นายสวาสดิ์ มิตรอารี นายกสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ เปิดเผยในโอกาสร่วมงาน “4ทศวรรษแฟรนไชส์ไทย” ว่า ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกกฎหมายแฟรนไชส์ เพื่อกำกับดูแลไม่ให้ธุรกิจแฟรนไชส์ที่แฝงตัวในรูปแบบของแชร์ลูกโซ่เข้ามาหลอกลวงนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือแฟรนไชส์ที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ระบบ เนื่องจากจะส่งผลต่อภาพพจน์ธุรกิจแฟรนไชส์ เบื้องต้นควรออกกฎหมายให้มีผลบังคับก่อนจะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสี่ยงให้คนไทยจำนวนมากถูกหลอกลวงจากทุนต่างชาติที่เป็นแชร์ลูกโซ่แฝงตัวเข้ามาจนสร้างความเสียแก่ธุรกิจในภาพรวม “หากไม่มีมาตรการอะไรมาควบคุมดูแลธุรกิจแฟรนไซส์ทางสมาคมฯเป็นห่วงว่าหลังเปิดเออีซีจะง่ายต่อธุรกิจแชร์ลูกโซ่ซึ่งกลุ่มนี้จะมีเงินทุนจำนวนมากเข้ามาต้มตุ๋นคนไทยเข้ามาร่วมทุนในลักษณะมันนี่เกมส์หรือเอาเงินคนใหม่ไปให้หัวคิวคนเก่าเป็นลูกโซ่ จนเกิดความปั่นป่วนแก่ธุรกิจแฟรนไซส์” ทั้งนี้ที่ผ่านมาก็ธุรกิจแชร์ลูกโซ่เข้ามาแฝงในรูปธุรกิจแฟรนไชส์หลายรายแล้ว โดยให้มีการซื้อแฟรนไชส์โดยไม่ต้องทำอะไรเพียง ซึ่งการลงทุนอยู่ในหลักหมื่นบาทขึ้นไป แล้วก็รอเงินปันผลในอัตราสูง และในที่สุดผู้ที่เข้ามาลงทุนต่อจากคนอื่นก็จะถูกหลอกเงินโดยไม่ได้ผลตอบแทนและไม่ได้เงินที่ลงทุนไปด้วย อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวเจ้าหน้าที่ภาครัฐก็สามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้จำนวนมากแล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้ออกกม.คุมมาตรฐานแฟรนไชส์
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

จี้ออกกม.คุมมาตรฐานแฟรนไชส์
-

สคบ.ลุยตรวจสินค้าและบริการภาคใต้
ร.ต.ไพโรจน์ คนึงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสินค้าและบริการในพื้นที่ภาคใต้ 3 จังหวัด คือ จังหวัดกระบี่ ภูเก็ต และตรัง โดยภาพรวมได้ตรวจพบปัญหาหลายอย่าง ทั้ง เรื่องการทำสัญญาของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค รวมถึงปัญหาการออกหลักฐานการรับเงินจากธุรกิจหอพักไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เบื้องต้นได้แจ้งเตือนให้ผู้ประกอบธุรกิจเร่งแก้ไขแล้ว และจากนี้จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ออกสุมตรวจอีกครั้ง หากพบว่า ยังทำผิดอยุ่ต้องถูกดำเนินคดีต่อไปทั้งนี้สคบ.ยังได้ออกตรวจสอบธุรกิจขายตรงภายในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนใหญ่ยังมีปัญหาเรื่องของสินค้าและบริการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ไม่ได้ระบุวันหมดอายุ และไม่มีภาษาไทยแสดงไว้ให้ผู้บริโภครับทราบ ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะเมื่อผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าแล้ว อาจจะทำให้เกิดปัญหาฟ้องร้องมาตามมาหากใช้สินค้าดังกล่าว ไม่ถูกต้องและไม่มีคุณภาพ เบื้องต้นได้สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ส่วนปัญหาการประกอบธุรกิจขายตรงที่อาจแฝงธุรกิจเครือข่ายลูกโซ่นั้น จากการตรวจสอบยังไม่พบปัญหาดังกล่าว จึงสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่าจะไม่ถูกหลอกลวง“หลายธุรกิจที่ออกตรวจ ก็พบปัญหาหลายเรื่อง แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่มาก และได้สั่งให้ผู้ประกอบการแก้ไขแล้ว ซึ่งนายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสคบ. ก็แสดงความเป็นห่วงว่า การประกอบธุรกิจบางอย่างอาจสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แม้ว่าการลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้จะไม่พบการกระทำผิด แต่เลขาฯก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เข้มงวด ออกสุ่มตรวจสอบโดยร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัดช่วยดูแล ขณะที่ปัญหาด้านการท่องเที่ยวเบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานว่ามีปัญหาอะไรบ้าง แต่ก็เชื่อว่า ภาพรวมไม่น่าหนักใจอะไร”นอกจากนี้สคบ.ยังได้จัดประชุมให้ความรู้เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคกับเครือข่ายประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการคุ้มครองผู้บริโภค ให้เป็นตัวกลางส่งต่อข้อร้องเรียนจากชาวบ้านเข้ามายังส่วนกลาง รับเรื่องราวร้องทุกข์ โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้โปรแกรมประยุกต์ หรือแอพพลิเคชั่น สคบง ที่สามารถรับเรื่องราวร้องทุกข์ออนไลน์และส่งข้อมูลให้กับสคบ. ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และถูกเอาเปรียบในระดับรากหญ้าให้สามารถเข้าถึงการส่งเรื่องราวร้องทุกข์มายังภาครัฐได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.ลุยตรวจสินค้าและบริการภาคใต้ -

