชวดโครงการให้เสี่ยเจริญ”นอกจากนี้ ยังเห็นถึงศักยภาพของที่ดินบริเวณนี้ ที่จะพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งจะมีทั้งอาคารสำนักงานให้เช่า, โรงแรม, ศูนย์การค้าปลีก, ศูนย์การศึกษา, ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม และ ที่อยู่อาศัยซึ่งเชื่อว่าจะดึงดูดผู้คน และเงินจำนวนมหาศาลเข้ามา”นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด กล่าวถึงการขยายธุรกิจศูนย์การค้าว่า บริษัทได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 3,500 ล้านบาท ปูพรมพื้นที่ภาคใต้ เพื่อพัฒนาเซ็นทรัลพลาซานครศรีธรรมราช รองรับลูกค้าภาคใต้ฝั่งล่าง ที่อาศัยในนครศรีธรรมราช,กระบี่,ชุมพรและพังงา จากก่อนหน้านี้ที่ขยายสาขาครอบคลุมลูกค้าภาคใต้ฝั่งเหนือไปแล้วที่สุราษฎร์ธานี, สมุย และหาดใหญ่”บริษัทเล็งเห็นถึงการเติบโตของสังคมเมืองที่ขยายไปสู่ภูมิภาค จากรายได้ของประชากรที่เพิ่มมากขึ้นโดยปัจจุบันชาวนครศรีธรรมราช มีรายได้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 29,970 บาทต่อเดือนและเศรษฐกิจเติบโตสูงเป็นที่ 5 ของประเทศ ขณะเดียวกันภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวก็เริ่มขยายตัวดีตามลำดับแต่กลับยังไม่มีศูนย์การค้ามารองรับ อย่างไรก็ตามคาดว่าเมื่อศูนย์ฯ สร้างเสร็จในปี59 จะมีผู้ม้าบริการสูงถึง 20,000 คนต่อวัน แน่นอน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เซ็นทรัลแบไต๋พร้อมร่วมลงทุน