คปภ.ปรับกรมธรรม์ภัยพิบัติใหม่คุ้มครอง 10 ภัย
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติมีมติปรับกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติของกองทุนฯ ในกลุ่มบ้านที่อยู่อาศัยใหม่ โดยให้ออกเป็นกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองทั้งหมด 10 ภัย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.58 เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองได้อย่างครอบคลุมมากขึ้นสำหรับการคิดเบี้ยประกันภัยใน 6 ภัยแรก คือ ไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด ยานพาหนะ อากาศยาน และภัยเนื่องจากน้ำความคุ้มครองคิดตามความเสียหายจริง แต่วงเงินคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ถ้าเสียหายจากภัยธรรมชาติ ทั้งลมพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลูกเห็บจำกัดวงเงินคุ้มครองไว้ที่ 20,000 บาท โดยบ้านราคา 1 ล้านบาทคิดเบี้ยประกัน 910 บาท“สาเหตุที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบกรมธรรม์ใหม่ เนื่องจากประชาชนสับสนเรื่องความคุ้มครอง เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เชียงรายไม่เข้าข่ายภัยพิบัติ ไม่สามารถเคลมสินไหมได้ แต่ประชาชนที่ซื้อประกันภัยพิบัติมองว่ากองทุนฯควรจะจ่ายค่าสินไหมต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาบ้านที่อยู่อาศัยที่ซื้อประกันอัคคีภัยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.58 จะได้รับความคุ้มครองภัยธรรมชาติทุกระดับ”ส่วนกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็กหรือเอสเอ็มอี และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติยังเหมือนเดิม โดยเอสเอ็มอีที่มีทรัพย์สินน้อยกว่า 50 ล้านบาท คิดอัตราเบี้ยประกันที่ 1% ต่อปี ของวงเงินคุ้มครอง และภาคอุตสาหกรรม คิดเบี้ยที่ 1.25% ของวงเงินความคุ้มครอง และจำกัดความรับผิดไว้ที่ 30% ของทุนประกันภัยทรัพย์สิน เช่น ประกันภัยทรัพย์สิน 100 ล้านบาท จะจำกัดวงเงินความคุ้มครองเพียง 30 ล้านบาททั้งนี้จากข้อมูลของกองทุนฯ พบว่า ณ ตั้งแต่เปิดกองทุนฯปี 55 จนถึง 7 ส.ค. 57 มีบ้านที่อยู่อาศัยทำประกันภัยพิบัติจำนวน 1.36 ล้านราย ทุนประกันภัย 61,000 ล้านบาท เบี้ยรวมอยู่ที่ 306 ล้านบาท มีการส่งประกันภัยต่อเข้ามาที่กองทุนฯ เป็นทุนประกันภัย 17,800 ล้านบาท ที่เหลือบริษัทประกันภัยรับความเสี่ยงไว้เอง ขณะที่เอสเอ็มอีมีการทำประกันภัยพิบัติจำนวน 19,000 ราย วงเงินความคุ้มครอง 2,374 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรวม 24 ล้านบาท มีการส่งประกันต่อมาที่กองทุนฯ เป็นทุนประกันภัย 2,082 ล้านบาท ที่เหลือรับความเสี่ยงไว้เอง และอุตสาหกรรม ทำประกันภัยพิบัติ 975ราย วงเงินความคุ้มครอง 3,373 ล้านบาท และส่งประกันต่อมาที่กองทุนฯ จำนวน 3,298 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คปภ.ปรับกรมธรรม์ภัยพิบัติใหม่คุ้มครอง 10 ภัย